สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๗

คำนูณ สิทธิสมาน พูดถึงการเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยและระบบรัฐสภา โดยเน้นย้ำว่าระบบรัฐสภาของประเทศไทยมีปัญหาในอดีตที่เกิดเป็นเผด็จการรัฐสภาหรือเผด็จการของพรรคการเมืองนายทุน และเสนอให้ขจัดลักษณะนี้ออกไปในระบบรัฐสภาใหม่ คำนูณ สิทธิสมาน หารือเรื่องรากฐานของวิกฤติ และการออกแบบโครงสร้างของระบบการเมืองของสังคมไทยให้พลังอำนาจทุกส่วนที่เคยมีส่วนผลักดันสังคมไทยให้ก้าวหน้า นอกจากนี้ยังพูดถึงการเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยและระบบรัฐสภา โดยเน้นย้ำว่าระบบรัฐสภาของประเทศไทยมีปัญหาในอดีตที่เกิดเป็นเผด็จการรัฐสภาหรือเผด็จการของพรรคการเมืองนายทุน และเสนอให้ขจัดลักษณะนี้ออกไปในระบบรัฐสภาใหม่

นายคำนูณ สิทธิสมาน กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูป แห่งชาติที่เคารพครับ กระผม คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติแห่งชาติ ในฐานะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ความจริงตลอดเวลาช่วงบ่ายที่ได้รับฟังข้อเสนอของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติมานี้นะครับ ผมว่าเราพุ่งประเด็นอยู่ที่ การพูดแต่เรื่องจะเลือกคณะรัฐมนตรีโดยตรงจากประชาชนหรือไม่นะครับ ในขณะที่มีข้อเสนอที่ดี ๆ แล้วก็เป็นนวัตกรรมใหม่ และในการหารือกันที่ยังไม่ได้มีการตัดสินใด ๆ ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็พบว่ามีความคิดเห็นตรงกันหลายประการ ที่อยากจะให้เพื่อนสมาชิกได้ช่วยอภิปรายสนับสนุนหรือตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมด้วย

ในประเด็นสำคัญที่สุดที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้มีการหารือ แล้วก็เห็นใกล้เคียงกันก็คือ ประเด็นของรัฐบาลรักษาการในช่วงที่มีการยุบสภาก่อนจะมีการ เลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ ไม่ว่าจะเหตุเกิดเพราะยุบสภาหรือว่าเพราะอายุของสภาผู้แทนราษฎร ครบวาระก็ตามนะครับ ซึ่งก็เป็นปัญหาที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงต้นปีที่ผ่านมานี้เองนะครับ ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองก็ได้เสนอรูปแบบที่จะให้ข้าราชการประจำคือ ปลัดกระทรวงเลือกกันขึ้นมาทำหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ เป็นรัฐมนตรีรักษาการ ในประเด็นนี้ก็ตรงกับที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้มีการหารือกันในเบื้องต้นนะครับ

นอกจากนั้นในประเด็นจำนวน ส.ส. จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ลงมา ที่ตัวเลข ๓๕๐ คนนั้น แม้ว่าในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะยังคงไม่ได้ข้อสรุป และมีการหารือกันอยู่ในหลายตัวเลข แต่ว่าตัวเลข ๓๕๐ คนนี่ก็เป็นตัวเลขที่ตรงกัน กับที่คณะอนุกรรมาธิการสารัตถะชุดที่มีท่านอาจารย์สุจิต บุญบงการ เป็นผู้เสนอ ให้ความเห็นมานะครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องตรงกัน

