อมร วาณิชวิวัฒน์ หารือเรื่องการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร และเสนอแนวทางแก้ไขโดยไม่ต้องพาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องปัญหาการป้องกันการทุจริตแห่งชาติ การใช้มาตรการภาษีแบบอเมริกัน การสรรหา ส.ว. นิรโทษกรรม และการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบของกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพครับ ผม อมร วาณิชวิวัฒน์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติด้านการเมือง ก่อนอื่นต้องกราบขออภัยที่ผมมามีชื่อ อยู่ในตอนท้าย ก็เพราะว่าจริง ๆ อยากจะกราบเรียนว่าในที่ประชุมของคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการเมืองนั้น คงไม่ได้มีเรื่องของเสียงข้างมาก ข้างน้อย แต่น่าจะเกิดจากการที่มีทาง โฆษกกรรมาธิการท่านใดท่านหนึ่งผมไม่แน่ใจนะครับ มีการให้สัมภาษณ์ทางสื่อมวลชน แล้วก็มีการไปพูดว่าเป็นเสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อยอย่างไรก็ตาม แต่ว่าสำหรับผมเอง ได้สงวนในเรื่องของการแสดงความคิดเห็นบางส่วนไว้ อยากจะขอเรียกว่าจะเป็นทางเลือก ที่ ๓ หรือว่าเสียงที่ ๓ ก็ได้นะครับ ไม่ใช่เสียงข้างมากหรือข้างน้อย ขอกราบเรียนอย่างนี้ว่า ในเรื่องของที่มาของนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีนั้น โดยส่วนตัวเข้าใจเจตนารมณ์ดี ของทั้งทางกรรมาธิการเองที่มีความเห็นอาจจะสอดคล้องกับแนวความคิดดังกล่าว รวมไปถึง ผู้ที่อาจจะเห็นขัดแย้ง แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่าเรื่องนี้พูดกันมากอธิบายกันมากก็จะมี ความสับสน บางคนก็ไปพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้หลาย ๆ คน ก็ถือว่าเป็นเรื่องอ่อนไหวนะครับ ไม่บังควรอย่างยิ่งไม่ว่าเรื่องนั้นจะมีผลในทางบวกหรือ ทางลบ เพราะว่าสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอยู่แล้ว ท่านอยู่เหนือ การเมือง ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าผมจะอธิบายด้วยคำอธิบายที่สั้นกระชับ เพราะว่า แนวความคิดดังกล่าวนั้นอาจจะไม่ตอบโจทย์ในเรื่องของการแบ่งแยกอำนาจ ท่านผู้มีเกียรติ ทั้งหลายคงทราบว่าในเรื่องของเจตนารมณ์การที่จะมีนายกรัฐมนตรีก็ดีมาจากการเลือกตั้ง หรือ ครม. มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนนั้น เจตนารมณ์หนึ่งก็คือต้องการที่จะ แบ่งแยกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติออกจากฝ่ายบริหาร แต่ขอทำ ความเข้าใจว่าที่มาของทั้ง ๒ ฝ่ายนั้นไม่ได้ดูถูกประชาชน แต่มองว่าประชาชนอาจจะ ไม่สามารถแบ่งแยกได้ครับว่าที่มาของนายกรัฐมนตรีนั้นจะต้องจำแนกคนพวกหนึ่ง เป็นนายกรัฐมนตรี เป็น ครม. อีกพวกหนึ่งนั้นคือ ส.