สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๗

วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ หารือเรื่องการเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเองและชุมชน โดยเสนอให้ให้ชุมชนเป็นนิติบุคคลเพื่อดูแลทรัพยากรของตนเอง และให้อำนาจชุมชนในการบริหารงานท้องถิ่น พร้อมสนับสนุนชุมชนในการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน

นายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผมคงไม่เลยเวลามากนะท่านประธาน เล็กน้อยก็ขออภัยด้วยนะครับ ผมมีแค่ประมาณ ๖-๗ เรื่องครับ ท่านประธานครับ ผมเป็นคนตาบอดนะครับท่านประธาน แต่ผมได้รับเชิญชวน ให้มีความเชื่อและศรัทธาในความสามารถของตัวเองให้เชื่อว่าคนตาบอดทำได้ทุกอย่าง ผมก็อยากจะเชิญชวนคนไทยและ สปช. ที่นี่ครับ เราต้องเชื่อและศรัทธาในศักยภาพ ของตัวเราครับ เราต้องเชื่อว่าเราสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญและปฏิรูปประเทศไทยนี้ได้ครับ ถ้าเราเชื่อเช่นนั้นเราต้องกล้าทำเรื่องที่ท้าทาย เราต้องไม่กลัว ไม่กลัวความล้มเหลว ก็มันล้มเหลวมาหลายครั้งมันจึงมีวันนี้นะครับ แต่เราต้องกล้าทำเรื่องที่ท้าทายครับ ผมขอเสนอเรื่องใหม่ ๆ อันนี้นิว นิว (New new) ทั้งนั้นไม่ใช่นอตติง นิวนะครับ ท่านประธาน

๑. เราต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนจัดการตัวเอง ด้วยการให้ชุมชนเป็น นิติบุคคลได้ครับท่านประธาน ชุมชนต้องเป็นนิติบุคคลได้ ทำไมหมู่บ้านจัดสรรเป็นได้ คอนโดมิเนียมเป็นได้ ชุมชนก็ต้องเป็นนิติบุคคลได้ แล้วก็ควรจะมีสิทธิที่จะดูแลทรัพยากร ที่ชุมชนนั้นใช้เท่านั้น เช่น บ่อน้ำ สระ ในชุมชนของตัวเอง หรือศูนย์เด็กเล็กครับ เขาต้องมีสิทธิที่จะดูแลสิ่งที่เป็นประโยชน์ของชุมชนต้องให้โอกาสเขา เขาจะดูแลได้ ต้องให้เขาเป็นนิติบุคคล

