สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๗

บุญเลิศ คชายุทธเดช หารือเรื่องความปรองดอง และเรียกร้องให้สภาปฏิรูปแห่งชาติและคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญร่วมกันแก้ไข โดยมีวิธีการที่จะช่วยให้ความปรองดองปรากฏผลในภาวะเร่งด่วน และยึดหลักการทุกฝ่ายให้อภัยกัน และไม่พูดถึงอดีตมากจนเกินไป

นายบุญเลิศ คชายุทธเดช

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม บุญเลิศ คชายุทธเดช ช้างใหญ่ ก่อนอื่นผมต้องขอกราบท่านประธานว่าเมื่อครบ ๖ นาทีแล้ว แสดงความใจดีที่จะให้ผมได้พูดต่อไปอีกสัก ๓-๔ นาทีนะครับ ท่านประธานครับ เรื่องที่ผม อยากจะอภิปรายแสดงความเห็นและข้อเสนอแนะต่อไปนี้เป็นเรื่องความปรองดอง ผมถือว่า เรื่องความปรองดองเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการทำภารกิจปฏิรูปประเทศ จัดทำรัฐธรรมนูญและกฎหมายเพื่อรองรับการปฏิรูปประเทศ สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียน เสนอก็คือเราจะสร้างความปรองดองกันอย่างไร โดยใคร เมื่อไร กระผมขอแสดงความชื่นชม คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจารย์ ดอกเตอร์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านพูดให้สัมภาษณ์หลายครั้งว่าเราจะปล่อยให้ ขัดแย้งแตกแยกกันไปตลอดชาติไม่ได้ และขอแสดงความชื่นชมอาจารย์ ดอกเตอร์เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ท่านเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและเป็นประธานอนุกรรมาธิการ ชุดที่ ๑๐ ว่าด้วยความปรองดอง ที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญตั้งขึ้นและไป ดำเนินงานเพื่อให้ข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ สิ่งที่ได้ดำเนินการไปนั้น ประเด็นสำคัญคือเราจะออกแบบกลไก หรือบัญญัติที่จะสร้างความปรองดองไว้ใน รัฐธรรมนูญนี้อย่างไร แต่สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนในตอนค่ำวันนี้ซึ่งเป็นวันสุดท้ายก็คือว่า การสร้างความปรองดองจะต้องทำในภาวะที่เร่งด่วน และควรทำให้ปรากฏผลในระดับหนึ่ง ก่อนที่การร่างรัฐธรรมนูญจะเสร็จสิ้นในเดือนสิงหาคม เดือนกันยายน ถามว่าจะให้ใครทำ ผมเห็นว่าในบรรดาแม่น้ำ ๕ สาย สภาปฏิรูปแห่งชาติเป็นแม่น้ำสายที่ ๔ คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นแม่น้ำสายที่ ๕ แม่น้ำทั้ง ๒ สายต้องร่วมกันครับ ต้องร่วมกัน การแก้ไขเพื่อที่จะสร้างความปรองดองให้เห็นผลในภาวะเร่งด่วน กระผมมีความเห็นว่า สภาปฏิรูปแห่งชาติน่าจะให้ท่านผู้นำของเรา คืออาจารย์เทียนฉาย กีระนันทน์ ท่านได้ลงมา นำทีม อาจจะตั้งเป็นคณะกรรมาธิการสักชุดหนึ่ง หรือคณะกรรมการสักชุดหนึ่ง