สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๗

วีระศักดิ์ ภูครองหิน เสนอการปฏิรูปกลไกการเลือกตั้ง โดยให้การลงคะแนนเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของประชาชน และเสนอให้มีการเพิ่มมาตรฐานการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน โดยตั้งเป้าหมายให้มีการลงคะแนนเลือกตั้งมากกว่า 60-70 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังเสนอแนวทางปฏิบัติในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยเฉพาะป.ป.จ. จังหวัด

นายวีระศักดิ์ ภูครองหิน

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ ท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่เคารพ ท่านประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านการเมือง ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพทุกท่านครับ กระผม วีระศักดิ์ ภูครองหิน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจาก จังหวัดกาฬสินธุ์ครับ ก็มีประเด็นที่จะเรียนฝากเป็นข้อสังเกต ๒ ประเด็นครับ ลำดับแรก ต้องขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการ ที่ท่านได้กรุณาจัดทำข้อมูลเอกสาร ในประเด็นหลัก ๔ ประเด็น แล้วก็ประเด็นย่อยอีก ๒๐ ประเด็น นอกจากนั้นล่าสุดท่านก็ยังมี เอกสารประกอบของท่านประธานด้วย ก็ทำให้สามารถที่จะศึกษาทำความเข้าใจได้สะดวก มากยิ่งขึ้น ต้องขอบพระคุณนะครับ และที่สำคัญก็คือขอถือโอกาสนี้ขอบพระคุณ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติหลายท่าน ที่ท่านได้กรุณาแสดงความคิดเห็น ถือว่า ความคิดเห็นของท่านทั้งหลายนั้นล้วนเป็นสิ่งที่มีประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง ก็เลยส่งผลให้ผม มีประเด็นย่อย ๆ ที่จะฝากเป็นข้อสังเกตเพียง ๒ ประเด็นเท่านั้นเอง

ประเด็นแรก ซึ่งอยู่ในเรื่องเกี่ยวกับการปฏิรูปกลไกและระบบการเลือกตั้ง ในเอกสารเล่มใหญ่ หน้า ๒๙ ถ้าจะสรุปก็คือตามที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้นำเรียน นั่นละครับว่าการไปลงคะแนนเลือกตั้ง โดยเฉพาะเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาในช่วงที่ผ่านมานั้น น่าจะเปลี่ยนจากว่าเป็นหน้าที่กลายมาเป็นสิทธิ อันนี้ขอฝากว่าการที่กำหนดว่าการไปลงคะแนนเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนนั้นเป็นสิทธิ ผมว่าถ้าสร้างความหวังในอนาคตว่า ๒๐ ปีข้างหน้า เหมือนที่เราได้สัมมนากันที่เมืองทอง ประทานโทษที่ศูนย์ราชการ ก็อยากจะเห็นเช่นนั้นครับ คือถือว่าเป็นสิทธิ แต่ในช่วงปัจจุบัน ก็กราบเรียนว่าการที่กำหนดว่าการไปใช้สิทธิ หรือว่าการไปลงคะแนนเลือกตั้งถือเป็นหน้าที่นั้น น่าจะยังมีความเหมาะสมกับสภาพสังคมไทยในปัจจุบัน มีเหตุผลรองรับนะครับ ประการแรก ก็คือก็เป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปใช่ไหมว่าพี่น้องประชาชนนั้นมีอำนาจอธิปไตย เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย แล้วก็ใช้อำนาจอธิปไตย เพราะฉะนั้นเมื่อมีอำนาจแล้ว ถ้ามีหน้าที่ควบคู่กันไปด้วยน่าจะเป็นความสอดคล้องต้องกัน นั่นก็คือเหตุผลประการแรกครับ

ประการที่ ๒ ในการเลือกตั้งในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็จะระบุว่าเป็นหน้าที่ของพี่น้องประชาชนที่จะต้องไปเลือกตั้ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็จะทำให้ พี่น้องประชาชนโดยเฉพาะในสังคมชนบท ชุมชนชนบทเกิดความเข้าใจนะครับว่าตอนนี้ ก็มีหน้าที่ที่สำคัญประการหนึ่ง พอถึงเทศกาลการเลือกตั้งก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจครับ ที่จะกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ก็คือการไปลงคะแนน เพราะฉะนั้นเพื่อให้เกิด ความต่อเนื่องก็อยากจะให้ระบุว่าการไปลงคะแนนนั้นยังคงเป็นหน้าที่อยู่นะครับ