๒. แล้วท้องถิ่นไปทำอะไรล่ะ เทศบาลกับ อบต. ก็เทศบาลกับ อบต. ก็ทำอะไรที่เป็นประโยชน์มากกว่า ๑ ชุมชนครับ อะไรที่มันมากกว่า ๑ ชุมชนอยู่ใน อบต. หรือในเทศบาล อบต. กับเทศบาลก็รับทำไป อันนี้ผมพูดถึงสาธารณประโยชน์และ พับลิก เซอร์วิส (Public service) เช่น โรงเรียนประถมศึกษา สถานีอนามัย อะไรก็ว่าไป หรือบริการสาธารณะต่าง ๆ ที่ให้ได้ อะไรที่มันมากกว่า ๑ เทศบาลมันก็เหมือนอย่างทุกวันนี้ อบจ. ก็ทำไปครับ เราก็ยอมรับกติกานี้อยู่แล้วว่ามากกว่า ๑ เทศบาล อบจ. ก็ทำไป การที่เรา ให้บริการสาธารณะซึ่งมันเป็นประโยชน์ของคนในท้องถิ่นให้เขาทำกันเอง รัฐบาลกลางไม่ควร ไปทำครับพวกพับลิก เซอร์วิส สาธารณประโยชน์ที่มันเป็นประโยชน์ในท้องถิ่นเขา ปล่อยให้ เขาทำครับ รัฐบาลกลางไม่ควรทำอีกแล้ว เพราะฉะนั้นผมไม่เห็นด้วยว่ากระทรวง ทบวง กรม ทั้งหลาย โดยเฉพาะกรมจะมีเรื่องเซอร์วิส พับลิก เซอร์วิสไม่ต้องมีอีกแล้วครับ ที่มันเป็น ประโยชน์กับคนในชุมชนโดยตรง อันนี้สำคัญครับท่านประธาน เพราะมันหั่นผลประโยชน์ ก้อนใหญ่จากรัฐบาลกลางลงมาให้ท้องถิ่นเขาทำกัน แต่เราต้องให้อำนาจท้องถิ่นครับ ชุมชนครับหารายได้ กฎหมายต้องรองรับครับ นิติบุคคลหมู่บ้านยังรองรับเลยให้เรียกเก็บ ค่าใช้จ่ายทรัพย์ส่วนกลางได้ ชุมชนก็ต้องรองรับให้เขาเรียกเก็บได้ เหมือนเทศบาลก็ต้อง รองรับให้เก็บภาษีได้ แล้วก็ต้องมีส่วนแบ่งภาษีชัดเจนครับ เช่น แวตจะ ๓ ใน ๑๐ หรือใน ๗ ในอะไรก็แบ่งลงไปเลยครับท่านประธาน ไม่ควรมาในรูปงบประมาณแล้วก็มากินหัวคิวครับ ให้เป็นรูปภาษีลงไปเลยครับ แล้วก็ไปตั้งงบจัดบริการของตัวเอง และทำไมครับ เมื่อแบ่งเค้ก ลงไปคนก็ไปแย่งกินเค้กกันข้างล่างครับ ต้องจัดการตรวจสอบเข้มงวดครับท่านประธาน ถ้าเรามีผู้ว่า เพราะเราถ่ายเทบริการสาธารณะให้ อบจ. ผู้ว่าต้องมาเป็นประธานชุดตรวจสอบ ทั้งหลายครับ ตั้งแต่ สตง. ป.ป.ท. ป.ป.ช. แล้วอะไร ไปอีกกี่ ป ก็ว่าไปนะครับ แล้วก็ดูแล ประโยชน์ความมั่นคงหรือเก็บภาษีอะไรก็ว่าไปที่มันเป็นประโยชน์ของประเทศชาติโดยรวม ต้องเข้ามาคุมเข้มครับท่านประธาน และถ้าเราบอกว่าก่อสร้างมันทุจริตกันมาก ต่อไป ก่อสร้างต้องไปขออนุมัติผู้ว่าครับ ในเมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ตรวจสอบแล้ว โครงการ ใหญ่ ๆ ไปขอผู้ว่าให้เห็นชอบคุณจึงทำได้ ต้องให้ฝ่ายตรวจสอบ ถ้าผู้ว่าไม่เห็นชอบก็ไปขอ ศาลปกครอง คือให้มันเป็นขั้นตอนทำได้ครับ หรือวิธีไหนก็ได้ ขอฝากกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไปคิด กันต่อก็แล้วกันนะครับ แต่ที่สำคัญครับท่านประธาน ต้องสนับสนุนชุมชนให้เข้ามามีส่วนร่วม ในการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน เพราะฉะนั้นเขามีสภาองค์กรชุมชนอยู่แล้ว รัฐบาลต้อง สนับสนุน ไม่ว่าท้องถิ่นหรือรัฐบาลนี่ต้องสนับสนุนชุมชนในเรื่องอาชีพเพื่อให้เขาพึ่งตัวเอง ได้ครับ ถ้าพึ่งตัวเองไม่ได้มันแข็งแรงไม่ได้ ถ้าผมยังตาบอดขอทานมันจะแข็งแรงได้อย่างไรครับ ต้องทำให้เขาพึ่งตัวเองได้ครับ เพราะฉะนั้นพันธกิจสำคัญครับต้องช่วยคนในชุมชนให้มีงานทำ มีรายได้ที่ดีขึ้น เป็นแมนเดต (Mandate) ที่รัฐบาลกลางต้องให้กับชุมชนครับ แล้วแมนเดต ที่ ๒ รัฐบาลต้องให้กับชุมชน ก็คือร่วมกันกับองค์กรปราบทุจริตคอร์รัปชันทั้งหลายช่วยกัน ปราบเลยครับในท้องถิ่นนั้น ผมของใหม่นะขออภัยนะท่านประธานขอเพิ่มอีกหน่อยนะครับ