สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๗

ประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ กล่าวถึงระบบการเมืองที่ควรเป็นระบบที่มีการแชร์อำนาจ ไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอำนาจมากเกินไป และควรกลับไปใช้ระบบรัฐสภาที่มีการตรวจสอบและแบ่งอำนาจหน้าที่กัน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องความสำคัญของระบบรัฐสภา ประชาธิปไตยในพรรคการเมือง และการยึดอำนาจรัฐของนายทุนพรรค โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้งและปฏิรูปคณะกรรมการการเลือกตั้งให้มีหน้าที่อำนวยการเลือกตั้ง และเรียกร้องให้คิดระบบการเมืองที่ตอบสนองความหลากหลายของสังคม

นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์

ท่านประธานที่เคารพ ผม ประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ สปช. ๑๒๗ พูดหลังพี่บุญเลิศ ช้างใหญ่ ต้องพูดเสียงเบา เพราะพี่บุญเลิศพูดดังแล้วนะครับ ผมคิดว่าแซวกันเล่นนะครับ เป็นครั้งแรกที่พวกเราได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ในเรื่องโครงสร้างการเมืองอย่างเปิดเผยแล้วก็ประชาชนได้รับฟัง ผมคิดว่านี่เป็นครั้งแรก แล้วก็เรายังมีเวลาที่ต้องคิดเรื่องเหล่านี้ให้ตกผลึก เพราะว่าระบบการเมือง โครงสร้าง การเมืองเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดของการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ของประเทศเรา แล้วความไม่แน่นอน ทางการเมืองก็เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทย เพราะฉะนั้นโครงสร้างหรือระบบการเมือง ที่จะคิดจากนี้ไปที่จะออกแบบจากนี้ไปจึงเป็นเรื่องสำคัญนะครับ ผมชื่นชมกรรมาธิการ เสียงข้างมากที่กล้าคิดเรื่องเลือกตั้งคณะรัฐมนตรีโดยตรง แต่ผมก็บอกตรง ๆ ว่าผมไม่เห็นด้วย มิตรภาพของความเห็นต่างก็ยังมีอยู่ แต่ผมก็ไม่เห็นด้วยกับการคิดเรื่องการเลือกตั้ง คณะรัฐมนตรีโดยตรงนะครับ แล้วก็รอฟังเหตุผลคำถามต่าง ๆ การอธิบายถึงคำถามต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนะครับ ผมไม่พูดในรายละเอียด แต่ว่ามีประเด็นที่จะคิดอย่างนี้นะครับ คือผมไม่เห็นด้วยกับการคิดเรื่องให้อำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอำนาจมากเกินไป สังคมไทย เกิดวิกฤติเพราะเรามอบอำนาจให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไปและฝ่ายนั้นไปใช้อำนาจ โดยไม่ชอบแล้วก็ทุจริต ทำให้เกิดวิกฤติจนถึงปัจจุบัน เพราะฉะนั้นผมเองระบบการเมืองต้อง เป็นระบบที่มีการแชร์อำนาจนะครับ สามารถตรวจสอบการใช้อำนาจได้ง่าย ไม่ควรที่ให้ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอำนาจที่เข้มแข็งมากเกินไปแล้วก็ยากต่อการตรวจสอบ และจนเป็นเหตุ ทำให้เกิดวิกฤติของประเทศนะครับ ผมคิดว่าเราควรกลับไปใช้ระบบรัฐสภาที่เราเคยใช้กันมา มีการตรวจสอบได้ง่าย มีการถ่วงดุลอำนาจกัน มีการแบ่งอำนาจหน้าที่กัน ถ้าเราย้อนกลับไปดู การเมืองก่อนปี ๒๕๔๐ รัฐบาลชวน หลีกภัย รัฐบาลของนายกบรรหาร รัฐบาลของ พลเอก ชวลิต ยุบสภาที่เป็นผลพวงจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งสิ้น นี่คือกลไกปกติ ของสภา เราจะทำอย่างไรให้กลไกพวกนี้กลับเข้ามาอยู่ในระบบการเมืองของเรานะครับ ไม่เอาเป็นเอาตายกันทางการเมืองนะครับ แล้วก็เจตนารมณ์ที่ดีของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่ต้องการแก้ความไร้เสถียรภาพแล้วก็ความไม่มีประสิทธิภาพของฝ่ายบริหาร แต่เรากลับได้ ฝ่ายบริหารที่เข้มแข็งมาก แล้วก็ใช้อำนาจในทางที่ไม่ชอบและทุจริต ซึ่งเป็นวิกฤติที่ผมว่าเรา ไม่คุ้มค่ากับประเทศของเราที่เจอมาในรอบ ๑๗ ปีที่ผ่านมานะครับ ขณะเดียวกันผมก็ ไม่เห็นด้วยว่าในระยะเปลี่ยนผ่านจากวิกฤติไปสู่การเมืองใหม่ที่จะเกิดขึ้นเราจะแบ่งแยก อำนาจเด็ดขาดระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร ผมมีความเชื่อมั่นส่วนตัวว่า ส.ส. ที่ผ่านการเลือกตั้งมีคุณสมบัติพร้อมที่จะเป็นรัฐมนตรีโดยไม่ต้องลาออกนะครับ และ ส.ส. พวกนี้มีความรับผิดชอบต่อระบบรัฐสภาดีกว่าคนที่ไม่ได้เป็น ส.ส. และมาเป็นรัฐมนตรี ผมอยากให้คิดเรื่องนี้ คือการเมืองไทยมันเป็นแบบนี้ครับ ถ้าเราไปย้อนดูแล้วก็อยู่ได้ เราอย่าไปเบื่อกับความไร้เสถียรภาพแล้วก็ความไม่มีประสิทธิภาพทางการเมือง ถ้ากลไกนั้น สามารถตัดสินใจคืนอำนาจให้ประชาชนได้โดยปกติ ผมว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่เราน่าเลือกนะครับ

ประเด็นต่อไปสำหรับผมนะครับ ผมว่าเราต้องให้ความสำคัญกับ ระบบประชาธิปไตย ประชาธิปไตยในพรรคการเมือง แล้วก็ความเป็นอิสระจากอาณัติใด ของผู้แทนปวงชน ระบบรัฐสภามีปัญหา ๒ เรื่องที่เกิดขึ้นในโลกนะครับ คือเผด็จการ โดยพรรคการเมืองที่รัฐบาลใช้เสียงข้างมากครอบงำรัฐสภา แล้วก็ฝ่ายค้านมีอำนาจตรวจสอบรัฐบาลได้ยาก เพราะเป็นเสียงส่วนน้อย กับ ๒. ความไม่มี ประสิทธิภาพแล้วก็ความไร้เสถียรภาพ เนื่องจากไม่มีพรรคการเมืองใดได้เสียงข้างมาก เด็ดขาดทำให้เกิดรัฐบาลผสมนะครับ แต่สิ่งนี้จะแก้ได้ถ้าเราทำให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นอิสระ จากรัฐบาลคือส่งเสริมให้ ส.ส. สังกัดพรรค แต่ไม่ไปบังคับว่าต้องสังกัดพรรคนะครับ คือส่งเสริมแต่เป็นอิสระได้ อันนี้ก็แก้ได้นะครับ ผมคิดว่ามันสามารถช่วยเสริมการเมือง ที่ทำให้ฝ่ายบริหารครอบงำ ส.ส. ได้นะครับ ๒. อันนี้สำคัญมากนะครับ ความเป็นอิสระ อาณัติใดของผู้แทนปวงชน ที่ผ่านมาเราใช้กฎหมายบังคับให้ ส.ส. อยู่กับพรรค แล้ว ส.ส. ต้องทำตามมติพรรค ไม่ทำตามต้องลาออกจากพรรค หรือถูกขับออกจากพรรค ส.ส. กลายเป็นเพียงลูกจ้างของหัวหน้าพรรค หัวหน้าม้งของผู้อำนวยการพรรค ผู้แทน ปวงชนชาวไทยก็ไม่สามารถคิดรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติหรือรักษาหลักการ ที่ถูกต้องของบ้านเมืองได้ ถ้าเรายกเลิกข้อจำกัดเหล่านี้ไป ผมว่าระบบรัฐสภาของเราปกติ ให้ ส.ส. มีอิสระในการตัดสินใจ แล้วก็ยืนอยู่กับความถูกต้องของประเทศ ที่ผ่านมาไม่ใช่นะครับ ผมว่าถ้าเราแก้เรื่องนี้ได้เป็นเรื่องดี ๓. ก็คือแก้ความเป็นประชาธิปไตยในพรรคการเมือง อย่าปล่อยให้พรรคการเมืองถูกครอบงำโดยนายทุนพรรคคนใดคนหนึ่ง ที่เราบอกว่า ทุนสามานย์ที่ครอบงำพรรค ใช้พรรคการเมืองมายึดอำนาจรัฐ เราต้องแก้ ซึ่งผมคิดว่า พ.ร.บ. พรรคการเมือง ปี ๒๕๕๐ เขียนไว้ดีแล้ว แต่ว่า กกต. คณะกรรมการการเลือกตั้งไม่ได้ บังคับใช้กฎหมาย ประชาธิปไตยในพรรคการเมืองเป็นเรื่องสำคัญมาก เมื่อเรายังเลือกใช้ ประชาธิปไตยตัวแทน ก็คือต้องใช้พรรคการเมือง เราต้องสนใจเรื่องพรรคการเมืองนะครับ

