สีลาภรณ์ บัวสาย หารือเรื่องการเมืองท้องถิ่น โดยวิเคราะห์ปัญหาการเมืองที่มีอยู่ในประเทศไทย และเสนอแนะว่าควรแก้ไขปัญหาการเมืองระดับชาติ โดยการปรับปรุงระบบพรรคการเมืองให้ดีขึ้น และจัดให้มีการตรวจสอบและประเมินผลงานของพรรคการเมือง และเน้นย้ำว่าระบบการเมืองของไทยมีปัญหา และต้องแก้ไขโดยการแก้ไขระบบพรรคการเมือง
กราบเรียนท่านประธาน ท่านคณะกรรมาธิการ ดิฉัน สีลาภรณ์ บัวสาย ที่จริงเรื่องที่จะพูดค่อนข้างยาวนิดหน่อยนะคะ ถ้ายาวเกินไป ขออภัยด้วย นาน ๆ ทีจะมีผู้หญิงพูดเรื่องการเมือง ดิฉันคิดว่างานของคณะกรรมาธิการชุดนี้ ยากเป็นพิเศษ เพราะว่ามันไม่มีคำตอบทางวิชาการ เราก็ต้องพยายามคิดด้วยข้อมูลเท่าที่มี แล้วก็คอนเซปต์เท่าที่มีที่จะเอามาใช้ได้ อย่างไรก็ตามนั้นอาจจะมีงานวิจัย ดิฉันดูแล งานวิจัยอยู่ เพราะฉะนั้นก็จะเห็นข้อมูลใหม่ ๆ เกี่ยวกับเรื่องกระบวนการประชาธิปไตย ในชนบทของไทย ประเด็นที่เราพูดกันเรื่องการซื้อสิทธิขายเสียงดิฉันคิดว่าอาจจะไม่ใช่ ประเด็นหัวใจ ประเด็นที่เป็นหัวใจจริง ๆ มันจะอยู่อีกทีหนึ่ง ข้อมูลที่ดิฉันมีอยู่จากงานวิจัย เราพบว่าปัจจุบันนี้คนในชนบททุกภาคเลยนะคะ ตื่นตัวทางการเมืองค่อนข้างมาก แล้วความสนใจของเขาคือเขาต้องการรูปธรรม เขาต้องการการเมืองที่จับต้องได้ นั่นจึงเป็นเหตุ ให้ทำไมประชานิยมเวิร์ก (Work) สำหรับเขามันไม่ใช่ของผิดมันเป็นของที่จับต้องได้ ถ้าเราเข้าใจพื้นฐานอันนี้อาจจะต้องมองใหม่ว่า ถ้าเขาต้องการของที่จับต้องได้เขาก็ต้อง ส่งคนวิ่งเข้ามาเพื่อที่จะมาคว้าของที่จับต้องได้เอากลับไปแจกนะคะ แปลว่าถ้าหากว่า เราวิเคราะห์ปัญหาว่าเป็นปัญหาโครงสร้างของอำนาจนะคะ เมื่อช่วงเช้ามีการพูดเรื่อง มันเป็นการจัดดุลยภาพใหม่ของโครงสร้างอำนาจ อำนาจที่มันกระจุกตัวอยู่ที่เดียว เค้กก้อนเดียวมันก็จะถูกแย่ง แต่ถ้าเราทำให้เค้กไม่ได้มีก้อนเดียว การแย่งชิงก็จะเปลี่ยนกติกา เกมมันจะเปลี่ยนไป ดิฉันคิดว่าจากข้อเสนอของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น เราจะเห็นว่าเราพูดเรื่องระบบการเมืองท้องถิ่น แล้วบอกชัดเลยว่าการเมืองที่ระดับท้องถิ่น เทค แคร์ (Take care) ปัญหาคุณภาพชีวิตประชาชนในท้องถิ่น นั่นคือเรื่องที่เป็นรูปธรรม ที่ชาวบ้านจับต้องได้ แล้วปล่อยปัญหาที่เป็นเรื่องผลประโยชน์ชาติที่ระดับชาติขึ้นมาสู่การเมือง ส่วนบน อย่างน้อยตรงนี้เราจะเห็นเค้ก ๒ ก้อน แล้วออกแบบให้เค้กก้อนล่าง ถ้าก้อนล่าง ใหญ่กว่าการเมืองระดับท้องถิ่นวันนี้ดิฉันลองเช็กกับเพื่อนคณะกรรมาธิการที่มาจากสายของ การปกครองท้องถิ่นและการปกครองส่วนภูมิภาค รวมทั้งการปกครองส่วนกลางด้วยนะคะ ว่าเรามีนักการเมืองท้องถิ่นที่เรียกว่าค่อนข้างไม่ค่อยดีนักสักกี่เปอร์เซ็นต์ ท่านก็บอกกันว่า ราว ๆ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ หัวท้ายเหมือนนอร์มอล เคิร์ฟ (Normal curve) มันก็จะมีประมาณนั้น พวกที่ไม่ค่อยดีส่วนใหญ่จะไปเชื่อมโยงมีความสัมพันธ์กับพรรคการเมืองใหญ่ ๆ การเมือง ที่ระดับชาติตรงกันข้ามเราจะเจอคนไม่ดีน่าจะถึง ๘๕ เปอร์เซ็นต์ แปลว่าการที่ตัวระบบ พรรคการเมืองนั่นแหละคือตัวที่เป็นปัญหา เพราะการเมืองระดับชาติล็อกตัวเองอยู่กับระบบ พรรคการเมือง แล้วดิฉันคิดว่าข้อเสนอของการปรับปรุงระบบพรรคการเมืองเบามากนะคะ ที่เสนออยู่ในงานของคณะกรรมาธิการ ดิฉันอยากจะกราบเรียนชี้ประเด็นนี้ว่า กลไกที่สำคัญ ที่สุดเลยกลไกหนึ่งในการพัฒนาระบบการเมือง คือการจัดการตรงระบบพรรคการเมือง เพราะมันเป็นกลไกฟอกเลือด ถ้าเทียบกับร่างกายมันไม่ใช่หัวใจนะคะ แต่มันเป็นกลไก ฟอกเลือด เปลี่ยนเลือดเสียให้เป็นเลือดดีนี่นะคะ พรรคการเมืองควรจะมีหน้าที่อะไรที่ควร จะเป็น เช่น ทำนโยบายบนฐานความรู้ที่จะบอกได้ว่าผลประโยชน์ประเทศชาติคืออะไร นโยบายใหญ่ ๆ ควรจะเป็นอะไร การคัดตัวแทนมาให้ประชาชนเลือก การตรวจสอบ จริยธรรมของตัวแทนพรรคการเมืองที่เข้าไปเป็นคณะรัฐมนตรี การทำกลไกพัฒนาและฝึกฝน คนที่จะเข้ามาเป็นผู้นำ การติดตามประเมินการดำเนินงานตามนโยบายพรรค พวกนี้คือ บทบาทที่ควรจะเป็นของพรรคการเมือง แต่เราไม่ได้ทำให้พรรคการเมืองทำหน้าที่นี้ เรามี กองทุนพัฒนาพรรคการเมืองแต่ไม่เคยทำอะไรแบบนี้เลยเอาเงินไปให้พรรคการเมืองหาเสียง ดิฉันคิดว่าตัวนี้คือข้อต่อที่มันหายไป ถ้าเราแก้ตรงจุดนี้อย่างน้อยพรรคการเมืองก็จะดีขึ้น เพราะไปไล่จับตรงที่เมื่อมีคนไม่ดีเข้ามาแล้วมันจะไปบอกว่าทำอย่างนี้ได้อย่างโน้นไม่ได้ แล้วบริบทมันเคลื่อนตัวเยอะมากมันไล่ไม่ทันจับไม่อยู่นะคะ ดิฉันคิดว่าต้องแก้ตั้งแต่เอาเลือดดี ต้องฟอกเลือดให้ได้ ซึ่งสมมุติว่าเรามีกลไกพัฒนาพรรคการเมืองใหม่ด้วยกองทุน พัฒนาการเมืองการทำงานต้องไม่เหมือนเดิมเลย การตรวจสอบ การประเมิน ตัวชี้วัด อะไรต่อมิอะไร รวมถึงการให้ทุนสนับสนุนพรรคการเมืองมันจะต้องมีเกณฑ์และมีมาตรฐาน และมีการตรวจสอบ พวกนี้จะเป็นตัวเข้าไปคอนโทรล (Control) ที่จุดของพรรคการเมือง ซึ่งดิฉันคิดว่าเป็นระบบที่สำคัญ เรื่องของการเลือกตั้งคณะรัฐมนตรีโดยตรง ดิฉันคิดว่าน่าจะทำให้เกิดความแตกแยกมากกว่า ความปรองดอง ขออนุญาตเกินนิดหนึ่งนะคะ ที่พูดอย่างนี้เพราะว่าเมื่อวิเคราะห์ดูแล้วนี่ อันนี้เขาเรียกว่าเลือกเป็นพวงใช่ไหมคะ คือคุณเสนอเข้าไปทั้งพวง แล้วก็ต้องเลือกทั้งพวง ไม่ได้เลือกด้วยนโยบายด้วยซ้ำไป แล้วแถมให้แต้มต่อกับคนที่เคยมีผลงานมาแล้ว คนใหม่ ไม่ต้องเกิด ถ้าภาคหนึ่งเลือกคนพรรคหนึ่งด้วยผลงานเดิม ด้วยภาพลักษณ์เดิม อีกภาคหนึ่ง เลือกด้วยศรัทธาเดิม คราวนี้เราจะเอาอะไรปรองดอง เราหาประเด็นที่จะปรองดองไม่ได้ เพราะว่าดันไปเลือกตัวบุคคล เลือกพวง เลือกไปทั้งพวง ดิฉันคิดว่าโอกาสที่จะสร้าง ความแตกแยกอันนี้มันจะสูงมากนะคะ ถ้าหากว่าเรามองว่าปัญหาหลักจริง ๆ ที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองได้วิเคราะห์มานี้ ดิฉันเห็นด้วยกับปัญหาข้อแรก และดิฉัน คิดว่านั่นแหละคือโจทย์หลัก โจทย์หลักคือเผด็จการในรัฐสภาและการถือครองอำนาจ เบ็ดเสร็จของคนที่เข้ามาเป็นรัฐบาล โดยที่แบ็ก (Back) โดยกลุ่มทุน ปัญหาหลัก ๆ อยู่ตรงนี้ เลยไม่ใช่เรื่องการซื้อสิทธิขายเสียง เพราะฉะนั้นสิ่งที่น่าจะต้องทำก็คือ
อันที่ ๑ เราเจอปรากฏการณ์นี้ ๒ ครั้งนะคะ นายกรัฐมนตรีทำผิดนะ แต่เช็คบิลไม่ได้เขาไปยุบสภาแทน กลายเป็นว่าคนที่ถูกเอาออกก็คือ ส.ส. ทั้งที่ผิดก็คือ ครม. ผิดที่นายกรัฐมนตรี แล้วเจออย่างนี้ ๒-๓ หน ในช่วง ๗-๘ ปีที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นอันหนึ่ง ง่าย ๆ ก็คือตัดอำนาจนายกรัฐมนตรีในการยุบสภา ต้องไปคิดนะคะ อันนี้เป็นรายละเอียด ที่จะต้องไปคิดอีกทีว่าแล้วมันดุลกันหรือยัง แต่ดิฉันคิดว่าการที่นายกรัฐมนตรีทำผิดและ เอาออกไม่ได้นี่แหละคือปัญหา ที่ท่านสมาชิกคุณวสันต์พูดก่อนหน้านี้คือคนออกมาเป็นล้าน ยังไล่ไม่ได้ ยังเอาออกไม่ได้
อันที่ ๒ คือหาวิธีที่ทำให้เอาออกได้ง่ายขึ้น อันนี้จะแก้ได้ตรงจุดมาก ระบบ การเลือกตั้งเป็นอย่างไรยังไม่เท่าไหร่นะคะ แต่ระบบการเอาออกนี่เป็นตัวที่ควรจะต้องแก้ ระบบฟอกเลือดอันหนึ่ง ระบบการเอาออกให้ได้ง่ายขึ้น แล้วก็แบ่งอำนาจเป็นแบ่งเค้กออกไป เป็น ๒ ส่วน ถ้าเราเห็นการเมืองส่วนล่าง การเมืองส่วนล่างต้นทุนในการเช็คบิลต่ำมากเลยนะคะ นักการเมืองท้องถิ่นโดนคู่แข่งเขาเรียกอะไร ปล่อยข่าว อะไรพวกนี้นะคะ รัฐไม่ต้องเสีย สักบาทเลยนะคะ ชาวบ้านเขาปรับตัวเลือกใหม่ อะไรพวกนี้ กลไกตรวจสอบมันไปเร็ว แล้วก็ต้นทุนต่ำมากในการที่จะบริหารจัดการ สามารถจะดุลแล้วก็ทำให้ยิ่งวันระบบการเมือง ท้องถิ่นก็ยิ่งกรองคนดีขึ้นเรื่อย ๆ เข้ามา แต่ที่ระดับชาตินี่มันไปตรงกันข้าม และต้นทุน ในการบริหารเพื่อจะให้ได้คนดีเข้ามาดูแลผลประโยชน์ชาตินี่แพงขึ้นเรื่อย ๆ กลายเป็นว่า ต้องตั้งทั้งกลไกผู้ตรวจการแผ่นดินมาตรวจสอบว่าตกลงคุณรักษาผลประโยชน์ชาติหรือเปล่า มีวุฒิสภาอีก มี ป.ป.ช. อีก คือมีสารพัดกลไกที่จะต้องลงทุนมหาศาลเพื่อจะเอาเข้ามา ตรวจสอบเพราะระบบพรรคการเมืองล้มเหลว ซึ่งดิฉันคิดว่าหัวใจของการแก้ปัญหานี้ อยู่ที่การแก้ตรงระบบพรรคการเมือง ขอบพระคุณค่ะ