นอกจากนั้นข้อเสนอให้มีคณะกรรมการอิสระว่าด้วยการประเมินแห่งชาติ หรือชื่อทำนองนี้ที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองเสนอมา ซึ่งจะเป็นผู้ทำหน้าที่ ในด้านข้าราชการประจำนี่นะครับ ก็เป็นนวัตกรรมใหม่ แล้วก็เป็นสิ่งที่คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้พิจารณากัน และประกอบกับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ การออกแบบโครงสร้างของรัฐธรรมนูญเราก็ได้ให้ความสำคัญในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง รัฐบาลกับข้าราชการประจำด้วย ทั้ง ๓ ประเด็นนี้เป็นอย่างน้อยนี่นะครับ ที่เรามีความเห็นด้วย แล้วก็ชื่นชมคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองอย่างยิ่ง และจะนำเอาทั้ง ๓ ข้อเสนอนี้ ไปประยุกต์แล้วก็หารือกันในกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต่อไป อย่างไรก็ดีนะครับ มีข้อเสนอของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นประเด็นที่ทั้งอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง ในสภาแห่งนี้ แล้วก็เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันในหมู่ประชาชนทั่วไป ก็คือข้อเสนอเกี่ยวกับ การจัดโครงสร้างขององค์กรทางการเมืองระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ โดยคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองเสนอให้มีการเลือกคณะรัฐมนตรีโดยตรง ในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเองก็ได้มีการหารือและสนทนาธรรมในเบื้องต้น เกี่ยวกับประเด็นนี้ มีกรรมาธิการบางท่านก็สนับสนุนแนวความคิดนี้ แต่ว่าคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นยังไม่ได้ตัดสินใจแต่ประการใด แต่หลังจากได้รับฟังเนื้อหา แล้วก็โดยเฉพาะเพาเวอร์พอยต์ปึกนี้ที่เพิ่งได้รับเช้านี้นี่นะครับ ก็ทำให้กระผมขออนุญาต ตั้งข้อสังเกต ๓-๔ ประการ ที่จะต้องคิดกันให้ดีนะครับ

ประการแรก ก็คือดูเหมือนว่าเหตุผลหลักที่จับใจความได้ของคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการเมืองที่เสนอให้มีการเลือกตั้ง ย้ำนะครับ เลือกตั้งคณะรัฐมนตรีโดยตรง ก็คือหวังว่า จะขจัดการใช้เงินในการเข้าสู่อำนาจทางการเมือง หรือถ้าพูดภาษาชาวบ้านก็คือจะเป็นการ แก้ไขหรือลดปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียง ทั้งนี้ก็จะปรากฏอยู่ในเอกสารข้อหลักการและเหตุผลในข้อ ๓.๓ ในเอกสารเล่มโต แล้วก็อยู่ ในแผ่นเพาเวอร์พอยต์หน้า ๓ ที่เป็นแผนภูมินะครับ โดยกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองนั้นเท่าที่ รับฟังดูท่านเชื่อว่าการใช้เขตเลือกตั้งขนาดใหญ่ คือใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้งในการเลือกตั้ง คณะรัฐมนตรีโดยตรง ประกอบกับการเปิดเผยรายชื่อทั้งว่าที่นายกรัฐมนตรีและ ว่าที่คณะรัฐมนตรี และที่สำคัญที่ถือว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ ก็คือว่าท่านได้เสนอโครงสร้าง ฐานะทางเศรษฐกิจของประชากรที่เปลี่ยนไปและที่จะเปลี่ยนไปในอนาคตที่จะมีประชากร ในเขตเทศบาลมากขึ้น หรือว่าตามแผนภูมิในแผนภูมิหน้า ๓ ในเพาเวอร์พอยต์ก็คือจะมี ชนชั้นกลางมากขึ้น แล้วประกอบกับคำให้สัมภาษณ์ของท่านประธานกรรมาธิการปฏิรูป การเมืองดูเหมือนท่านจะเชื่อว่าถ้าเผื่อมีการใช้เขตเลือกตั้งขนาดใหญ่ แล้วให้ประชาชน ได้รับทราบว่าคนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่จะมาเป็นคณะรัฐมนตรีนั้นมีประวัติ ความเป็นมาอย่างไร โครงสร้างของประชากรที่จะมีชนชั้นกลางมากขึ้นนั้นจะทำให้ การเลือกตั้งคณะรัฐมนตรีสามารถได้คนดีมีความรู้มีความสามารถเข้ามาบริหารประเทศ และจะทำให้การซื้อสิทธิขายเสียงนั้นน้อยลงไป เพราะว่าการใช้เงินในการเลือกตั้งที่มี