ประเด็นที่ ๓ สำหรับผมก็คือเรื่องระบบการเลือกตั้ง ผมคิดว่าเราไม่ควรคิด เรื่องแบ่งเขตเลือกตั้งในเชิงพื้นที่เท่านั้นนะครับ หมดเวลาแล้วนะครับ ท่านประธานผมขอ นิดเดียวนะครับ เราควรคิดเรื่องระบบการเลือกตั้ง เลือกตั้งข้างมาก เลือกตั้งข้างมากเด็ดขาด ระบบสัดส่วน ผมว่าเราต้องคิด อาจารย์ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ได้ทำวิจัยเรื่องนี้ไว้ การเลือกตั้งปี ๒๕๔๘ เราได้พรรคการเมืองที่ได้ตัวแทนเกินจริงนะครับ พรรคไทยรักไทยได้ ๓๗๗ เกินไปกว่า ๑๑๓ เสียง เพราะฉะนั้นถ้าเราเปลี่ยน เราคิดใหม่ เราใช้ระบบ เลือกตั้งนะครับ ทั้งหมดนี้เป็นผลพวงของการผิดเพี้ยนของระบบเลือกตั้ง พรรคมหาชน ตอนนั้นได้คะแนนถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคะแนน แต่ไม่มี ส.ส. เลย นี่คือความผิดเพี้ยน ของระบบการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นโอกาสครั้งนี้เราต้องคิดใหม่นะครับ

ประเด็นต่อไปนะครับท่านประธานครับ เรื่อง กกต. คณะกรรมการ การเลือกตั้ง คณะกรรมการได้คิดริบอำนาจ กกต. ให้ใบเหลือง ใบแดง มีศาลเลือกตั้ง ให้อำนาจพิเศษในการตรวจค้น แต่ผมว่าคิดแค่นี้ไม่พอนะครับ วันนี้เราต้องรื้ออำนาจ กกต. และต้องปฏิรูป กกต. ขนานใหญ่นะครับ ผมคิดว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องมีหน้าที่ ในการอำนวยการเลือกตั้งไม่ใช่จัดการเลือกตั้งเอง วันนี้มีกระทรวงการเลือกตั้ง แต่ถูกตั้งคำถาม เยอะมาก ผมคิดว่าเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหม่ที่ฝากกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ไปคิดใหม่ จริง ๆ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ออกแบบให้ กกต. อำนวยการเลือกตั้ง สั่งให้ ส่วนราชการอื่นจัดการเลือกตั้งนะครับ ไม่ใช่ไปจัดการเลือกตั้งเอง อันนี้คือเรื่องที่ผมคิดว่า เป็นเรื่องสำคัญนะครับ

อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องสื่อนะครับ ผมคิดว่าสื่อที่กรรมการไปเขียนเรื่อง ติดป้ายหาเสียง แล้วก็หาเสียงโฆษณานะครับ จริง ๆ มีเรื่องหนึ่งที่การใช้เงินโฆษณาภาครัฐ มีส่วนมาก ก่อนเลือกตั้งเราจะเห็นพรรคการเมืองทั้งหมดนะครับ รัฐมนตรีขึ้นป้ายเต็มไปหมด มีโฆษณาเต็มไปหมด เราจะควบคุมการใช้เงินโฆษณาไม่ให้ไปประชาสัมพันธ์เรื่องเหล่านี้ อย่างไรนะครับ เพราะฉะนั้นด้วยเวลาจำกัด ผมคิดว่าระบบการเมืองของเราต้องรองรับ อาจารย์ธีรยุทธ์ บุญมี ก็ใช้คำว่า ศาลาวัด เรามีอำนาจใหม่เกิดขึ้นมากมายในสังคมนะครับ ต้องรองรับความหลากหลายเหล่านี้ให้เกิดขึ้นให้ได้นะครับ เพราะฉะนั้นด้วยเวลาจำกัด ผมคิดว่าเรายังมีเวลาที่จะคิดระบบการเมืองของเราที่ตอบสนองความหลากหลายของสังคม ให้ได้นะครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน