สยุมพร ลิ่มไทย เสนอแนวทางเพิ่มรายได้ให้กับท้องถิ่น โดยเรียกร้องการเพิ่มอัตราการจัดสรรภาษีให้สูงขึ้น และให้ท้องถิ่นจัดเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมเพื่อใช้ในการพัฒนาท้องถิ่น
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม สยุมพร ลิ่มไทย ผมเห็นด้วยกับแนวทางที่ท่านประธานกรรมาธิการด้านท้องถิ่นได้เสนอไปทั้งหมดที่จะขอ อภิปรายมีประเด็นเดียว ก็คือการจัดให้มีรายได้ของท้องถิ่นที่เพียงพอ ผมจะอภิปราย โดยการตั้งคำถาม ๒ ข้อนะครับ
ข้อแรก ก็คืออะไรคือหลักประกันที่ว่าจะจัดให้มีรายได้ของท้องถิ่นที่เพียงพอ เพราะว่าที่ผ่านมานั้นถึงแม้รัฐบาลจะมีนโยบาย ถึงแม้จะมีกฎหมายกระจายอำนาจ แต่สุดท้ายการจัดรายได้ให้กับท้องถิ่นก็ยังไม่สามารถทำให้ได้อย่างเพียงพอนะครับ ข้อเสนอ ของผมก็คือว่าควรกำหนดให้มีการประกันรายได้ขั้นต่ำขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยแบ่งเลยครับ ท้องถิ่นขนาดเล็กควรจะมีรายได้ขั้นต่ำเท่าใด ท้องถิ่นขนาดกลางควรจะมี รายได้ขั้นต่ำเท่าใด ท้องถิ่นขนาดใหญ่ควรจะมีรายได้ขั้นต่ำเท่าใดนะครับ อาจจะทำเป็นบัญชี เป็นบัญชีการประกันรายได้ของท้องถิ่น โดยไปกำหนดไว้ในกฎหมายลูกหรือในที่ใด ก็สุดแล้วแต่นะครับ แล้วก็บัญชีนี้อาจจะใช้ในระยะ ๕ ปี ๑๐ ปี ตามสภาพความเหมาะสม ของเศรษฐกิจในแต่ละช่วงแต่ละยุคนะครับ อันนี้เป็นเรื่องแรกก็คือ การต้องมีหลักประกัน ในแง่ของรายได้ขั้นต่ำที่องค์กรท้องถิ่นควรจะมีนะครับ
คำถามที่ ๒ จะเพิ่มรายได้ให้กับท้องถิ่นอย่างไร รายได้ของท้องถิ่นมี ๓ ทาง ๑. ก็คือรายได้ที่ท้องถิ่นจัดเก็บเองจากภาษีบางประเภท ๒. ก็คือรายได้ที่รัฐจัดเก็บให้ และจัดสรรคืนกลับไปให้ในอัตราที่กำหนด แล้วก็ ๓. ก็คือเงินอุดหนุน ผมยกตัวอย่าง เทศบาลเล็ก ๆ เทศบาลตำบลเนินพระที่จังหวัดระยอง มีรายได้ในปี ๒๕๕๗ ๑๒๐ ล้านบาท เป็นรายได้ที่จัดเก็บเอง ๑๖.๗ ล้านบาท รายได้ที่รัฐเก็บและจัดสรรคืนมาให้ ๘๓.๔ ล้านบาท เงินอุดหนุน ๑๙.๕ ล้านบาท จะเห็นได้ว่ารายได้มากกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นรายได้ ที่ต้องพึ่งพาจากรัฐ ไม่ว่าจะเป็นที่รัฐจัดเก็บและจัดสรรให้หรือจากเงินอุดหนุนนะครับ จะเพิ่มรายได้ตรงนี้อย่างไรให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
เรื่องแรก ควรจะเพิ่มอัตราการจัดสรรคืนนะครับ ที่จัดสรรคืนให้แก่ท้องถิ่นให้สูงขึ้น ผมยกตัวอย่างภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือที่เรียกว่า แวต (VAT) อัตราการจัดสรรคืนตอนนี้นะครับ จัดสรรคืนให้ท้องถิ่น ๕ เปอร์เซ็นต์ ผมยกตัวอย่างข้อเท็จจริงใน อบจ. จังหวัดระยองนะครับ ๕ เปอร์เซ็นต์จัดสรรให้กับ อบจ. ๓ เปอร์เซ็นต์ หักไว้ ๒ เปอร์เซ็นต์ ๒ เปอร์เซ็นต์ ที่หักไว้นี่หักไว้ส่วนกลาง เพื่อที่ว่าจะใช้ในการที่เอกชนจะขอคืนภาษีนะครับ สรุปแล้วรายได้ ที่ได้จริง ๆ ประมาณ ๒.๗ เปอร์เซ็นต์ ไม่ถึง ๓ เปอร์เซ็นต์ ปีที่แล้วมีรายได้จากส่วนนี้ ประมาณ ๒.