เขตเลือกตั้งใหญ่ระดับประเทศนั้นน่าจะทำได้ยากขึ้น แล้วประกอบกับสภาพของสังคมที่จะมี ชนชั้นกลางมากขึ้น อันนี้เท่าที่จับใจความได้นะครับ นอกจากนั้นเมื่อบวกกับนวัตกรรม ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ท่านออกแบบมาเป็นเขต เขตที่มากกว่า ๑ เขต ๑ คน เป็นเขต ๓ คน แต่ให้ประชาชนเลือกได้คนเดียวท่านก็น่าจะเชื่อว่าน่าจะทำให้ การซื้อสิทธิขายเสียงน้อยลง อันนี้เป็นประเด็นที่ดูเหมือนว่าจะเป็นประเด็นใหญ่ที่สุด และสำคัญที่สุด เพราะว่าทุกคนก็รู้ว่าการใช้เงินในการเข้าสู่อำนาจทางการเมืองเป็นต้นเหตุ ของความเลวร้ายและวิกฤติทุกอย่าง แต่อย่างไรก็ตามหลังจากฟังมาทั้งหมดทั้งในห้องประชุมนี้ แล้วก็จากเอกสารต่าง ๆ แล้วกระผมยังไม่มีความมั่นใจว่าจะมีหลักประกันอะไรที่ถ้าเผื่อเรา เปลี่ยนมาเป็นระบบเลือกตั้งคณะรัฐมนตรีโดยตรงแล้วจะทำให้การใช้เงินในการเข้าสู่อำนาจ ทางการเมืองลดน้อยลง และที่สำคัญก็คือว่าแนวความคิดนี้ยังคงมีจุดอ่อนที่สำคัญที่สุด อยู่ประการหนึ่งก็คือการเลือกตั้งคณะรัฐมนตรีโดยตรงกับการเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร อย่างน้อยที่สุดในครั้งแรกนั้นจะกระทำในวันเดียวกันพร้อมกัน ในการเลือกตั้งครั้งเดียวกันนะครับ จุดอ่อนนี้ก็คือว่าจากประสบการณ์ในการเลือกตั้ง ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อกับ ส.ส. ระบบเขตเดียวคนเดียวนั้น มันจะมีการใช้เงินอย่างเป็นระบบ ผ่าน ส.ส. ระบบเขตเดียวคนเดียวเพื่อให้เลือก ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อด้วยดังที่ท่านสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติหลายท่านได้อภิปรายไปนะครับ ที่สำคัญที่สุดก็คือว่าการออกแบบ ให้มีเขตเลือกตั้งใหญ่ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้งนั้น ประเทศไทยเราทำมาแล้ว โดยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ในการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อ ในครั้งนั้นคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญก็เชื่อว่าการเลือกตั้งเขตใหญ่ในระดับประเทศ เป็นเขตเลือกตั้งนั้นจะทำให้การใช้เงินไม่ได้ผล เพราะว่าเขตใหญ่คนที่จะทุ่มเทเงินทองก็ต้อง ทุ่มเทกันทั้งประเทศ แล้วเชื่อว่าไม่น่าจะทำได้สำเร็จ ในเรื่องนี้ผมเองไม่มีประสบการณ์ โดยตรง แต่เท่าที่เห็นมาพบว่าก็ไม่สามารถจะป้องกันได้ ท่านประธานกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบันที่นั่งอยู่ในที่นี้ ท่านเคยเป็นเลขานุการคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ท่านได้ปรารภไว้ ในการประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบันไม่ต่ำกว่า ๒-๓ ครั้งว่าท่านคิดผิด มาแล้ว ท่านเคยเชื่อว่าการใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้งจะไม่มีการซื้อเสียง หรือซื้อเสียง น้อยลง แต่ปรากฏว่าผลที่เกิดขึ้นตรงกันข้ามกลับซื้อมากขึ้น ซื้อเป็นระบบมากขึ้นนะครับ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่พวกเรากรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ยังมีความสงสัยอยู่ว่า ถ้าแล้วเราหันกลับมาใช้นวัตกรรมการเลือกตั้งคณะรัฐมนตรีไปพร้อม ๆ กับการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรภายในวันเดียวกันในการเลือกตั้งครั้งเดียวกันแล้ว มันจะมีผล อะไรที่จะแตกต่างไปจากการเลือกตั้ง ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อและการเลือกตั้ง ส.