อีกประการหนึ่งครับ หลังการเลือกตั้งที่สำคัญ ๆ แต่ละครั้งที่ผ่านมา ความสนใจของผู้คน ประการหนึ่งก็คือร้อยละของผู้ไปลงคะแนนเลือกตั้งว่าร้อยละเท่าไร ถ้าต่ำกว่าร้อยละ ๕๐ ก็จะมองต่อไปอีกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ทำไมพี่น้องให้ความสนใจน้อย น่าจะไม่ได้มาตรฐาน และถ้าเกินกว่า ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปก็จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่า พี่น้องได้ให้ความสนใจในการไปลงคะแนนเลือกตั้ง ซึ่งก็จะส่งผลที่จะสามารถนำไปกล่าวอ้างได้ เพราะฉะนั้นถ้าให้เป็นหน้าที่ก็จะทำให้เกิดความต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญครับ ท่านประธานครับ ในเอกสารของกรรมาธิการปฏิรูปด้านการเมืองก็ได้เขียนไว้ในหน้าที่ ๓๘ ท่านเขียนไว้อย่างนี้ครับว่า การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนเป็นหน้าที่ของพลเมือง ในการมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยท่านก็ยกตัวอย่างว่าประชาชนทุกคนมีหน้าที่ในการมีส่วนร่วม นับตั้งแต่การไปฟังการหาเสียง การใช้สิทธิเลือกตั้ง รวมทั้งการออกเสียงประชามติ เพราะฉะนั้นเหตุผลที่ผมฝากเป็นข้อสังเกตก็น่าจะสนับสนุนนะครับ นั่นก็เป็นประเด็นแรก สั้น ๆ ครับ

อีกประเด็นหนึ่งครับ ก็เป็นประเด็นเกี่ยวกับองค์กรอิสระโดยเฉพาะ ป.ป.ช. หลายท่านคุ้นเคยกับ ป.ป.ช. แต่สิ่งที่ผมอยากจะฝากก็คือ ป.ป.จ. ครับ ไม่ทราบว่าท่านมี ความเข้าใจขนาดไหน ป.ป.จ. นั้นที่มาก็คือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประจำจังหวัด ซึ่งเท่าที่มีคณะกรรมการชุดนี้เกิดขึ้นก็ได้ทราบความกังวลใจจากหลายฝ่าย ว่ามีแล้วก็จะไม่มีประโยชน์ แต่ผมมีความเห็นตรงข้ามครับ ก็อยากจะฝากท่านที่เกี่ยวข้องว่า อย่างไรแล้วก็อยากจะฝาก ป.ป.จ. กำหนดไว้ หรือว่าเป็นแนวทางที่เขียนห้อยติ่งไว้ด้วย ก็จะเป็นการดียิ่ง ทั้งนี้เนื่องจากว่า ป.ป.จ. นั้นเป็นองค์กรใหม่ระดับจังหวัดนะครับ ทำหน้าที่ เกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญแล้วก็มีความสำคัญ ผมเคยวิเคราะห์โดยสวอต อะนาลิซิส (SWOT Analysis) จุดแข็ง จุดอ่อน อุปสรรค โอกาส แล้วก็พบว่าจุดแข็งกับโอกาสนั้น มีมากกว่าจุดอ่อนแล้วก็อุปสรรค เพราะฉะนั้นก็ฝากว่าการมี ป.ป.จ. นั้นเป็นโอกาสสำคัญ ที่จะทำให้เกิดการระดมความร่วมมือในระดับจังหวัดเพื่อป้องกันแก้ไขปัญหาการทุจริต โดยมีองค์กรรองรับที่ชัดเจน ทำให้ปัญหาการทุจริตในเขตจังหวัดได้รับการเอาใจใส่ อย่างจริงจัง ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะพี่น้องประชาชน ขอกราบขอบพระคุณครับ