สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๗

นิมิต สิทธิไตรย์ หารือเรื่องการปฏิรูปทางการเมือง โดยเน้นย้ำว่ากระบวนการนี้ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ง่าย แต่เป็นกระบวนการที่ต้องมีการคิดค้นและหาวิธีแก้ไขที่เหมาะสม เพื่อให้ประเทศไทยมีการเลือกตั้งที่ยุติธรรมและไม่มีการใช้ทุนในการเลือกตั้ง

นายนิมิต สิทธิไตรย์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นิมิต สิทธิไตรย์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๑๑๔ อุบลราชธานีครับ จากวันนี้ทั้งวันได้ฟังข้อมูล ค่อนข้างที่จะหนักไปทางด้านของเนื้อหาอยู่แค่กรอบเดียว แต่เป็นกรอบที่น่าสนใจ และเป็นกรอบที่ประชาชนสนใจเป็นอย่างมาก แต่ก็อยากที่จะทำให้บรรยากาศนี่เข้าใจ ตรงกันว่า ข้อเสนอที่เสนอไม่ว่าจะเป็นเสียงข้างมากจากกรรมาธิการด้านทางการเมืองของ สปช. หรือเสียงข้างน้อยที่มีการอภิปรายวันนี้ค่อนข้างมาก ก็ไม่ได้หมายความว่าวันนี้จะเป็น วันชี้ขาดว่ารูปแบบของการได้มาซึ่งผู้นำทางการเมืองนั้นจะออกมาเป็นแบบใด เพียงแต่ว่า เป็นกระบวนการที่เรานำเสนอ ซึ่งคำเสนอนั้นก็จะเป็นคำเสนอที่เป็นไปด้วยหลักการ และเหตุผล ในส่วนของผมมองอย่างนี้ครับ ว่าในกระบวนการปฏิรูปนั้นไม่อาจทำให้ การปฏิรูปนั้นเป็นวิน วิน (Win win) ได้จะต้องมีส่วนใดส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบไม่มากก็น้อย จากผลของการปฏิรูป ผมเชื่อว่าหมวดที่เรากำลังคิดอยู่ทุกวันนี้ไม่ใช่หมวดของ การออกแบบกฎหมาย แต่เป็นการเสนอข้อคิด แนวคิด ที่จริงแล้วข้อคิดในการปฏิรูป ทางการเมืองนั้นถ้าจะมองใช่ว่าจะมีแค่หัวข้อเรื่องการเลือกตั้ง แต่เป็นหัวข้อที่มีอยู่ในเอกสาร แล้วก็อยู่ในรูปเล่มจำนวนเกือบ ๔๐๐ กว่าหน้า ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่กรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญจะต้องไปมองภาพบ้านหลังนี้ทั้งหลังนะครับ บ้านหลังนี้ได้ออกแบบมา ภายใต้กลไก ๑๘ ด้าน ไม่ว่าจะทำการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งก็กระทบไปส่วนใดส่วนหนึ่ง ในโครงสร้างของ ๑๘ ด้านตลอดเวลา ประเด็นที่พูดมาตั้งแต่บ่ายจนถึงปัจจุบันนี้ก็เป็นที่ชี้ชัดว่า ภายใต้กรอบที่เป็นการยอมรับและเป็นการนำเสนอของคนที่น่าเชื่อถือว่ากระบวนเลือกตั้ง ของเรานั้นมีทุนเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง เราต้องแก้ปัญหาให้ถูกจุด รูปแบบเป็นเพียงวิธี