เสรี สุวรรณภานนท์ หารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงระบบรัฐสภา เพื่อลดการซื้อเสียงและเพิ่มความโปร่งใสในการเลือกตั้ง
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ต้องกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในประเด็นทางการเมือง ที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพูดแล้วก็อธิบายให้ท่านกรรมาธิการได้ฟัง เพราะจากการที่กรรมาธิการได้เสนอให้ข้อมูลไปส่วนหนึ่งแล้วนั้น ผมเลยคิดว่าควรจะต้อง ทำความเข้าใจให้กระจ่างถึงประเด็นเรื่องของการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีที่กรรมาธิการชุดของ ท่านอาจารย์สมบัติ ขออนุญาตเอ่ยนาม ได้เสนอว่าให้มีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง แล้วก็เลือกทั้งคณะรัฐมนตรีด้วย แต่จริง ๆ แล้วผมคิดว่าการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีคนเดียวนั้นก็เพียงพอแก่การแก้ไขปัญหา ต้องกราบเรียนท่านประธานครับว่าสิ่งที่ผมประสบมานั้นนี่นะครับมันเป็นประสบการณ์ ที่เกิดขึ้นจริง เป็นประสบการณ์ที่ผ่านมาแล้วคิดว่าในปัจจุบันนี้การเลือกตั้งให้ได้ นายกรัฐมนตรีหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นควรจะทำอย่างไร ไม่ใช่ไปนั่งดูข้อมูลจาก ประเทศนั้นประเทศนี้ แล้วก็บอกว่าระบบรัฐสภานั้นเป็นระบบสากลที่หลายประเทศเขาทำ เราต้องทำบ้าง สิ่งหนึ่งที่ผมมีส่วนร่วมของการร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ผมเป็นสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญกับท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญซึ่งทำมาด้วยกัน แล้วผมก็ได้ยินแบบนี้ครับว่าในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นมีคนเสนอให้เลือกนายกรัฐมนตรี โดยตรงเช่นเดียวกัน มีครับ มีคนเสนอมาก่อนแล้วไม่ใช่มาเพิ่งคิดกันวันนี้หรอกครับ แต่ผมก็ไม่เชื่อเขาครับท่านประธาน ผมไม่เชื่อเขาว่าเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรงแล้วมันจะดี ผมเห็นสอดคล้องต้องกันกับกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในขณะนั้นว่าประเทศเรานั้น เหมาะแก่การที่จะมีรัฐสภา แล้วให้รัฐสภานั้นไปเลือกนายกรัฐมนตรี เพราะจะเกี่ยวกับ ผลกระทบกับสถาบัน ผมเป็นคนรักสถาบันครับ เทิดทูนเหมือนกับพี่น้องประชาชนทุกคน ผมก็เกรงว่าจะเกิดแนวทางอย่างนั้นครับ แต่ปรากฏว่าหลังจากที่ใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ผมก็มาสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง ก็มีประสบการณ์ครับ ผ่านจาก การเลือกตั้ง แล้วก็เห็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านมานั้นเป็นการเลือกตั้ง ที่มีระบบของการเลือกตั้ง ๒ ประเภท ก็คือปาร์ตี ลิสต์อย่างที่พูดถึงกัน แล้วก็ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต ต้องกราบเรียนครับ ถ้าจะพูดเรื่องการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี ตามประเด็นที่พิจารณาอยู่นั้นต้องพูดทั้งระบบครับ ถ้าพูดเพียงแต่ว่าจะเลือกตั้ง นายกรัฐมนตรีโดยตรงดีหรือไม่ เถียงกันไม่จบหรอกครับ แต่มันจะต้องพิจารณาจาก สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจริงครับ ที่ผมกราบเรียนว่าหลังจากที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ได้ประกาศใช้มานั้นมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๓-๔ ครั้ง เห็นถึงปัญหาครับ ทั้ง ๆ ที่เราให้มี กกต. ที่จะมาแก้ปัญหาการเลือกตั้ง แต่ก็แก้ไม่สำเร็จครับ เนื่องจากว่า การซื้อเสียงกัน ซื้อคะแนนกันเพื่อจะเข้าไปสู่อำนาจฝ่ายบริหาร เข้าไปบริหารประเทศ มีอำนาจในการใช้เงินงบประมาณแผ่นดินปีละ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มีอำนาจ ในการบริหารงานราชการ ซึ่งสามารถสร้างผลประโยชน์ได้มากมาย สามารถเข้าไปสู่ กระบวนการในทางกฎหมายที่จะออกกฎหมายเพื่อตัวเองก็ได้ เพราะฉะนั้นในช่วงระยะเวลา ที่ผ่านมานี่นะครับ มันเห็นถึงปัญหาว่าคนที่มาเป็นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีนั้นเขาใช้เสียง ในสภาผู้แทนราษฎรเป็นช่องทางให้เข้าสู่ตำแหน่ง การเข้าสู่ตำแหน่งของฝ่ายบริหารที่ผ่านมา เมื่อจะให้มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรทำอย่างไรครับ ต้องใช้เงินครับ แล้วก็ให้ได้ คะแนนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของในสภาผู้แทนราษฎร นั่นคือจะนำไปสู่ความเป็น นายกรัฐมนตรี ส่วนรัฐมนตรีทำอย่างไรครับ ใช้เสียงในสภาผู้แทนราษฎรสนับสนุน มีระบบ โควตาคือมี ส.ส. ๑๐ คน ได้รัฐมนตรี ๑ ตำแหน่ง แล้วก็รวบรวม ส.ส. ให้ได้ครึ่งสภา วิธีการดังกล่าวเหล่านี้นะครับ นี่คือสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจริง แล้วท่านจะไม่มีปฏิรูปหรือครับ ท่านจะไม่แก้ไขปัญหาที่ผ่านมาหรือครับ ตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ เป็นต้นมา ผมดูรัฐธรรมนูญตั้งแต่ฉบับแรกมาจนสุดท้ายครับท่านที่เคารพ ครับ มีระบบรัฐสภาผมก็ศึกษาดูว่าประเภทไหนมันถึงจะเหมาะกับประเทศไทยครับ ผมดู รายละเอียดหมดครับ ก็ใช้ระบบเดียวกันมาตลอดครับ เพียงแต่ว่ามันอาจจะต่างกันตรงที่ว่า นายกรัฐมนตรีนั้นผ่านสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งอาจจะเป็นตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเอง หรือเป็นคนอื่นก็ได้ ถ้ามีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี นั่นหมายความว่าคนที่จะเข้าสู่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผ่านมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้นั้นก็คือ ผ่านระบบรัฐสภาอย่างที่ท่านพูดถึงกัน ผมว่ามันเป็นสาระนะครับ ขออนุญาต สิ่งที่มันเกิดขึ้น ในบ้านเราเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีธุรกิจเข้ามาลงทุนเพื่อที่จะให้ได้เสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้ได้เกินกว่ากึ่งหนึ่ง นี่คือการลงทุนครับ แล้วลงทุนไม่ใช่มาลงทุนแค่เป็นตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีหรือจะเป็นคณะรัฐมนตรีเท่านั้น กลุ่มทุนข้างนอกเขาก็มาลงทุนครับ เขาก็ต้อง พยายามเอาทุนมาลงให้เพื่อที่จะให้ได้มี ส.