สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๗

ศุภกร บูรณดิลก เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นการเลือกตั้งคณะรัฐมนตรีจากประชาชนโดยตรง โดยระบุว่าอาจเกิดปัญหาที่สำคัญ เช่น การขาดความเป็นอิสระของรัฐบาลและฝ่ายนิติบัญญัติ และปัญหาการซื้อเสียง และเสนอให้เลือกทางอ้อมแทน เนื่องจากมีความปลอดภัยมากกว่า และขอให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณา นอกจากนี้ยังพูดถึงการรักษาการของรัฐบาลและเสนอแนะให้ให้อิสระแก่องค์กรอิสระในเรื่องงบประมาณ

พลเรือเอก ศุภกร บูรณดิลก

เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พลเรือเอก ศุภกร บูรณดิลก สมาชิกหมายเลข ๑๙๙ ขอเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็น ที่เสนอของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองดังนี้ จากประเด็นที่คณะกรรมาธิการเสนอ ๘ ประเด็น มี ๑ ประเด็นที่ผมยังสงสัยจึงขอตั้งเป็นข้อสังเกตให้ไปทบทวนใหม่นะครับ ซึ่งก็คือประเด็นของการเลือกตั้งคณะรัฐมนตรีจากประชาชนโดยตรง ท่านประธานและ ท่านกรรมาธิการครับ กรณีที่ผมสงสัยดังกล่าวนี้ไม่ได้เพราะหลักวิชาการหรือกฎ ระเบียบ ทฤษฎีใด ๆ ผมไม่มีความรู้ทางด้านนี้นะครับ แต่จากการใช้สามัญสำนึกลองคิดอย่างมีเหตุผล ประกอบกับไม่เคยเห็นมาก่อนจึงได้สงสัย แล้วก็พยายามคิดสร้างซีนาริโอ (Scenario) ต่าง ๆ ถ้าเกิดโน่นเกิดนี่ใส่เข้าไป เพื่อตอบปัญหาตัวเองให้ได้ ปรากฏว่ามันไปไม่รอดครับ เอาง่าย ๆ คือในวันประกาศผลเลือกตั้ง ผู้ชนะเกิดดีใจ หัวใจวายตายขึ้นมาอะไรจะเกิดขึ้นครับ จากการสงสัยและตอบปัญหาตนเองไม่ได้หมดนี่เอง ผมจึงได้ตัดสินใจมาขออภิปรายในประเด็นนี้ เพื่อได้ให้มีการทบทวนใหม่ตามที่กล่าวมาแล้ว ผมใคร่ขอแสดงเหตุผลประกอบการตกลงใจในครั้งนี้เพิ่มเติมอีกคือ