แต่หลักการนั้นคือเราต้องแก้ให้ได้ว่าการเลือกตั้งของประเทศไทยนั้นอยู่ในวังวนการใช้ทุน และการใช้ทุนที่หนักขึ้นตลอดเวลา เพราะฉะนั้นรูปแบบที่แท้จริงของเรื่องนี้ก็คือการคิดค้น หาวิธีที่จะทำให้ระบบทุนนั้นเข้ามาครอบงำในระบบของการเลือกตั้งเรายากลำบากมากขึ้น ต้องยอมรับว่าไม่อาจทำให้กระบวนการทุนนั้นมาแทรกแซงการเลือกตั้งนั้นหมดไป แต่ต้องทำ ให้ลำบากขึ้น ทำให้ยากขึ้น ด้วยวิธีการที่ต้องคิดค้นต่อไป ผมอยากจะย้ำวันนี้ไม่ใช่วันที่จะมา ลงมติกันว่าจะเอาแบบเดิมหรือเอาแบบที่ทางกรรมาธิการด้านการเมืองนั้นเสนอ อาจจะมี แบบที่ ๓ แบบที่ ๔ แบบที่ ๕ จนกว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญโน่นแหละครับ ถึงจะถือว่าเป็น สุดท้ายของกระบวนการคิด ผมไม่อยากให้พี่น้องที่นั่งฟังอยู่ทางบ้านมีความรู้สึกว่ามันตีบตัน มันหมดหนทาง มันแก้ไม่ได้แล้วสำหรับประเทศไทย ผมเชื่อว่าจากมันสมอง ๒ มือของพวกเรา ที่ช่วยกันทำ ระยะต้นเราทำงานเป็นส่วน ๆ จากนี้ไปเห็นชัดว่ามันต้องทำงานเป็นทีมแล้วละ สิ่งที่ท่านพูดวันนี้ สิ่งที่เราพูดวันนี้อาจจะพูดอีกหลายครั้งจนพบจุดที่เป็นที่พอดีพอเหมาะ ที่จะทำให้การเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทยนั้นมันขับเคลื่อน ต้องยอมรับว่ากระบวนการปฏิรูปนั้น การเมืองเป็นแค่ส่วนหนึ่ง ไม่ใช่เป็นส่วนทั้งหมด เพราะฉะนั้นถ้าจะคิดว่าประเทศไทย หมดหนทางนั้นผมเชื่อว่ายังครับยัง อันนี้แค่เป็นก้าวแรกของความคิด ซึ่งเอามาแชร์ (Share) กัน แล้วเอามาถกกันแล้ว มันไม่ผ่านก็คือไม่ผ่านครับ แต่ความหมายว่าไม่ผ่านแล้วจะกลับไปอันเดิมหรือไม่นั้นคงไม่ใช่ มันคงต้องมีวิธีคิด อีกมากมายที่เราต้องคิดช่วยกัน การเลือกตั้งอาจจะคิดเล่น ๆ เป็นเชิงของเหมือนกับเรา ติดตลกในวงสภากาแฟ อาจจะเลือกทุกปีก็ได้ เลือก ส.ส. ทุกปีครับ รัฐมนตรีทุกครั้ง เลือก ส.ส. เสร็จก็เลือกรัฐมนตรีใหม่ นายกรัฐมนตรีจะเอาแบบไหนมันก็ยังมีวิธีคิด อีกมากมาย เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าระบบที่คุยกันมา ผมกลับไปบ้านผมที่จังหวัดอุบลราชธานี มีคำถามว่าเลือกแบบเยอรมันเป็นอย่างไรอธิบายสิ ผมยังไม่พูดครับ เหตุที่ไม่พูดเพราะว่า มันยังไม่เป็นสุดท้าย เราต้องคุยกันจนสุดท้ายแล้วค่อยออกมาพูดว่าเอาอย่างนี้ดีไหม กรรมาธิการการมีส่วนร่วมของสภาปฏิรูปแห่งชาติได้แจกแจงจนเป็นอนุกรรมาธิการประจำ จังหวัด ถ้าจะดูตัวเลข ๗๗ จังหวัด อนุกรรมาธิการคณะละ ๑๕ ก็เป็นประมาณเกือบ ๑,๒๐๐ กว่าท่าน กระบวนการที่เราทำในการที่จะไปรับฟังนั้นมีประมาณรวมกันแล้ว ๗๗ จังหวัดก็ร่วมแสน มันยังมีความคิดที่จะต้องหลั่งไหลมาจากพี่น้องประชาชนอีกเป็นแสน เป็นล้าน ผมเชื่อว่าคนไทยทั้ง ๖๔ ล้านคนไม่จนแต้มที่จะคิดค้นหาวิธีทำให้ประเทศไทยนี้รอด โอกาสนี้เป็นโอกาสทองครับ ผมเชื่อว่าที่ท่านอาจารย์บวรศักดิ์พูดเมื่อวันแรกจนถึงวานนี้ และจะพูดเย็นนี้อีกครั้งหนึ่ง ผมเชื่อว่าในใจท่านมีคำตอบบางส่วนที่จะต้องทดสอบว่ามันถูก หรือไม่ ซึ่งคนที่ทดสอบไม่ใช่พวกผม ๒๕๐ คน ผมแค่เป็นไปรษณีย์ที่จะนำส่งไปสู่ ๖๔ ล้านคน ว่าสิ่งที่คิดนี่พี่น้องประเทศไทย ประชาชนคนไทยรับรู้ รับทราบ และยอมรับได้ไหม ถ้ายอมรับได้แบบใดแบบหนึ่งแล้วเขามีส่วนร่วมผมคิดว่านั่นคือคำตอบสุดท้าย ไม่ใช่คำตอบ ของพวกเราคือคำตอบสุดท้าย แต่คำตอบอยู่ที่ประชาชนคือคำตอบสุดท้าย เพราะว่าเราแปล ตัวเรานี่ สปช. คือเสียงประชาชน เราจะรี เวิร์ส (Reverse) กลับในส่วนที่ว่านำคำตอบจาก ประชาชนเข้าสู่สภา หรือเอาโจทย์จากสภากลับไปสู่ประชาชนเพื่อหาคำตอบ ผมเชื่อว่า เวทีอย่างนี้นะครับนั่นจะเป็นมิติใหม่ในการปฏิรูป เราจะไม่ยืนคนละฝั่ง ไม่เหมือนท่าน อยู่ตึกชั้น ๓ เราอยู่ตึกชั้น ๔ หรืออยู่ชั้นล่าง แต่เราจะขออนุญาตเป็นชั้นล่างและให้ท่านอยู่ ชั้น ๒ แต่มันต่อเชื่อมด้วยลิฟต์และบันได ท่านจะต้องลงมา ผมจะต้องขึ้นไป อีกหลายครั้ง กว่าที่เราจะทำสำเร็จในกระบวนการเกี่ยวกับการเมือง การเมืองนี่เป็นเรื่องที่เรียกว่า ถ้าได้เปิดเวทีเมื่อไรประชาชนสนใจเมื่อนั้น ทำอย่างไรให้ประชาชนสนใจแล้วมาคิด กับเราด้วย เราคงไม่คิดกับ๓๖ คน กับ ๒๕๐ คนคือข้อสรุป แต่เราจะคิดภายใต้กรอบ ที่เปิดกว้างไปเรื่อย ๆ จนมีความคิดที่เขายอมรับแล้วก็มีส่วนร่วม เพราะฉะนั้นวันนี้ผมเชื่อว่า พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราชัดเจนครับ เราไม่อาจทำให้สังคม ทั้งสังคมมีคนดีทั้งหมดได้ แต่เราก็ต้องส่งเสริมคนดีให้มีโอกาสเพื่อที่จะทำให้บ้านเมืองนี้ เดินหน้าไปให้ได้ การที่มีคนดีเข้ามาร่วมกับเรามากขึ้นเท่าไรก็เท่ากับเรามีทางออกมากเท่านั้น ผมจึงเชื่อและเชื่อมือว่า ๓๖ ท่านโดยการนำของท่านอาจารย์บวรศักดิ์อาจจะพูดแล้วขาดไป นิดหนึ่งครับ เนื่องจากอาจจะหมดแรงไปแล้วพูดนานไปนิดหนึ่ง มีความสามารถที่จะนำพา แต่ขออย่างเดียวว่าอยากให้มีเวทีแบบนี้บ่อย ๆ นะครับ ท่านมานั่งแล้วผมมาพูดแล้วท่าน จะได้รับสิ่งดี ๆ จากพวกเราชาว สปช. ครบถ้วนครับ ขอบคุณครับ