สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๗

ประชา เตรัตน์ หมายถึงการปฏิรูปการเมืองและบริหารราชการแผ่นดิน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแยกแยะระหว่างข้าราชการและนักการเมือง และเรียกร้องให้ข้าราชการเป็นข้าราชการของรัฐที่รับใช้บ้านเมืองและพระราชา ไม่ใช่รับใช้นักการเมือง นอกจากนี้ยังพูดถึงปัญหาการเลือกตั้งและวิธีการที่นักการเมืองใช้ในการเลือกตั้ง โดยกล่าวถึงการซื้อเสียงและการโกหก และเรียกร้องให้รัฐบาลและกระทรวงที่เกี่ยวข้องรณรงค์ให้ประชาชนสำนึกถึงความหายนะของการซื้อสิทธิขายเสียงในการเลือกตั้ง

นายประชา เตรัตน์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายประชา เตรัตน์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๑๒๕ ประเด็นที่ผมจะขอพูดมีอยู่ ๓ ประเด็น หลักใหญ่ ๆ คือ

ประเด็นที่ ๑ เรื่องของที่มาของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี

ประเด็นที่ ๒ เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการการเมืองกับข้าราชการประจำ

ประเด็นสุดท้าย คือเรื่องเกี่ยวกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผมอยาก กราบเรียนอย่างนี้นะครับว่า ในการจะออกแบบการปฏิรูปบ้านเมืองอย่างไรก็ตาม เราคงหนี ไม่พ้นต้องศึกษาความเป็นมาของรากฐานประวัติศาสตร์ของชาติบ้านเมือง ความเป็นมาของ แผ่นดิน เราต้องยอมรับนะครับว่าในกฎหมายรัฐธรรมนูญทุกฉบับตั้งแต่เปลี่ยนแปลง การปกครอง ปี ๒๔๗๕ เป็นต้นมา ทุกฉบับจนถึงแม้แต่ฉบับชั่วคราวปัจจุบัน บัญญัติไว้ ชัดเจนว่า มาตรา ๑ ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรหนึ่งเดียวที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ คำว่า ราชอาณาจักร คือคิงดอม (Kingdom) นั้นมันมีความหมายที่สำคัญอยู่ในตัวของมันเอง

