นิมิต จี้เร่งปฏิรูปท้องถิ่น 10-20 ปี ปราบทุจริต ออก รธน.ใหม่

สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๗

นิมิต สิทธิไตรย์ หารือเรื่องการกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่น โดยเน้นย้ำว่าประชาชนต้องพึ่งพาตนเองและบริหารตนเองผ่านหลักการที่ถูกต้อง ไม่ใช่เพียงรูปแบบ แต่ต้องสร้างความเข้าใจและความยอมรับในสิทธิหน้าที่ควบคู่กัน พร้อมทั้งเสนอให้ใช้คีย์เวิร์ด "ส่วนรวมต้องมาก่อน" เพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วม และเรียกร้องให้เร่งปฏิรูปภายใน 10-20 ปี โดยเริ่มจากการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันและการออกแบบรัฐธรรมนูญให้เป็นแม่กุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืนและทันต่อบริบทของอาเซียน

นายนิมิต สิทธิไตรย์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ที่เคารพทุกท่านครับ ผม นิมิต สิทธิไตรย์ สปช. อุบลราชธานีครับ ถ้าจะกล่าวถึง การกระจายอำนาจ คำนี้เราได้ยินนานมาก ถ้าจะกล่าวถึงว่าทำไมถึงไม่เป็นไป ตามเจตนารมณ์การกระจายอำนาจสักที คำนี้ก็ได้ยินอยู่บ่อย ๆ แต่ผมคิดว่าแนวทางในการที่ จะทำให้เกิดเป็นจริงนั้นคงไม่ใช่วิธี แต่คงจะต้องเป็นหลักการ หลักการที่ผมคิดว่าน่าจะต้อง มาคุยกันให้ชัดเจนก็คือว่าหลักการที่จะกระจายอำนาจหรือหลักการที่จะให้มีรูปแบบ การปกครองแยกย่อยลงไปนั้นมาจากเรื่องอะไร เรื่องสำคัญก็คือว่าถึงเวลาแล้วที่ประชาชน ต้องพึ่งตนเอง บริหารตนเอง คำถามว่า เวลานั้นมาถึงหรือยัง ถ้าตอบว่ามาถึงแล้ว ก็ต้องมาดูว่า กลไกใดที่จะทำให้การกระจายอำนาจนั้นเป็นผลสัมฤทธิ์ ผมคิดว่าศูนย์กลางของความชัดเจนนั้น ไม่ได้อยู่ที่ว่าจะเป็นรูปแบบใด จะทำอย่างไร แต่เป็นตรงที่จะเสนอว่ามันน่าจะอยู่ที่ว่า ประชาชนเข้าใจและยอมรับหรือไม่ ถ้าเข้าใจและยอมรับกระบวนการที่จะระดมความคิด ความเป็นเจ้าของ การห่วงใย หวงแหนในสิทธิก็ต้องเกิดขึ้น เราได้สร้างให้เห็นเป็นประจักษ์ หรือยังว่าอำนาจของประชาชนนั้นประชาชนมีและใช้ได้จริง ที่ผ่านมาเราอาจจะมองข้าม ในประเด็นของหลักการเบื้องต้นเล็ก ๆ สิทธิมันต้องบวกด้วยหน้าที่ ถ้ามีแต่สิทธิ หน้าที่ไม่มี กระบวนการต่อเนื่องมันย่อมเป็นไปในทางที่เบี่ยงเบน ผมถือว่าการวางหลักวางเสา ถ้าวางตรง วางถูก ไม่ต้องกลัวล้มและไม่ต้องกลัวเอียง จะสูงแค่ไหน จะเป็นอย่างไร มันก็น่าจะเป็นไปได้ ที่สำคัญที่สุดก็คือเวลาไม่ควรที่จะเปลี่ยนแปลงภายในเงื่อนไขแค่ ๓ ขั้นเป็นแชมป์ (Champ) โลกมันค่อยเป็นค่อยไป ปรับเป็นปรับไป การที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งใดสิ่งหนึ่งต้องดู ความเหมาะสมแล้วก็ดูห้วงเวลาที่เหมาะสม เราไม่เคยวางแผนว่าอีก ๕ ปี ๑๐ ปี ๒๐ ปี การบริหารจัดการระดับท้องถิ่นจะถูกเปลี่ยนแปลงเป็นระยะอย่างไร ทำให้ประชาชนเตรียม ความพร้อมที่จะมารับเอาส่วนที่จะต้องพึ่งตนเอง บริหารตนเอง เราใช้เวลาเกือบพันปีนะครับ ที่อยู่ภายใต้การปกครองที่มีผู้นำเป็นผู้ชี้นำ เราใช้เวลาที่จะเติมเต็มให้กับประชาชนแค่เวลา ไม่กี่ร้อยปี เพราะฉะนั้นเงื่อนไขของความเข้าใจจึงเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นต้องให้ความสำคัญ แน่นอนครับในส่วนของการบริหารจัดการท้องถิ่นหรือที่ตอนนี้กำลังเป็นศัพท์คำที่นำมาใช้ กระตุ้นตื่นตัวของประชาชนก็คือ จังหวัดจัดการตนเอง ความจริงแล้วการบริหารจัดการของ บ้านเมืองโดยโครงสร้างที่แท้จริงของเรื่องก็น่าจะไม่ใช่เป็นปัญหาสิ่งเดียว แต่เป็นปัญหาที่ บุคลากร ตัวบุคคลที่เราใส่ทัศนคติหรือใส่องค์ความรู้เข้าไป ในความหมายของผมนั้น ก็คงจะมีความหมายตรงที่ว่าถ้าใช้คำว่า ส่วนรวมต้องมาก่อน ส่วนรวมต้องมาก่อนนี้คือ คีย์เวิร์ด (Keyword) ที่ทำให้ทุกคนมองสิ่งที่เป็นสภาวะพื้นที่ สภาวะกลไกที่ทำให้ทุกคน ต้องมีส่วนร่วม ต้องมีส่วนรับรู้ ต้องมีส่วนเข้ามาแก้ไขจัดการ ถ้าเราปลูกฝังคำนี้ให้เป็น คำคีย์เวิร์ดใหม่ และทำให้ปลูกฝังเข้าไปในเยาวชนรุ่นต่อไป การปฏิรูปครั้งนี้ผมไม่ได้มอง ในแค่หลังจากนี้แค่ ๑ ปี แต่ผมมองว่าสิ่งนี้จะต้องเกิดขึ้นภายใน ๑๐ ปีข้างหน้า ๒๐ ปีข้างหน้าเป็นอย่างเร็ว ไม่อาจทำ ให้ประชาชน ๖๔ ล้านคนนั้นเปลี่ยนทัศนคติในการพึ่งตนเอง ใช้สิทธิและหน้าที่อย่างมี ประสิทธิภาพนั้นเพียงข้ามคืน เราต้องใช้เวลา กลไกหลาย ๆ อย่างต้องว่ากันไป แต่สิ่งที่เป็นจริง เป็นจังที่จะต้องเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้ก็คือ การที่เข้าไปสู่กระบวนการที่จะปราบปรามในเรื่อง ของทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของด้านบริหารการจัดการเมือง ถ้าหากเรา แก้ปัญหานี้ ซึ่งเป็น ๑ ใน ๖ ของแนวทางปฏิรูปของสภาแห่งนี้และเป็นแนวความคิดที่จะต้อง ผลักดันให้เกิดจริงนั้น ผมคิดว่าการปกครองท้องถิ่นจะต้องใช้เวลา การใช้เวลานั้นก็คงจะต้อง มองในแง่ประเด็นของความชัดเจน ในแง่ของการวางแผนออกแบบ ตัวออกแบบที่สำคัญที่สุด ก็คือตัวรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญนั้นถ้าเขียนไว้เป็นคีย์เวิร์ดเป็นกุญแจดอกสำคัญ เป็นมาสเตอร์ คีย์ (Master key) เขียนแล้วสามารถที่จะแตกแยกย่อยออกมาให้ชัดเจน แก้ปัญหาได้ทุกระยะทุกเวลาและสามารถขับเคลื่อนได้เป็นพลวัตของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ปีหน้านี้เราก็จะเป็นอาเซียน เราจะเข้าสู่ที่เป็นที่รู้จักกันว่า เออีซี (AEC) หัวเมืองชายแดน ซึ่งเป็นหัวเมืองที่เป็นเมืองที่ติดกับต่างประเทศ องค์กรท้องถิ่นอยู่ติดชายขอบของชายแดนนั้น จะต้องถูกพัฒนาเป็นอันดับต้น ๆ เพื่อเป็นโอกาสในการแข่งขันและก็เป็นโอกาสที่จะสร้าง โอกาสในการให้กับประเทศชาติ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าหากจะพูดถึงเรื่องการกระจายอำนาจนั้น ขณะนี้ผมถือว่าถึงเวลาแล้ว แต่ก็ถือว่าต้องเติมเต็มในสิ่งที่เป็นองค์ความรู้แล้วก็ความเข้าใจ การยอมรับให้ทั่วถึง คงจะต้องฝากความหวังไว้ที่การร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ที่ท่านจะต้อง สามารถที่จะนำคีย์เวิร์ดที่เป็นหัวใจในการแยกย่อยออกไปให้ได้ สภาปฏิรูปแห่งชาติ เป็นที่ยอมรับว่าเราก็คือภารกิจหนึ่งที่จะต้องทำก็คือการออกกฎหมายให้สอดรับกับ ความเป็นจริงที่จะต้องปฏิบัติให้ได้ในเงื่อนไขของเวลาที่เหมาะสม เพราะฉะนั้นการกระจาย อำนาจเป็นสิ่งที่ดี สิ่งที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็คณะกรรมาธิการปฏิรูป การปกครองท้องถิ่นยกขึ้นมานั้นผมถือว่าเป็นวิธี แล้วก็ควรจะต้องเดินหน้าต่อไปในการ ที่จะค้นหาหลักการให้ชัดเจนที่จะถือเป็นกุญแจกดอกสำคัญที่จะไขไปสู่ปัญหาทุกเรื่อง ในอนาคตได้ ขอบคุณครับ