ส. ส.ว. เพราะว่าเราก็เห็นอยู่ดีว่า ท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านได้มีการอภิปรายและได้พูดถึงปัญหาอย่างชัดเจนว่ามีปัญหาอะไร กันบ้างซึ่งจะไม่กล่าวซ้ำ ตรงนี้คือความเห็นส่วนตัวที่อาจจะนำเรียนได้ว่าไม่จำเป็นต้องไปพาดพิง สถาบันอะไรทั้งสิ้น แต่ว่าไม่ตอบโจทย์ตรงนี้ก็อาจจะไม่เห็นด้วยเป็นการส่วนตัวแล้วนะครับ
ในประเด็นต่อมา นั่นก็คือเรื่องของ ป.ป.ช. ผมเองมีส่วนสัมผัสกับ ป.ป.ช. ในฐานะทั้งเป็นอนุกรรมการ ป.ป.ช. และเป็นคณะทำงาน แล้วก็มีส่วนร่วมในอีกหลาย ๆ เรื่อง กับ ป.ป.ช. พบปัญหาของ ป.ป.ช. หลายเรื่อง เรื่องดังกล่าวเรื่องหนึ่งที่สำคัญก็คือ วันนี้ ป.ป.ช. ทำงานในลักษณะองค์กร จะเรียกว่า องค์กรตุลาการก็ได้หรือกึ่งตุลาการ ก็แล้วแต่นะครับ ที่ผ่านมานั้นค่อนข้างจะมีการตั้งรับแล้วก็มีภาระของรัฐมากมาย เพราะเหตุผลสำคัญก็คือการแสวงหาพยานหลักฐานต่าง ๆ เวลามีการร้องเรียนมานั้น ก็กลายเป็นว่าทางรัฐหรือทาง ป.ป.ช. เองนั้น ก็จะต้องไปทำการแสวงหาพยานหลักฐาน มาสอบสวนทวนความ หาความชัดเจนว่ามีมูลความผิดอย่างไรหรือไม่ ผมกราบเรียนว่า ในทางปฏิบัติที่อาจจะเป็นข้อเสนอแนะส่วนตัวมองว่าตัวแบบของฮ่องกง ซึ่งเขามีบอร์ดหรือ คณะกรรมการเกี่ยวกับการป้องกันปราบปรามการทุจริตแห่งชาติของเขา ๔ บอร์ดด้วยกัน แล้วก็คณะกรรมาธิการเขาไม่ได้ลงมาล้วงลึก แล้วก็ไม่ลงมาเป็นผู้ปฏิบัติในการชี้มูล ทำคดี ต่าง ๆ แต่ก็สามารถขับเคลื่อนกลไกการป้องกันปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันได้อย่างมี ประสิทธิภาพ และที่สำคัญก็คือได้รับการยกย่องว่าฮ่องกงนั้นเป็นหนึ่งในหลาย ๆ ประเทศ ตามดัชนีชี้วัดที่เรารู้กันในเรื่องของคอร์รัปชัน เปอร์เซปชัน อินเด็กซ์ (Corruption perception index) นั้นฮ่องกง สิงคโปร์นั้นก็เป็นตัวแบบที่เราอยากจะเป็นอย่างนั้น ก็กราบเรียนว่าหน้าที่ของ ป.ป.