ส. เขตแบบของเดิมนะครับ ในประเด็นนี้ได้มีการหารือกัน ผู้ที่มีแนวความคิดต้องการ สนับสนุนการเลือกตั้งคณะรัฐมนตรีโดยตรงหลายท่านก็ได้บอกว่า ถ้าอย่างนั้นเราออกแบบใหม่ ให้การเลือกตั้ง ส.ส. กับการเลือกตั้งคณะรัฐมนตรีมีวาระที่เหลื่อมกัน อย่างไรก็ตามกระผม ยังไม่ได้เห็นในข้อเสนอนี้นะครับ และไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามในการเลือกตั้งครั้งแรก หลังรัฐธรรมนูญนี้มีผลใช้บังคับ ถ้าเราออกแบบให้มีการเลือกตั้งคณะรัฐมนตรีโดยตรง อย่างไรเสียก็จะต้องเลือกในวันเดียวกับการเลือก ส.ส. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุดแรกแน่นอน นี่เป็นข้อสังเกตในประการที่ ๑ ว่าเรายังไม่มีหลักประกันที่จะสร้าง ความมั่นใจได้ว่าการเลือกตั้งคณะรัฐมนตรีโดยตรง จะทำให้การใช้เงินในการเข้าสู่อำนาจ ทางการเมืองลดน้อยลงนะครับ

ประการที่ ๒ ครับ ก็คือเหตุผลที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองเสนอมา ในหลักการและเหตุผลข้อ ๓.๑ ก็คือการประยุกต์เอาหลักการแบ่งแยกอำนาจมาใช้ ขออนุญาตกราบเรียนว่าการนำหลักการแบ่งแยกอำนาจมาใช้ในประเทศไทยนั้น เคยทำมาแล้วในสมัยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๑ ก็ไม่ประสบความสำเร็จนะครับ และโดยเฉพาะ อย่างยิ่งในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นะครับ มีรากฐานความคิดประยุกต์เอาความสำเร็จของ ระบบที่เรียกว่าระบบกึ่งรัฐสภาหรือระบบกึ่งประธานาธิบดีที่เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ มาประยุกต์ใช้ โดยปรับเสมือนให้มีการเลือกคณะรัฐมนตรีผ่านนวัตกรรมในการเลือก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระบบบัญชีรายชื่อ พูดง่าย ๆ พี่น้องประชาชนก็จะมี ความเข้าใจว่า ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อนั้นก็คือคนที่จะมาเป็นรัฐมนตรี เบอร์ ๑ ของ ส.ส. บัญชีรายชื่อของพรรคใดก็คือว่าที่นายกรัฐมนตรีของพรรคนั้น อันนี้เป็นสิ่งที่ประยุกต์ นำมาใช้แล้วในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เช่นเดียวกันกับการแบ่งแยกอำนาจครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๑ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ได้มีบทบัญญัติ ห้ามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นรัฐมนตรีในขณะเดียวกัน เมื่อไปเป็นรัฐมนตรีแล้วก็ต้อง พ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และถ้าถูกปรับพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีแล้ว ก็ไม่สามารถกลับมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้อีกนะครับ นอกจากนั้นยังมีมาตรการ คุ้มครองนายกรัฐมนตรีเป็นพิเศษเหนือกว่ารัฐมนตรีท่านอื่น จะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต้องใช้เสียงมากกว่าคณะรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีท่านอื่นนะครับ อันนี้ก็ทำให้ระบบที่ใช้ใน ปี ๒๕๔๐ ตามรัฐธรรมนูญฉบับนั้นในทางวิชาการก็ยังคงเรียกว่าระบบรัฐสภา แต่ใช้คำว่า เป็นระบบรัฐสภาที่มีสทรอง ไพรม์ มินิสเตอร์ (Strong prime minister) สิ่งที่เกิดขึ้น ข้อดีคืออะไรครับ ข้อดีก็คือเราได้รัฐบาลที่ครบเทอมเป็นครั้งแรกในปี ๒๕๔๔-๒๕๔๘ แต่ในขณะเดียวกันก็มีผลข้างเคียง หรือผลกระทบที่เกิดขึ้นก็คือเกิดสภาวะที่รัฐบาล มีความเข้มแข็งมากนะครับ ซึ่งเมื่อไปบวกเข้ากับการคงมาตรการบังคับให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องสังกัดพรรค แล้วก็มาตรการอื่น ๆ แล้ว ก็ทำให้สภาพความเป็นจริงก็คือรัฐบาลนอกจากจะสามารถ ครอบงำสภาผู้แทนราษฎรได้อย่างเด็ดขาดแล้ว ยังแผ่อำนาจเข้ามาครอบงำวุฒิสภาและ องค์กรอิสระในเวลาต่อมา ผลปรากฏชัดในการเลือกองค์กรอิสระในชุดที่ ๒ ไม่ว่าจะเป็น กกต. ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. นะครับ ซึ่งก็ปรากฏว่าได้มีนักวิชาการหลายท่านนั้นได้เขียน หนังสือเอาไว้ว่ารัฐธรรมนูญตายแล้ว ก็คือช่องว่างช่องโหว่จากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น ก็ได้เกิดสภาวะที่ทำให้รัฐบาลมีความเข้มแข็งมาก แล้วก็เชื่อว่าน่าจะเป็นหนึ่งในรากฐาน ที่นำมาสู่วิกฤติที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ ปี ๒๕๔๘ เป็นต้นมา ซึ่งก็อาจจะมีลักษณะพิเศษ ที่หัวหน้าฝ่ายบริหาร หรือหัวหน้าพรรคการเมืองที่ครองเสียงข้างมากในขณะนั้นก็เป็นหัวหน้า ของกลุ่มทุนที่มั่งคั่งที่สุดหลังจากวิกฤติทางเศรษฐกิจปี ๒๕๔๐ ในที่สุดก็เกิดการกินรวบ ทั้งระบบการเมืองและระบบเศรษฐกิจ จนในที่สุดก็มีผู้ให้สมญานามกันไปในหลายรูปแบบ ผมคงไม่จำเป็นที่จะต้องพูดอีกครั้งหนึ่ง และผู้ที่ให้สมญานามระบบต่าง ๆ นั้นที่ผม ไม่จำเป็นต้องพูดนั้นก็ไม่ใช่คนที่ลุกขึ้นมาต่อสู้คัดค้านรัฐบาลในขณะนั้นแต่ประการใด สรุปได้ว่าการกินรวบระบบการเมืองและระบบเศรษฐกิจ ก็คือหนึ่งในรากฐานของวิกฤติ การเมืองที่ก่อขึ้นมาจนบัดนี้ร่วม ๑๐ ปี ในขณะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ แม้ว่าจะยังไม่มี การเลือกตั้งคณะรัฐมนตรีโดยตรง แต่เราก็จะได้ยินเสียงที่พูดว่า พวกเราได้รับเลือกตั้งมาจาก ประชาชนทั่วประเทศ เราได้ยินคำกล่าวอ้างอิงถึงตัวเลขป๊อบพูลาร์ โหวต (Popular vote) ๑๙ ล้านเสียงบ้าง ๑๕ ล้านเสียงบ้าง ท่านประธานครับ ถ้าเผื่อเรามีการเลือกคณะรัฐมนตรี โดยตรงนั้น และตามระบบที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองเสนอมา คือต้องชนะด้วยเสียง เด็ดขาดเกินกึ่งหนึ่ง นั่นก็หมายถึงว่าคณะรัฐมนตรีที่จะได้ปกครองประเทศนั้นจะต้องได้รับ เลือกด้วยคะแนนเสียงไม่ต่ำกว่า ๒๐ ล้านเสียง สิ่งที่เราจะได้ยินก็คงจะเป็นว่า มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนทั้งประเทศ มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจาก ประชาชน ๒๐ ล้านเสียง แน่นอนครับ ถ้าเราได้คณะรัฐมนตรีที่ดี คณะรัฐมนตรีที่ไม่ได้ใช้เงิน ในการเข้าสู่อำนาจเหมือนดังที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองคาดหวังไว้ ก็จะเป็นรัฐบาล ที่มีความมั่นคงอย่างยิ่ง แต่ถ้าเกิดการตรงกันข้ามละครับอะไรจะเกิดขึ้น สงครามกลางเมือง มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ ท่านประธานที่เคารพครับ แนวความคิดเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง ที่จะนำมาใช้ในประเทศไทยนั้นไม่ใช่ของใหม่ครับ มีมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๒ แล้วก็ที่โด่งดังมาก ก็คือในปี ๒๕๑๖ ปี ๒๕๑๗ ช่วงที่มีการร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ และก็มีมาเรื่อย ๆ นะครับ แนวความคิดเลือกรัฐมนตรีโดยตรง เรืออากาศตรี ฉลาด วรฉัตร ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านเคยเสนอเช่นนี้มาแล้วในปี ๒๕๓๐ โดยเสนอเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๒๑ ต่อพรรคประชาธิปัตย์ที่ท่านสังกัดอยู่ในขณะนั้น เมื่อเสนอแล้ว ท่านก็ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ แต่แนวความคิดนี้ไม่ปรากฏว่าเป็นผลสำเร็จ เพราะหลายฝ่ายที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคม และเป็นนักวิชาการนั้นเห็นว่าไม่เหมาะสม กับสภาพสังคมไทยที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ทำหน้าที่ประมุขแห่งรัฐอยู่ กระผมขอย้ำว่า ที่พูดมานี้ไม่ได้หมายความว่าผู้เสนอแนวความคิดนี้ไม่ว่าในอดีตหรือปัจจุบันนั้นจะมีความคิด มิบังควรแต่ประการใด แต่ว่าในการออกแบบระบบการเมืองของประเทศนั้น เราจำเป็น ที่จะต้องรอบคอบ และเราจำเป็นที่จะต้องพิจารณาว่าจะต้องเป็นระบบการเมืองที่ใช้ไปอยู่ยาวนาน ไม่ได้คาดหวังว่าจะใช้ไปชั่วคราวแล้วก็มีการเปลี่ยนแปลง ท่านประธานครับ ประเทศไทยเรา เลือกรูปแบบการปกครองในระบบรัฐสภามา ๘๒ ปี ก็คือประชาชนเลือกผู้แทนราษฎร มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้แทนราษฎรทำหน้าที่เลือกนายกรัฐมนตรี แล้วทูลเกล้าฯ ให้พระมหากษัตริย์ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี เราเลือกระบบนี้มา ๘๒ ปีครับ โดยมีหลักสำคัญอยู่ที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ชาวไทย หรือในยุคต้นเขียนว่า มาจากปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล การเลือกระบบนี้ก็เพราะเชื่อว่า เหมาะสมกับประเทศไทย ที่สุดแล้วที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ แม้พระองค์จะทรงสละพระราชอำนาจเด็ดขาดอันมีอยู่แต่เดิมของพระองค์ แต่ด้วย พระเมตตาและพระคุณอันสูงสุดนั้นประชาชนก็ถวายพระราชอำนาจให้พระองค์ทรงใช้ ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ก่อให้เกิดเป็นหลักการปกครองเฉพาะของประเทศไทย ที่เรียกว่า ราชประชาสมาสัย กล่าวคือประชาชนเลือกตั้งผู้แทนราษฎรโดยตรง ผมใช้คำว่า เลือกตั้ง ครับ เพราะว่าคำนี้มีความหมายอย่างยิ่ง ก็คือประชาชนเลือกแล้วก็ตั้งเลยครับ เพราะฉะนั้นตลอดระยะเวลา ๘๒ ปีมา เสร็จสิ้นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อไร ไม่ว่ากระทรวงมหาดไทยจะจัดการเลือกตั้งหรือคณะกรรมการการเลือกตั้งจะประกาศผล การเลือกตั้ง ก็ถือว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสภานั้นได้ดำรงตำแหน่งเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเลย ไม่ต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอีก เพราะถือว่า ประชาชนเลือกตั้งมานะครับ และก็ถือเป็นตัวแทนของประชาชน แต่ตัวแทนของประชาชนนั้น ก็จะทำหน้าที่เลือกนายกรัฐมนตรี หรือถวายคำแนะนำแด่พระมหากษัตริย์ตามแต่ยุค ตามแต่ละสมัย เพื่อให้พระมหากษัตริย์ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ตามคำแนะนำนั้น ท่านประธานครับ กระผมยังคงเห็นว่านี่เป็นการออกแบบที่ลงตัวครับ แล้วก็สามารถอรรถาธิบายได้ตามทฤษฎีที่เรายึดถือกันมา หากเราเปลี่ยนมาเป็นการเลือกตั้ง คณะรัฐมนตรีโดยตรง ประเพณีปฏิบัติเหล่านี้อาจจะต้องเกิดคำถามขึ้นมา แล้วก็หลังจาก เกิดคำถามนั้นแล้วผมก็ยังไม่สามารถที่จะหาคำอรรถาธิบายในทางทฤษฎีได้นะครับ จริงอยู่ครับ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองก็ได้เสนอไว้ในเพาเวอร์พอยต์ ในแผ่นที่ ๗ บอกว่าทุกอย่าง ก็คงเป็นเหมือนเดิม ก็คือให้พระมหากษัตริย์ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ผู้นำสูงสุดในแต่ละฝ่าย แต่ว่าผมก็ยังไม่มีความชัดเจนครับว่ารูปแบบจะเป็นอย่างไร