ประการที่ ๒ ยังบัญญัติไว้ชัดเจนอีกนะครับว่า พระมหากษัตริย์นั้น เราปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ซึ่งตรงนี้เราก็ใช้ ระบบรัฐสภามาตลอด การคิดที่จะเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง ไม่ต้องพูดถึงเรื่อง ครม. เอาแค่นายกรัฐมนตรีโดยตรง มันก็โอกาสในทางที่จะเป็นไปในรูปแบบของประชาธิปไตยที่มี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขนั้น มันก็เกิดขึ้นได้ค่อนข้างที่จะมีผลกระทบพอสมควร จริง ๆ ไม่อยากจะพูดเรื่องนี้ เพราะว่าเราต้องยอมรับว่าสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นยังเป็น คุณูปการที่สำคัญต่อแผ่นดินไทย ที่พูดว่าเลือกตั้งโดยตรงไม่กระทบกับพระราชอำนาจนั้น ผมคิดว่าเราพูดง่าย แต่ในทางปฏิบัตินั้นในระยะยาวผมยืนยันว่ากระทบแน่นอน นี่ขนาดที่เรา เป็นระบบรัฐสภาที่ผ่านมานะครับ นายกรัฐมนตรีที่มีเสียงเลือกตั้ง ๑๒-๑๓ ล้านเสียง เวลาเกิดปัญหาความบกพร่องผิดพลาดเกิดขึ้น ก็มักจะอ้างเสียงประชาชน ๑๒-๑๓ ล้านเสียงนั้น ขึ้นมาในการที่จะดีเบต (Debate) เพื่อได้อยู่ต่อในอำนาจ แล้วถ้าเลือกโดยตรงนั้นปัญหา จะเกิดขึ้นอย่างไร แล้วก็ผู้อภิปรายไม่เห็นด้วยมีเยอะแยะมากมาย ผมจะไม่พูดมาก ในประเด็นนี้เพราะเวลามีจำกัด ผมจะข้ามไปสู่ความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองกับข้าราชการประจำ ปัญหาของบ้านเมือง ทุกวันนี้ที่มันเดือดร้อน ที่มันแตกแยก ที่มีความขัดแย้ง ก็เพราะส่วนหนึ่งข้าราชการ กับนักการเมืองข้าราชการเราไม่วางตัวเป็นกลาง ทำไมนักการเมืองจึงต้องเลือกตัว ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดเลือกนายอำเภอ ผู้กำกับ เลือกหัวหน้าส่วนราชการ จังหวัดไปอยู่ในจังหวัดของตนเอง ก็เป็นที่ชัดแจ้งครับ ท่านอย่าลืมว่าข้าราชการเป็นผู้บังคับ ใช้กฎหมาย เมื่อผู้บังคับใช้กฎหมายเลือกข้างเสียแล้วนี่ความยุติธรรมมันไม่เกิดขึ้น เมื่อปัญหา ความยุติธรรมไม่เกิดขึ้น ความขัดแย้งก็เกิดขึ้นแน่นอน ในช่วง ๒๐ ปีที่ผ่านมานี้นั้นเราต้อง ยอมรับข้อเท็จจริงว่า ข้าราชการทุกฝ่ายไม่ว่าตำรวจหรือฝ่ายปกครองถูกทางการเมือง ครอบงำเข้ามาอยู่ในคอกทั้งนั้น จึงเกิดวลีขึ้นว่า ค่าของคนอยู่ที่คนของใคร ข้าราชการ ทั้งหลายที่อยากเจริญก้าวหน้าก็ไปสังกัดคอกของนักการเมือง คอกของพรรคการเมือง แล้วก็กล้าที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างที่นักการเมืองต้องการให้กระทำ ผมได้พูดให้สัมภาษณ์ในสื่อ หนังสือพิมพ์หลายครั้งแล้วว่านักการเมืองโกงกินเองไม่ได้หรอก เพราะเป็นผู้กำหนด โพลิซี เมกกิง (Policy making) หรือกำหนดนโยบาย ถ้าข้าราชการไม่ว่าตั้งแต่ปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้ว่าราชการจังหวัด สารพัดทั้งหลายไม่โกงให้ ดังนั้นกระบวนการในการที่จะหล่อหลอม หรือดึงเอาข้าราชการในสังกัดเป็นคอกเข้ามาอยู่ในกลุ่มของตัวเองนั้นจึงเกิดขึ้นมาตลอด ๒๐ ปีมานี้ ข้าราชการที่ฝีมือดีที่มีอุดมการณ์ไม่ยอมทำตามในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ต่อให้คุณเก่ง แสนเก่งสารพัดแค่ไหนคุณก็ไม่มีวันเติบโตก้าวหน้า สิ่งเหล่านี้มันเห็นมาตลอด ๒๐ ปีที่ผ่านมา ดังนั้นในการปฏิรูประบบการเมืองและบริหารราชการแผ่นดินในครั้งนี้ เราจะต้องทำให้ ข้าราชการไม่ว่าจะเป็นพลเรือน ตำรวจ หรือทหาร เป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวให้จงได้ เพราะว่าประเทศไทยเราเป็นราชอาณาจักร ข้าราชการทั้งหลาย เป็นกลไกและเป็นเครื่องมือในการที่จะทำงานให้กับบ้านเมือง ไม่ใช่ทำงานให้นักการเมือง ดังนั้นสิ่งเหล่านี้การปรองดองจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าเรายังไม่วางกลไกในการที่จะให้ ความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับข้าราชการประจำนั้นมีความสัมพันธ์ที่ไม่สามารถเข้าไปล้วงลูก ได้อย่างแท้จริง กฎหมายมีไว้ชัดครับ กฎหมายรัฐธรรมนูญกี่ฉบับ หรือแม้แต่กฎหมาย ก.พ. ทั้งหลายบอกว่ารัฐมนตรีตั้งได้แค่ปลัดกระทรวงท่านเดียว แต่ท่านอื่นนั้นเป็นหน้าที่ ของกระทรวงตั้ง แต่โดยข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นไปตามนั้นเลย ผมต้องกราบขออภัย ท่านประธานถ้าเวลาจะล่วงเกินสักนิดหนึ่ง เพราะผมได้อภิปรายแค่ด้านเดียว ขอรวม ๒ ด้าน ๑๒ นาที เราจะพบว่าในข้อเท็จจริงการเมืองล้วงลูก ได้ตลอด สิ่งสำคัญในการปฏิรูปครั้งนี้ จึงต้องสร้างกลไกจะเป็นองค์กรอะไรก็แล้วแต่ที่หลายท่านพูด อาจจะเป็นองค์กรธรรมาภิบาล หรือว่าที่จริงเดิมเขาก็มีอยู่แล้ว คณะกรรมการพัฒนาเกี่ยวกับคุ้มครองคุณธรรมของรัฐ อะไรนี่ครับ คณะกรรมการคุ้มครองคุณธรรมอะไรพวกนี้นะครับ แต่ในทางจริง ๆ แล้ว กฎหมายต้องกำหนดให้อำนาจหน้าที่เขาสามารถชี้เป็นชี้ตายได้ แล้วต้องเร็ว ไม่ใช่ว่า ข้าราชการถูกรังแกแล้วโยกไปเป็นปีกว่าจะชี้มูลได้เขาก็หมดโอกาสไปแล้ว จึงขอย้ำนะครับ ในการปฏิรูปครั้งนี้ต้องเรียกร้องให้ข้าราชการไม่ว่าพลเรือน ตำรวจ ทหารนั้นจะต้องเป็น ข้าราชการของรัฐ รับใช้บ้านเมือง รับใช้พระราชา ไม่ใช่รับใช้นักการเมือง