ช. ปัจจุบันลงไปทำคดีเอง กรรมการมี ๙ คน เราก็ยังยืน ที่จะให้มีตามนั้นอยู่ ๙ คน ท่านทั้งหลายคงจะทราบถึงปัญหาดีว่า เมื่อวานนี้ผมก็พูดถึงเรื่อง ดังกล่าวว่าจะต้องมีการใช้มติของที่ประชุมทั้ง ๙ คนนะครับ เราไม่ทราบหรอกครับว่ามีใครบ้าง ที่อ่านสำนวนคดีมา พอถึงเวลาก็มายกมือโหวตกัน ๙ คน ชนะ ๕ ใน ๔ บุคคลนั้นก็ผิดแล้วนะครับ ผมเองก็ กราบเรียนว่าวิธีการทำงานอย่างฮ่องกงเขาก็จะมีบอร์ดทำหน้าที่ในการกำกับดูแล ท่านผู้มีเกียรติ คงนึกถึงเอฟบีไอ (FBI) นึกถึงซีไอเอ (CIA) ได้ว่าองค์กรเหล่านี้ทางผู้อำนวยการก็ดี เลขาธิการ เขามีอำนาจในการทำหน้าที่ในเชิงรุกสั่งคดีได้ และยิ่งในปัจจุบันกลับจะไปมองว่าเรื่องของ การทำคดีล่าช้า คดีค้าง รวมไปถึงคดีขาดอายุความ แล้วเราก็จะไปกำหนดบอกว่าในอนาคต เรื่องของ ป.ป.ช. คดีจะไม่ขาดอายุความ มันก็มีดาบสองคมนะครับ ผมเองก็พูดอย่าง ไม่เกรงใจว่าจะเกิดเหตุการณ์ที่ว่า ป.ป.ช. ก็อาจจะหน่วงเหนี่ยวไม่ทำคดีเลยได้หรือเปล่า มันก็จะยิ่งพอกพูนเป็นดินพอกหางหมูเหมือนอย่างที่ท่านอาจารย์หมอพลเดชพูดเมื่อวาน นะครับ ผมเองก็ฝากท่านให้พิจารณาอย่างรอบคอบในเรื่องดังกล่าว
ประการต่อมา ผมคิดว่าเรื่องหนึ่งที่จะเป็นมาตรการเชิงรุกของ ป.ป.ช. ได้ นั่นก็คือมาตรการทางภาษี ผมคิดว่าในเรื่องดังกล่าวนี้หลายท่านอาจจะมองตัวอย่างของ ไออาร์เอส (IRS) ไออาร์เอสก็คือ อินเตอร์นอล เรฟวะนิว เซอร์วิส (Internal Revenue Service) ซึ่งเป็นหน่วยงานของเฟดเดอเริล กัฟเวิร์นเมนต์ (Federal government) หรือหน่วยงานกลางของสหรัฐอเมริกาในการตรวจสอบภาษี เรื่องดังกล่าวนี้ผมกราบขออภัย อาจจะเกินเลยเวลา แต่ขอเนื่องจากเป็นคนสุดท้าย แล้วก็ท่านสมาชิกหลายท่านก็ได้เกินเวลา มามากพอสมควร ผมจะไม่ล่วงเวลาไปมากครับ เพื่อให้จบครบถ้วนทุกประเด็น ในเรื่องของ ไออาร์เอสกราบเรียนอย่างนี้ว่า เป็นกรณีที่ใช้การตรวจสอบภาษีหรือการเสียภาษีย้อนหลัง ตรงนี้จะผลักภาระให้ผู้ถูกร้องเป็นผู้พิสูจน์ความจริง สาเหตุดังกล่าวนี้จะทำให้เห็นภาพ ชัดเจนว่า ภาระของรัฐจะลดลงอย่างมากเลยนะครับ และที่สำคัญก็คือเราไม่ได้ไปลงโทษ ผู้ที่ถูกร้อง ถ้าผู้ถูกร้องนั้นสามารถที่จะแสดงให้เห็นได้ว่าตัวเองนั้น เสียภาษีมาถูกต้อง ครบถ้วน คดีก็จะถูกจำหน่ายไป เรื่องดังกล่าวนี้เคยมีกรณี ผมอาจจะไม่มีเวลายกตัวอย่าง แต่ของอเมริกาเคยมีหน่วยสืบราชการลับของซีไอเอคนหนึ่งในยุคสงครามเย็น เขาไม่สามารถ ที่จะแจงบัญชีทรัพย์สินของเขาได้ เนื่องจากมีการตรวจสอบโดยรัฐบาลกลาง เพราะเขาขาย ความลับให้สหภาพโซเวียตในขณะนั้น ก็ปรากฏว่าวิธีการตรวจสอบภาษีย้อนหลังทำให้เขา จนตรอกไม่สามารถที่จะแสดงที่มาได้ แล้วก็มีการขยายกระบวนการตรวจสอบต่อไป ตรงนี้ ก็เป็นมาตรการหนึ่งที่จะทำให้บุคคลที่หลบเลี่ยงภาษี หรือมีที่มาที่ไปของทรัพย์สิน ที่ไม่ถูกต้องก็จะจนมุมตรงนี้ ที่สำคัญคือวันนี้เราพยายามที่จะเอา ปปง. เข้ามาเป็นหน่วยงานหนึ่ง ของ ป.ป.ช. ผมกราบเรียนว่าภารกิจของ ปปง. นั้นไม่ได้มีเรื่องของการปราบปรามการฟอกเงิน อย่างเดียว มีมูลฐานความผิดอื่นก็คือ เรื่องของความมั่นคง เรื่องของยาเสพติด และอีกหลาย ๆ เรื่องด้วยกัน ก็ให้พิจารณาให้ดีนะครับ บางทีเราอาจจะอยากสร้างองค์กร ให้มีความเข้มแข็งหลาย ๆ เรื่องนั้นก็คงเป็นสิ่งที่จะต้องมีความระมัดระวัง
เรื่องถัดมาผมคิดว่าที่มาของ ส.ว. ผมอาจจะข้ามไปเมื่อสักครู่ ผมเองส่วนตัว ไม่เห็นด้วยเลยนะครับ กลับไปเห็นตรงกันกับผู้แทนที่มาจากจังหวัดตรังว่าในเรื่องของสมาชิก ที่เป็นตัวแทนปวงชนนั้น ก็ควรจะมีที่มาจากประชาชนโดยตรง การได้ที่มาแม้แต่พวกเรา ที่ได้ที่มาจากการเป็น สปช. ก็มีการโจมตีกัน มีการพูดกันมากมาย ผมมองว่ากรรมการสรรหา แทบไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลยนะครับ ในบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญอะไรก็ไม่มี แต่ว่าเวลา นักการเมือง นายกรัฐมนตรี หรือบุคคลที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือใครก็ตาม ไปเลือกบุคคลผิดเขาต้องรับผิดชอบ แต่ตัวกรรมการสรรหาเลือกบุคคลที่มาเป็นองค์กรอิสระ หลายองค์กรด้วยกันในอดีตที่ผ่านมา แม้กระทั่งปัจจุบันมีผลงานที่อยากจะกราบเรียนว่า รับไม่ได้อยู่จำนวนไม่น้อยทีเดียว แต่ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ฝากให้ ท่านคิดด้วยว่ากรรมการสรรหานั้น คงไม่ได้มีหน้าที่มาสรรหาแล้วก็ปล่อยให้เป็นไปตาม ยถากรรมอย่างเดียว
ในเรื่องถัดมาที่อยากจะพูด ก็คือเรื่องของการนิรโทษกรรม ผมใกล้จะจบแล้ว คงจะมีเรื่องของกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอีกเรื่องหนึ่งอย่างสั้น ๆ ในเรื่องของ นิรโทษกรรมผมเองมิได้ขัดแย้ง เพราะผมเองก็เป็นอนุกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอยู่ในชุด ของท่านอาจารย์เอนกด้วย ก็ถือว่ามีส่วนรับผิดชอบร่วมกันในการเสนอความเห็นดังกล่าว แต่ว่าโดยส่วนตัวมองว่าเรื่องของการพระราชทานอภัยโทษนั้น ประชาชนจะสามารถ ได้เรียนรู้ ได้มีการตรวจสอบ ที่ผ่านมาการนิรโทษกรรม ก็คือการยกโทษโดยไม่มีการชำระ ประวัติศาสตร์ ผมไม่อยากให้ประเทศชาติของเราผ่านเรื่องหลาย ๆ เรื่องไป โดยอยากจะให้มองตัวอย่างของประเทศบราซิลนะครับ ที่ทางประธานาธิบดีหญิงของเขาเคย ถูกล่วงละเมิดทางเพศในสมัยที่เป็นแอกติวิสต์ (Activist) ก็คือเป็นนักเคลื่อนไหวกิจกรรม ในสมัยเป็นนักศึกษาก็ปรากฏวันหนึ่งเธอได้มาเป็นประธานาธิบดีของประเทศบราซิล เธอก็ออกมายอมรับสารภาพ มาเล่าเรื่องในอดีตให้กับประชาชนได้รับทราบเธอได้ประสบ ปัญหาอะไรมาบ้าง แล้วก็ให้อภัย คือเรื่องการนิรโทษกรรม ท่านต้องตอบคำถามให้ได้ว่า มันจะต้องมีทั้งผู้ให้อภัยด้วยนะครับ ไม่ใช่เป็นคนที่หมายถึงขอโทษเขาอย่างเดียว ตรงนี้ก็เป็น เรื่องหนึ่ง แต่ว่าถ้าหากเรายังไม่ไปถึงจุดนั้น การพระราชทานอภัยโทษนั้น เป็นเรื่องปลายทาง ที่อาจจะเป็นการเยียวยาได้ทางหนึ่ง แต่ส่วนจะต้องรับผิดหรืออะไร อย่างไรตรงนั้น ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องไปคุยกัน เพราะว่าหลาย ๆ คดี การใช้นิรโทษกรรมนั้นเราใช้กับกลุ่มคน จำนวนมากอย่างเช่น คดีบางคดีถ้าเราจะไปลงโทษคนเป็นพันเป็นหมื่นมันก็คงจะมีปัญหา แล้วก็คงทำไม่ได้ ในส่วนของกรรมการสิทธิมนุษยชน ผมขอข้ามไปตรงนี้เลยว่าปัจจุบันเราติด ข้อจำกัดเรื่องกฎหมาย ในประเทศที่เขามีเรื่องดังกล่าว ผมอยู่กับท่านกฤต ท่านกฤตก็อยู่ใน คณะอนุกรรมาธิการชุดที่ ๘ กับท่านไพบูลย์ นิติตะวัน ผมก็คุยกันเรื่องนี้ ท่านกฤต ยกตัวอย่างบอกว่าเราเลิกไม่ได้หรอก กรรมการสิทธิมนุษยชนนั้นเป็นเรื่องของกฎบัตร เป็นเรื่องของสนธิสัญญาระหว่างประเทศ แต่ผมกราบเรียนอย่างนี้ว่าที่มาของกรรมการ สิทธิมนุษยชนในต่างประเทศนั้น เขามีที่มาจากคนที่มีประสบการณ์ผ่านร้อนผ่านหนาว เรื่องของสิทธิมนุษยชนมาไม่ใช่ข้าราชการประจำ ไม่ใช่ใครก็ได้ที่เราไปหยิบมามานั่งตรงนั้น เราจะเห็นได้ว่า แล้วอีกอย่างหนึ่งผมไม่ได้คัดค้านองค์กรนี้ แต่มองว่าการทำเรื่อง สิทธิมนุษยชนนั้นเขาต้องมีอิสระพอสมควร เพราะฉะนั้นในที่มาของวันนี้ปัญหา ก็คือเรื่องของกฎระเบียบกติกาทางราชการนั้นไม่เอื้ออำนวย ตรงนี้ก็เป็นปัญหาหนึ่ง ที่อยากจะบอกว่า เราอาจจะไม่จำเป็นต้องไปยุบเลิกเขา แต่ถ้าเราไปมีมาตรการบางอย่าง เช่นเดียวกับ ป.ป.ช. ผมเพิ่มนิดเดียวว่าในอนาคตถ้าสามารถมีคำวินิจฉัยส่วนตนได้ แบบเหมือนกับศาลคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนี่นะครับ จะได้แก้ปัญหาตรงนั้น ที่คนชอบครหากันว่า ๕ คนนั้นได้อ่านสำนวนมาหรือเปล่า หรือมายกมืออย่างเดียว อะไรอย่างนี้เป็นต้นนะครับ ก็จะแก้ปัญหาดังกล่าวได้ ผมกราบขอบพระคุณที่ประชุม ที่อนุญาตให้ผมใช้เวลาล่วงเกินมาพอสมควร ขอบพระคุณท่านประธาน และที่ประชุม ขอบคุณครับ