แล้วก็คัดเลือกบุคคลที่จะมาทำภารกิจอันนี้ คนภายนอกผู้ที่เกี่ยวข้องที่คิดว่าจะมาพบกัน เสนอความเห็นว่าเราจะหันหน้าเข้าหากันจะต้องทำอะไรได้บ้าง เรื่องของการสร้าง ความปรองดองโดยความหมายคือการรอมชอมกัน การไกล่เกลี่ยกัน การประนีประนอม ยอมกันบ้าง เหมือนผัวเมียอยู่ในครอบครัวเดียวกันย่อมกระทบกระทั่งกัน ไม่พูดกัน ๒-๓ วัน และบางทีอาจจะลงไม้ลงมือกัน แต่เพื่อเห็นแก่ลูก และค่านิยม ค่าธรรมเนียมของเราก็คือ เมื่ออยู่ร่วมกันหากจะต้องแยกร้างกันออกไปสังคมก็จะตำหนิติฉินว่าทำไมไม่สามารถ จะปรับตัวยอม ๆ กันบ้าง แต่ว่าค่านิยมนี้อาจจะเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่ผมก็คิดว่าครอบครัว ของผมจะมีการกระทบกันบ้าง เล็กบ้างน้อยใหญ่ เราก็ยังครองรักครองเรือนอย่างอบอุ่น ท่านประธานครับ สังคมไทยก็เหมือนกัน เป็นครอบครัวใหญ่ เพลงรักกันไว้เถิดยังคงดัง กึกก้อง แต่ในช่วงเกือบ ๑๐ ปีมานี้ เพลงนี้แทบจะไร้ความหมายครับ มีการเปรียบเทียบไปถึง กรุงศรีอยุธยาเสียกรุงครั้งที่ ๒ เพราะคนไทยแตกซึ่งความสามัคคีด้วยกัน มันควรจะเป็นอนุสติ การขัดแย้งแตกแยกซึ่งความสามัคคี ไร้ซึ่งความปรองดองมีทุกหนทุกแห่งตั้งแต่ ในรัฐสภาแห่งนี้ เมื่อครั้งมีสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา แล้วก็ไล่ลงมาถึง สื่อสารมวลชน กลุ่มองค์กรภาคเอกชน ลงไปถึงประชาชนที่อยู่ในท้องถิ่นต่าง ๆ ทุกภูมิภาค ใครจะเป็นคนแก้ วันที่ ๒๑ วันที่ ๒๒ ๔ ส่วน ๔ ภาค ๔ องค์กรสำคัญส่งตัวแทนมาฝ่ายละ ๕ แล้วพูดคุยกัน ไม่รู้เรื่อง ในที่สุดทางกองทัพก็บอกว่าเมื่อพูดตกลงกันไม่ได้ว่าจะเลือกตั้งก่อนปฏิรูป หรือจะปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ถ้าเป็นเช่นนั้นถ้าปล่อยออกไปก็คงจะต้องมีเรื่องพิพาทขัดแย้ง แล้วก็รุนแรงกันแน่ ระส่ำระสายนองเลือดกันอีกแน่ก็เลยยุติการพูดคุย แล้วขอเข้ามาจัดระเบียบ แล้วบังเอิญบุญเลิศ ช้างใหญ่ ได้เข้ามาร่วมเป็นพี่เป็นน้องกับสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๒๕๐ คน และร่วมกับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอีก ๓๖ คน ท่านประธานครับ เรื่องของความปรองดองผมขออนุญาตที่จะพูดดัง ๆ ว่าเราควรจะยึดหลักการทุกฝ่ายให้อภัยกัน สิ่งที่พูดกันในขณะนี้ที่เรากำลังจะเดินหน้าปฏิรูป แล้วให้พี่น้องประชาชนทุกหมู่เหล่า มาร่วมกระบวนการกับเรา เพื่อสร้างชาติไม่ควรไปพูดถึงอดีตมากจนเกินไป ไม่มีใครผิดใครถูก ไปทุกเรื่องเถียงกันไม่รู้จักจบ แล้วเถียงไปไม่มีความหวังให้กับประชาชนว่าข้อขัดแย้งนั้น เราจะก้าวให้มันผ่านพ้นแล้วเดินหน้าไปพร้อม ๆ กันจะทำอย่างไร ผมก็ขอเสนอว่าสภาปฏิรูป แห่งชาติ และมีคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเข้ามาร่วมด้วย เรามาปรึกษากันว่า เราจะทำอย่างไร ในการที่จะศึกษา รับฟังทุกฝ่ายหาทางออก ในอดีต ๘๐ กว่าปีมีทั้ง การนิรโทษกรรมไม่รู้กี่สิบครั้ง มีการอภัยโทษ มีการล้างมลทิน เรื่องใหญ่ที่พิฆาตเข่นฆ่ากัน ไม่รู้กี่สิบปี ระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ต่างฝ่ายต่างถือว่า ผู้เสียสละ เสียชีวิตเป็นวีรชน เราก็ยังนิรโทษกรรมอภัยกันมาร่วมพัฒนาชาติไทยมาแล้ว คณะราษฎรยึดอำนาจ ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๗ ก็ยังทรงให้อภัยคณะราษฎร ทั้ง ๆ ที่เปลี่ยนแปลง การปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตย ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่อย่างมาก น้ำพระทัยของพระองค์นั้นยิ่งใหญ่มหาศาลเหลือเกินครับ เหตุการณ์เดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๓๕ ตายกันที่ถนนราชดำเนิน กระสุนออกมาจากปากกระบอกปืนของใครฝ่ายไหน ย่อมรู้กันรู้ ในที่สุดก็มีการออกพระราชกำหนดนิรโทษกรรมกันให้ ผมไม่เห็นว่าจะมีประชาชน ที่เสียสละชีวิตญาติพี่น้องมาแสดงปฏิกิริยาความไม่พอใจการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ทั้ง ๆ ที่ประชาชนถือว่าไม่ได้มีความผิดเราก็อยู่กันมาได้ ในท้ายนี้ครับท่านประธาน ผมกราบเรียนย้ำว่าขอความกรุณาท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ อาจารย์ ดอกเตอร์เทียนฉาย กีระนันทน์ ที่เป็นผู้นำของเราได้กรุณานำทีมระดมความคิดสติปัญญาของพวกเราว่า เราจะทำงานเพื่อสร้างความปรองดองขึ้นมาได้ในภาวะเร่งด่วนอย่างไร เปลวเทียน แห่งการปรองดองจะต้องถูกจุดขึ้นและให้แสงสว่างโดยไม่ชักช้า บางทีข้อเสนอของเรา และการดำเนินการที่ดี จะนำไปสู่แสงสว่างให้คนไทยรักกันได้ และ คสช. ครม. อาจจะต้อง เข้ามาช่วยกันจุดไฟแสงสว่างนำทีมไปด้วย เพราะว่ามีอำนาจอยู่แล้วที่บัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ สุดท้ายสภาปฏิรูปแห่งชาติภายใต้การนำของอาจารย์เทียนฉาย อาจารย์เนาวรัตน์บอกว่าเผาตัวเองเพื่อเปล่งแสง เราจะต้องเสียสละ แม้ว่าจะมีบางฝ่าย บางส่วนวิพากษ์วิจารณ์ หรือแม้แต่ในสภาปฏิรูปแห่งชาติของเราแห่งนี้ เราต้องยอมเพื่อที่จะ เปล่งแสงเฉิดฉายออกไป และผู้ที่เป็นผู้นำทำงานนี้สำเร็จ ผมขอกราบจากดวงใจอย่างแท้จริง และผมพร้อมที่จะให้การสนับสนุนว่าบุคคลที่เสียสละ นำพาชาติให้เข้าสู่ความรักความสามัคคีกันอีกครั้งหนึ่งให้ได้นั้น คือรัฐบุรุษแห่งสยามประเทศ เราต้องทำให้ได้ ถ้าทำไม่ได้ การปฏิรูปประเทศภายใต้รัฐธรรมนูญของเราและออกกฎหมาย มารองรับจะไปไม่ถึงฝั่งแห่งความฝัน วิสัยทัศน์ที่เราวางไว้ว่าเราจะเป็นหนึ่งในสุวรรณภูมิ ในแหลมทอง ในประชาคมอาเซียน จะเป็นแค่เพียงความฝัน ขอบพระคุณครับ