ส. ในสังกัดตัวเองแล้วเข้ามาหาประโยชน์โดยผ่าน กระบวนการในสิ่งเหล่านี้ นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้นครับ แล้วคนเหล่านี้พอได้คะแนนเสียงมาแล้ว มาตั้งนายกรัฐมนตรีแล้วก็คณะรัฐมนตรีต่อมา สิ่งที่เขาได้มานั้นผมยอมรับที่สมาชิกบางท่าน บอกว่าการเลือกตั้งนั้นมีทั้งคนดีและคนไม่ดี แต่ระบบที่มันถูกสร้างมานั้นมันสร้างให้คนเข้าสู่ ตำแหน่งโดยใช้เงินมาลงทุนครับ นี่คือความเป็นจริงครับ ท่านที่นั่งอยู่เป็นสมาชิกและท่าน ประชาชนทั่วไปยอมรับสภาพความเป็นจริงไหมว่าประเทศไทยเราคนเข้าสู่ตำแหน่งมันใช้เงิน ซื้อกันมายอมรับไหมครับ ถ้ายอมรับท่านไม่คิดหรือว่าเมื่อถึงเวลานี้จะปฏิรูปประเทศ จะปฏิรูปการเมือง จะไม่เปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือครับ ท่านจะไม่กล้าพูดและไม่กล้าแก้ไขในสิ่ง ซึ่งมันเป็นปัญหาในบ้านเราหรือครับ เราไปเอาประเทศนั้นประเทศนี้มาแล้วเราก็บอกว่า ประเทศนั้นเขาดีเราต้องทำอย่างนั้น แต่เราทำไมไม่สร้างมาตรฐานเราเองครับ ไม่แก้ปัญหา ของเราเองครับ ถ้าหากว่าท่านมีโอกาสที่จะแก้ไขปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปประเทศได้ผมคิดว่า ท่านต้องทำครับ ถ้าไม่ทำวันนี้ท่านก็จะหมดโอกาส เพราะสิ่งเหล่านี้ที่ผมกราบเรียนท่าน ผมไม่ได้เพิ่งมาคิดตอนนี้ครับ ผมนำเสนอตั้งแต่ยกร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ครับ อาจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน เพราะผมก็เจอท่าน ๒ วันนี้ ผมถามว่า จำได้ไหมผมเสนอเรื่องนี้มาก่อนหน้านี้แล้ว ท่านบอกว่าจำได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็น ปรากฏการณ์ของปัญหาในบ้านเมืองเราที่เกิดทุจริตคอร์รัปชันกันทั้งระบบมาจาก การเลือกตั้ง มาจากการเมืองครับ เมื่อมีการลงทุนไปแล้วนี่นะครับ ผมถามท่านหน่อย ท่านจะถอนทุนไหมครับ ท่านต้องถอนแน่นอนครับ และเวลาถอนทุนแล้วท่านจะหากำไรไหม ท่านก็ต้องหากำไรครับ เพราะมันมีอำนาจอยู่ในมือ แต่พอใกล้เลือกตั้งท่านจะไม่หาทุนในการ ลงเลือกตั้งคราวต่อไปหรือครับ มันแน่นอนครับ แล้วสิ่งเหล่านี้เงินเหล่านี้มาจากไหนครับ มาจากภาษีอากร งบประมาณแผ่นดินที่นักการเมืองทั้งหลายเหล่านี้เข้าไปหาผลประโยชน์ หารายได้แล้วมาเป็นต้นทุนเป็นกำไร แล้วมันก็เกิดการทุจริตคอร์รัปชันทั้งระบบครับ กี่ปี ๆ ที่ผ่านมามันก็อยู่สภาวะแบบนี้ครับ ผมกราบเรียนท่านเลยว่าระบบรัฐสภาที่เรา ทำกันอยู่เป็นกันอยู่นี้เป็นบ่อเกิดแห่งการทุจริตคอร์รัปชันทั้งประเทศ เป็นบ่อเกิดครับ ถ้าหากว่าท่านจะแก้ไขปัญหาในสิ่งเหล่านี้ ผมว่ารัฐธรรมนูญของเราที่ผ่านมาได้กำหนดว่า คนเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ถ้าท่านไม่อยากได้นายกรัฐมนตรีเลือกตั้งโดยตรงก็ให้เป็น พระราชอำนาจเลยครับ ซึ่งสามารถจะแต่งตั้งบุคคลใดเป็นนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีก็ได้ ไม่ใช่เราไม่เคยทำ เราก็ทำมาบ่อยครับ ดูในรายละเอียดของรัฐธรรมนูญที่ผมโน้ตออกมา ของรัฐธรรมนูญ แต่ละฉบับว่านายกรัฐมนตรีมาอย่างไรนะครับ ก็สามารถโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งได้ ยังดีเสียกว่า ที่นายกรัฐมนตรีมาจากสภาผู้แทนราษฎร ผมพูด ณ วันนี้ไว้เลยครับ เพราะนี่คือความเป็นจริงครับ เรากล้าจะยอมรับความเป็นจริงไหม และถ้าพูดไกลไปกว่านั้นครับท่านประธาน ท่านบอกว่า ถ้าหากเลือกตั้งโดยตรงแล้ว คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีจะมีอำนาจมากแล้วก็มากเกินไป ผมถามท่านหน่อยครับ รัฐบาลในปัจจุบันนี้มีอำนาจมากไหมครับ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง รัฐประหารมาด้วยซ้ำ มีอำนาจมากยิ่งกว่าใด ๆ ครับ ทำเรื่องใดไม่มีผิดกฎหมายครับ มีการประกาศกฎอัยการศึกด้วย นี่คือการใช้อำนาจในการบริหารประเทศครับ ซึ่งอำนาจ ที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหารในปัจจุบันนี้ ผมเรียนท่านเลยครับ ยังดีกว่านายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกของสภาผู้แทนราษฎร ผมเทียบให้ไกลถึงขนาดนั้นเลยครับ แล้วท่านก็ยังมองหรือครับว่าสิ่งที่เราพยายามคิดจะทำแล้วพยายามยืนหยัดว่าการเลือกตั้ง ให้ได้นายกรัฐมนตรี โดยผ่านสภาผู้แทนราษฎรนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เราจะพึงมีหรือจะทำได้ ปัญหามันอยู่ที่คนครับ ผู้บริหารประเทศ รัฐบาลในปัจจุบันก็พิสูจน์แล้วครับ มีอำนาจมากครับ แต่ใช้อำนาจไหม ไม่ได้ใช้อำนาจอะไรที่เกินเลยเกินเถิด ซ้ำยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ มีผลงานสามารถจับต้องได้ทำให้ประชาชนอยู่อย่างมีความสุข แต่มันติดตรงที่ว่ามันไม่เป็น ที่ยอมรับ เพราะมันมาจากการปฏิวัติรัฐประหารมันติดอยู่แค่นี้ครับ แต่ถามว่าดีกว่า นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่มาจากสภาผู้แทนราษฎรไหมครับ ท่านเปรียบเทียบดูเลยครับ มันดีกว่าครับ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมกราบเรียนแล้วว่าถ้าจะคิดนี่นะครับ อย่าคิดแค่นี้ครับ ท่านต้องคิด ไปไกลกว่านี้คิดให้ได้ครบทั้งระบบ ถ้าท่านไม่พูดให้ครบทั้งระบบนี่นะครับ มันก็จะเถียงกันครับ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญท่านฟังอยู่ตรงนี้นะครับ ช่วยนำพิจารณาด้วยว่าถ้าคิด ทั้งระบบของการจะได้นายกรัฐมนตรีไม่ใช่แค่เลือกตั้งเท่านั้นครับ ท่านต้องคิดไปเลยว่า นายกรัฐมนตรีถ้ากลัวว่าจะอยู่ในอำนาจมากเกินไปนะครับ ถ้าจะกำหนด ๔ ปี ให้ ๓ ปีพอ อยู่ได้แค่ ๒ วาระ แล้วคนจะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีได้นี่ก็ต้องมีโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งครับ นี่คือระบบที่เรามีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศ แต่ส่วนที่จะเลือกตั้งนั้น ท่านต้องคิดไปไกลอีกครับ ต้องเลือกตั้งคนละวันครับ อย่าเลือกตั้งวันเดียวกันเด็ดขาด ถ้าท่านเลือกตั้งวันเดียวกันเด็ดขาดเสียเปล่าครับ เพราะว่าเขาก็ใช้ระบบกลไกในการเลือกตั้ง ส.ส. มาซื้อเสียงอีกครับ แล้วก็จะมีหัวคะแนนอีกครับ ท่านต้องแยกวัน เพื่อให้มันแยกจากกัน ท่านต้องแยกอำนาจบริหารกับอำนาจนิติบัญญัติออกให้ชัดเจนครับ ในชั่วโมงนี้