ประการแรก ผมได้ดูก่อนว่าที่เราเปลี่ยนวิธีเลือก ครม. จากประชาชน จากทางอ้อมมาเป็นทางตรงนั้นเราทำเพื่ออะไร คำตอบก็คือก็น่าจะเพื่อแก้ปัญหาอยู่ ๓ ประการ ประการแรกคือ เพื่อให้ได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่ประชาชน เลือกจริง ๆ นะครับ ประการที่ ๒ คือเพื่อให้รัฐบาลกับฝ่ายนิติบัญญัตินี่เป็นอิสระ ไม่มีความผูกพันกัน และข้อ ๓ คือเพื่อแก้ปัญหาการซื้อเสียง จากนั้นผมก็ได้ใช้ตัวเกณฑ์ ๓ ตัว มาทดสอบเปรียบเทียบหนทางปฏิบัติทั้งสองคือทางอ้อมกับทางตรงนะครับ ว่าใครจะได้เปรียบมากกว่ากัน ดีมากกว่ากัน กฎเกณฑ์ทั้งสามของผมก็คือ ตัวแรก ได้แก่ ความเหมาะสมในการแก้ปัญหานะครับ กฎเกณฑ์ที่ ๒ คือความเป็นไปได้โดยใช้พิจารณาคือ ความสนับสนุนหรือความเห็นด้วยจากตัวผู้เล่น ซึ่งได้แก่จากการพรรคเมืองและจากเสียง ของประชาชน ตลอดจนตัวเกณฑ์สุดท้าย คือความยอมรับได้ แอกเซปทะบิลิตี (Acceptability) ซึ่งได้จากการเปรียบเทียบว่าหนทางปฏิบัติใดมีความเสี่ยงต่อการล้มเหลว มากกว่ากันนะครับ ผลการทดสอบก็ปรากฏว่า ตัวเกณฑ์แรก การเลือกทางตรงมั่นใจได้ว่า ได้การสะท้อนเสียงความต้องการจากประชาชนแน่นอน แต่เมื่อพิจารณาถึงความเป็นอิสระ ไม่มีความผูกพันกับเสียงข้างมากในสภา ผลปรากฏว่าไม่มีความเป็นไปได้ครับ ผมพูดว่า ไม่มีความเป็นไปได้ด้วยนะครับ เพราะแนวโน้มพรรคการเมืองที่ส่งชื่อคณะรัฐมนตรี ก็น่าจะเป็นพรรคการเมืองที่จะต้องมีเสียงข้างมากในสภา และถ้าไม่ใช่ นายกรัฐมนตรีก็ต้อง หาวิธีไปผูกมิตรหาพันธมิตรแน่ ไม่อย่างนั้นรัฐบาลก็จะไปไม่รอดนะครับ แม้ว่าจะไม่มี การอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ก็ไม่น่าจะผ่านกฎหมายสำคัญ ๆ เช่น พระราชบัญญัติ งบประมาณ หรือที่เกี่ยวข้องกับโครงการใหญ่ ๆ สำคัญในการพัฒนาประเทศ ก็มีตัวอย่าง มาแล้วนะครับ ทั้งสหรัฐอเมริกานะครับซึ่งเป็นอัมพาตเกือบเดือน ส่วนปัญหาการซื้อเสียง ย้อนไปใหม่ ที่ว่าเป็นไปไม่ได้ ที่ว่าเขาต้องผูกพันกัน เมื่อนายกรัฐมนตรีเห็นว่าไปไม่รอดแน่ ก็ต้องไปผูกมิตรกับพรรคเล็กพรรคน้อยนะครับ คราวนี้ละครับมันจะหนักกว่าเดิม นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าพรรคแทนที่จะไปสั่ง คราวนี้ต้องไปกราบไหว้เขานะครับ ก็จะมีการเล่นตัวแน่นอนนะครับ มันจะกลายเป็นมีความผูกพันมากกว่ากันอีกนะครับ จะออกกฎหมายแต่ละทีสำคัญ ๆ ก็ต้องไปขอร้องต้องไปอะไร ถ้าไม่อย่างนั้นตัวเอง ก็ไปไม่รอด และถ้าหากว่ากฎหมายไม่ผ่านมันก็ไปไม่ได้อยู่ดี ต้องลาออกนะครับ