อันที่ ๓ เรื่องเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ท่านทราบอยู่นะครับทุจริตต้นน้ำของ นักการเมืองไม่ว่าระดับชาติหรือท้องถิ่นอยู่ที่การเลือกตั้งครับท่านครับ เรื่องซื้อสิทธิขายเสียง นี่จริง ๆ เป็นเรื่องที่ยากมากที่จะทำการป้องกันและปราบปราม แล้วยิ่งวลีของชาวบ้าน ทางภาคอีสาน ภาคเหนือพูดชัดเจน เงินไม่มา กาไม่เป็น ตรงนี้เป็นสิ่งที่ทำไมเราไม่ดำเนินการ รณรงค์เรื่องคน ระเบียบแบบแผนท่านจะออกดีอย่างไรครับ ถ้าคนยังมีทัศนคติอยู่อย่างนี้ มันก็จะเป็นเรื่องยากมาก ตอนนี้รัฐบาลน่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่สุด ภายในอีก ๑ ปี จะมีการเลือกตั้ง กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงกลาโหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือ ๘ กระทรวงหลัก ทำไมไม่ดำเนินการรณรงค์ให้เห็นว่า การที่ใช้สิทธิ ซื้อสิทธิซื้อเสียงในการเลือกตั้งมันมีผลกระทบสร้างความหายนะให้กับแผ่นดิน อย่างไร พอเงินไม่มากาไม่เป็น พอต้องใช้เงินมาถึงกาเป็นปุ๊บนี่ นักการเมืองพอได้อำนาจรัฐ มีใครครับที่จะใช้เงินแจกให้ชาวบ้านแล้วไม่ไปถอนทุนคืน เมื่อคุณเงินไม่มากาไม่เป็น กาเสร็จแล้วพอได้ตำแหน่งปั๊บก็ เงินไม่มาฉันก็เซ็นไม่เป็นเหมือนกัน จะเป็นอย่างนี้เยอะแยะ เมื่อชาวบ้านบอก เงินไม่มากาไม่เป็น พอได้เป็นรัฐมนตรีแล้ว เงินไม่มาก็เซ็นไม่เป็น วัฏจักรของ ความชั่วร้าย ความเลวร้าย อย่างนี้จึงเป็นหน้าที่ที่ทุกหน่วยงานจะต้องรณรงค์ให้พี่น้องประชาชน ได้สำเหนียกและสำนึกถึงความหายนะของการซื้อสิทธิขายเสียงในการเลือกตั้ง ทำไม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทยเมื่อก่อนช่วงโครงการแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง เราสามารถรณรงค์ให้คนสร้างส้วมได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วทำไมเรารณรงค์ปลูกจิตสำนึก ให้คนเห็นความหายนะ การซื้อสิทธิขายเสียงเลือกตั้ง ทำไมเราทำไม่ได้ ช่วงนี้เป็นโอกาสที่ดี ที่สุดครับ ผมก็อยากจะฝากไปถึงรัฐบาลไปยังกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เรื่องทำง่ายครับ สิ่งที่จะสร้าง กลไกในการตรวจสอบข้าราชการก็ดี นักการเมืองก็ดี ผมยินดีอย่างยิ่งที่ได้เห็นหลาย แนวความคิดว่าเราต้องสร้างพลังอำนาจของพี่น้องประชาชน การเมืองภาคประชาชนจะต้อง เข้มแข็งครับ ณ บัดนี้หลาย ๆ จังหวัด สภาพลเมืองซึ่งหลายคน อาจจะแหยงว่าไม่อยากให้ เรียกสภา จะเรียกเป็นสมัชชาพลเมืองหรืออะไรผมไม่ว่า แต่มันต้องมีแล้วก็เกิดขึ้นและต้อง บัญญัติในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ให้บทบาทอำนาจหน้าที่เขาพอสมควร ในการที่จะสามารถ ตรวจสอบเป็นพลังอำนาจที่ ๔ นอกจากนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ สมัชชาพลเมืองหรือ สภาพลเมืองนั้นผมไม่ต้องการให้มีถึงระดับชาติ เอาแค่ระดับจังหวัด ระดับอำเภอ และตำบล ก็พอแล้ว เป็นการเสริมสร้างประชาธิปไตยในการตรวจสอบการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐระดับท้องถิ่นและข้าราชการระดับจังหวัด ถ้าส่วนล่าง มันเข้มแข็งขึ้นมาครับ ในระยะยาวระดับชาติก็จะเข้มแข็งเอง นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ผ่านมา กฎหมายรัฐธรรมนูญไม่เคยให้บทบาทตรงนี้กับสภาพลเมืองหรือสมัชชาพลเมืองตรงนี้เลย ผมจึงอยากจะขอร้องในส่วนนี้ต้องบรรจุไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนถึงบทบาทหน้าที่ ของสภาพลเมืองหรือสมัชชาพลเมืองก็แล้วแต่ ไม่มีเงินเดือน ไม่มีอะไรครับ สมัชชาพลเมือง หรือสภาพลเมืองเราไม่ต้องไปมีเงินเดือน แต่เป็นผู้ที่จิตอาสา แล้วตั้งมั่นตั้งใจมาที่จะทำงาน การเมืองภาคประชาชนให้เข้มแข็ง