๗ เปอร์เซ็นต์ เป็นเงิน ๗๒๖ ล้านบาท ตรงนี้นะครับทำอย่างไรถึงจะให้ภาษีแวต ๕ เปอร์เซ็นต์ได้กับท้องถิ่นเต็ม ๕ เปอร์เซ็นต์ ผมเสนอว่าควรจะเพิ่มอัตราการจัดสรร คืนภาษีแวตจาก ๕ เปอร์เซ็นต์เป็น ๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นไปตามผลการศึกษาที่ได้เคยมี การศึกษาไว้ ถึงแม้จะมีการหัก ๒ เปอร์เซ็นต์ สุดท้ายแล้วก็จะได้เต็มประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ กรณีของ อบจ. จังหวัดระยอง จาก ๗๒๖ ล้านบาทก็จะได้ประมาณพันล้านบาทเศษ
อีกเรื่องหนึ่งนะครับ การที่จะทำให้ภาษีมูลค่าเพิ่มในท้องที่สูงขึ้น มีธุรกิจ บางประเภทนะครับ ผมยกตัวอย่างที่ระยองเช่นเดียวกัน อุตสาหกรรมส่วนใหญ่ไปทำในพื้นที่ ระยองนะครับ เป็นอุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั้งนั้น ยกตัวอย่าง ๒ พื้นที่ ที่มาบตาพุดกับที่บ้านฉาง มีอุตสาหกรรมที่ไปประกอบธุรกิจในพื้นที่ ๑๓๕ แห่ง จดทะเบียนประกอบธุรกิจในพื้นที่เพียง ๓๕ แห่ง ๒๖ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมใหญ่ในระยอง ประมาณ๑,๐๐๐ กว่าแห่ง กลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการลงทุน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทขึ้นไปนี่นะครับไม่ได้จดทะเบียนที่ระยองเลย แต่ไปจดทะเบียนที่ กรุงเทพมหานคร โดยอ้างว่าสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงเทพฯ ก็ต้องจดที่กรุงเทพฯ ซึ่งกฎหมาย สามารถให้เลือกไปจดในพื้นที่ที่มีการประกอบธุรกิจได้ ถ้าทำให้ธุรกิจใดไปประกอบธุรกิจ ในพื้นที่นั้น ๆ ต้องจดทะเบียนในพื้นที่ที่ประกอบกิจการนะครับ ตรงนี้ภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่จะคืนกลับมาที่ท้องถิ่นจะมากขึ้น
ส่วนที่ ๒ ก็คือภาษีที่ท้องถิ่นจัดเก็บเอง ผมยกตัวอย่างนะครับ เทศบาลตำบล เนินพระเช่นเดียวกัน เป็นเทศบาลตำบลเล็ก ๆ นะครับ จากเงิน ๑๒๐ ล้านบาทในปี ๒๕๕๗ รายได้ที่มาจากการจัดเก็บเอง ๑๖.๗ ล้านบาท รายได้ที่รัฐจัดเก็บแล้วก็จัดสรรคืนให้ รวมทั้ง เงินอุดหนุนมากกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นแสดงว่ารายได้ที่ท้องถิ่นได้จากการจัดเก็บเองนั้น น้อยมาก ทำอย่างไรถึงจะให้มีฐานภาษีในส่วนที่ท้องถิ่นจัดเก็บเองได้มากขึ้น โดยเฉพาะภาษี ที่มีผลกระทบกับท้องถิ่น เช่น ภาษีสิ่งแวดล้อม อะไรที่ธุรกิจไปประกอบการในพื้นที่ก่อให้เกิด ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มีการจัดเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม ภาษีประเภทนี้ควรให้ท้องถิ่น จัดเก็บเอง ผมเรียนโดยสรุปนะครับว่าเงินส่วนใหญ่นี้ อย่างน้อย ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ ท้องถิ่นควรจะใช้ในการพัฒนาท้องถิ่นมากกว่าที่จะไปใช้ในนโยบายของรัฐบาลจากส่วนกลาง แล้วไปเบียดบังโดยใช้เงินของท้องถิ่นนะครับ ขอนำเสนอโดยสรุปเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