สำหรับเรื่องปัญหาการซื้อเสียง หลายท่านก็พูดมาแล้วว่ามันทำไม่ได้ครับ และอาจจะเป็นการซื้อมากกว่าเดิมด้วย เป็นการซื้อฉบับใหญ่เลยนะครับ แทนที่จะซื้อเป็น เล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะฉะนั้นเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ในตัวเกณฑ์แรกนี่นะครับ การเลือกทางตรงก็คิดว่ายังได้เปรียบกว่าเล็กน้อยนะครับ แต่มาดูตัวเกณฑ์ที่ ๒ คือความเป็นไปได้ คือถ้ามีการสั่งการจากผู้มีอำนาจก็เป็นไปได้ทั้งนั้นนะครับ แต่คำถามคือจะมีการต่อต้านหรือเป็นความพึงพอใจต่อเป้าหมาย ซึ่งก็ได้แก่ พรรคการเมืองและประชาชนที่ผมเรียนให้ทราบมาแล้วนะครับ เท่าที่ทราบปัจจุบัน พรรคการเมืองส่วนมากไม่เห็นด้วยกับการเลือกโดยตรง ส่วนประชาชนในขณะนี้ ถ้าจะให้ความยุติธรรมก็ถือว่าเสมอกันนะครับ ก็มีทั้งเสียงเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ตัวเกณฑ์ที่ ๒ นี้เลือกทางอ้อมดีกว่านะครับ ส่วนสำหรับการพิจารณาตัวเกณฑ์ที่ ๓ ที่จะมาตัดสินเพราะมันเสมอกันแล้ว ๒ ตัวเกณฑ์ ตัวเกณฑ์ที่ ๓ คือความยอมรับได้ อันนี้ก็จะดูว่าหนทางใดที่มีความเสี่ยงต่อการล้มเหลวมากกว่ากัน ซึ่งต้องใช้หลักการเขาเรียกว่าหลัก เวลล์ พรูเวน (Well proven) คือดูผลงานที่ผ่านมา ดูตัวอย่างของชาติอื่น ผลปรากฏว่าเลือกทางตรงน่าจะเสี่ยงมากกว่าแน่นอนเพราะไม่เคยทำ ประเทศไทยไม่เคยใช้มาก่อน แต่อีกแบบหนึ่งใช้มา ๘๒ ปีแล้วถึงแม้จะเปลี่ยนวิธีการก็แล้วแต่ แล้วก็ย้อนไปดูทุกประเทศ เราคงทราบกันแล้วนะครับว่าไม่มีประเทศใดเขาใช้ อิสราเอล เคยใช้แต่ก็ได้ยกเลิกไปนะครับ ซึ่งจากการเปรียบเทียบทั้ง ๓ ตัวเกณฑ์นี้ก็จะเห็นว่า การเลือกทางอ้อมค่อนข้างจะได้เปรียบมากกว่า ซึ่งอันนี้ก็ขอทิ้งไว้เพื่อให้ท่านกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อช่วยพิจารณาทบทวนนะครับ สำหรับที่เหลืออีก ๗ ประเด็น ผมก็มีข้อสังเกตเล็ก ๆ น้อย ๆ

ประการแรก ก็คือว่าในเรื่องของรัฐบาลรักษาการ ก็เห็นด้วยนะครับในกรณี ที่เลือกตั้งคณะรัฐบาล คำถามผมคือว่าถ้าเลือกทั่วไป เลือกสภาผู้แทนราษฎรจะใช้ตรรก เหตุผลเหมือนกับที่เลือก ครม. หรือไม่ หรือว่าท่านมีการออกแบบให้จะต้องเลือกตั้งพร้อมกัน ตลอด ทั้ง ครม. ทั้งเลือกตั้งทั่วไปสมาชิกสภานะครับ เมื่อท่านบอกว่าพอเลือก ครม. ปลัดกระทรวงมารักษาการ แล้วเลือกตั้งทั่วไปเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเหมือนกัน หรือเปล่าครับ

สุดท้ายจริง ๆ นะครับ อันนี้ขอเป็นข้อเสนอแนะ คือสำหรับองค์กรอิสระ คือถ้าให้เขาเป็นองค์กรอิสระจริง ๆ ก็ต้องให้อิสระเรื่องงบประมาณด้วย ก็น่าจะมี การออกแบบให้เกี่ยวกับการตั้งของบประมาณให้ผิดไปจากระบบงบประมาณเดิม คืออาจจะ จัดสรรเป็นเปอร์เซ็นต์ของจีดีพี หรือให้งบประมาณขั้นต่ำ หรือวิธีที่เหมาะสมนะครับ ที่มีความมุ่งหมายให้องค์กรอิสระไม่ต้องไปง้อ คือไม่ต้องไปให้ความเกรงใจกับหน่วยที่มี อำนาจในการจัดสรรงบประมาณ ผมมีเท่านี้ครับ ขอบคุณมากครับ