ท้ายที่สุดนี้นะครับ ผมขอเรียนว่าคุณสมบัติของนักการเมืองบ้านเรานั้น ต้องหากระสุนโหนกระแส แล้วก็ตอแหลแล้วขี้โกง จึงจะได้รับการเลือกตั้ง ผมไม่ได้เป็นคน พูดเองครับท่านประธาน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนในพื้นที่เขาเป็นคนพูด ทีแรกผมก็ ตกใจคืออะไร กระสุนคืออะไร กระสุนคือหาเงิน หาเงินให้เยอะที่สุด กระแสคือโหนกระแส พรรคไหนดังก็เข้าไปโหน ตอแหลคือต้องปลิ้นปล้อนโกหกเก่ง วันนี้พูดอย่าง พรุ่งนี้พูดอย่าง แล้วเรื่องขี้โกงไม่ต้องพูดเลย เพราะถ้าคุณใช้เงินซื้อมากมันก็ต้องหาทางที่จะเอาเงินคืนมาก แต่ไม่ได้หมายความว่านักการเมืองทั้งหมดเป็นอย่างนี้นะครับ นักการเมืองที่ดี ๆ ก็มีมาก แต่ส่วนใหญ่ในพื้นที่เราก็จะพบเป็นอย่างนี้ และท้องถิ่นเราก็จะเห็นชัดเจนครับ ก็ต้องขออภัย น้องเกรียงไกรว่าจริง ๆ ในท้องถิ่นมันเป็นการซื้อเสียงเยอะมากอย่างนี้จริง ๆ ซื้อทีหนึ่ง ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ บาทต่อคนครับ จากเดิมเคยซื้อ ๕๐๐ บาท เพราะว่าเขาคำนวณ ทีแรก ผมงงเขาทำไมคิดอย่างไรขึ้น เขาบอกว่าเขาคำนวณวิธีอย่างนี้ว่า ท้องถิ่นเขานี่ เทศบาลเขา ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ๕,๐๐๐ คน ขอต่ออีก ๑ นาทีครับ ๕,๐๐๐ คน เขาลงซื้อแค่คนละ ๒,๐๐๐ บาท เขาใช้เงินแค่ ๑๐ ล้านบาท แต่งบประมาณใน ๔ ปีเข้าไปอยู่ในเทศบาล ปีหนึ่ง ๕๐ ล้านบาท ๔ ปี ๒๐๐ ล้านบาท เขาบอกเขาคุ้ม เขาคิดอย่างนี้นะครับท่าน เพราะนี่คือ จุดเปลี่ยนสำคัญว่าทำอย่างไรถึงจะให้สมัชชาพลเมือง การเมืองภาคประชาชนเข้มแข็ง แล้วถ้าตรงนี้เข้มแข็งได้ ตรวจสอบได้ ทุกอย่างจะดีขึ้นครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