ประการแรก จากเพาเวอร์พอยต์แผ่นนี้ผมไม่ทราบว่าจะมีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนเดียวหรือไม่ เพราะว่าใช้คำว่า การเข้าสู่อำนาจสูงสุด ของแต่ละฝ่ายต้องได้รับการโปรดเกล้าฯ แล้วคณะรัฐมนตรีที่ได้รับเลือกมา ๒๐ ล้านเสียง เท่ากับนายกรัฐมนตรีคนนั้นจะต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ด้วยหรือไม่ ถ้ามีก็เป็นเหมือนเดิม เพราะทุกวันนี้ทั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีก็มี พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนะครับ

ประการที่ ๒ คำถามประการที่ ๒ ก็คือว่า ถ้ามีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งทั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีแล้ว ทั้ง ๆ ที่เป็นการเลือกตั้งโดยตรง จากประชาชน ทำไมพระมหากษัตริย์จะต้องทรงแต่งตั้งซ้ำอีก และที่สำคัญก็คือว่า แล้วผู้แทนราษฎรอีกไม่ว่าจะมีจำนวนเท่าไรละครับ หลังจากได้รับเลือกตั้งมาแล้วเขาก็เป็น ผู้แทนราษฎรปกติเหมือนที่เคยปฏิบัติมา ๘๒ ปี หรือว่าจะต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอีก ถ้าไม่มีมันก็จะเกิดเป็นมาตรฐาน ๒ มาตรฐาน ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนมาเหมือนกัน แต่อาจจะคนละประเภท เขตเลือกตั้ง และทำคนละหน้าที่กันได้รับการปฏิบัติที่ไม่เหมือนกัน และที่สำคัญไปกว่านั้น ก็คือว่าจะมีการปรับคณะรัฐมนตรีหรือไม่ครับ หากมีนำระบบการเลือกคณะรัฐมนตรีโดยตรง มาใช้ ท่านประธานครับ อันนี้เป็นคำถามทั้งในเนื้อหาและในทางรูปแบบ ในทางเนื้อหา ก็คือว่าทุกคนในรายชื่อของคณะรัฐมนตรีที่ประชาชนเลือกมานี่นะครับ แม้ว่าจะระบุว่าคนนี้ จะเป็นนายกรัฐมนตรี คนนี้จะเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง คนนี้จะเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม เขาได้คะแนนเสียงมา ๒๐ ล้านเสียงบวกเท่ากันทุกคน และในกรณีปรับ คณะรัฐมนตรีนี้ไม่ใช่ในกรณีที่รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งทำผิดโดยชัดแจ้งนะครับ แต่โดยลักษณะ ที่ในทางการบริหารมันอาจเกิดขึ้นได้ว่ามันไปด้วยกันไม่ได้ ก่อนหน้านี้ที่จะสมัครรับเลือกตั้ง ไปด้วยกันได้ แต่พอมาบริหารแล้วนายกรัฐมนตรีอาจจะมีมุมมองที่แตกต่างจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเห็นว่าอาจจะไม่ควร เก็บภาษีนี้ แต่นายกรัฐมนตรีอาจจะเห็นว่าควรเก็บภาษีตัวนี้ แล้วทำอย่างไรครับ การอธิบาย ทางทฤษฎีที่ให้คนที่ได้รับเลือกมาด้วยคะแนนเสียง ๒๐ ล้านเสียงบวกเท่ากัน ปลดคนหนึ่ง พ้นจากตำแหน่งคณะรัฐมนตรี เหตุผลในการอธิบายทางทฤษฎีคืออะไร นี่ในเรื่องเนื้อหา

ทีนี้ในด้านรูปแบบบ้าง ต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้รัฐมนตรี พ้นจากตำแหน่งใช่ไหมครับ ถ้าคำตอบแรกคือว่าเราจะต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งทั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี อันนี้ก็จะเป็นปัญหาว่ามีเหตุผลทางทฤษฎี ที่จะอธิบายได้อย่างไรที่จะไม่กระทบพระราชอำนาจ หรือไม่ทำให้พระราชอำนาจ ตกอยู่ในความลำบากบางประการว่า การมีพระบรมราชโองการให้รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่ง พ้นจากตำแหน่ง ก็คือมีพระบรมราชโองการให้คนที่ประชาชนเลือกมา ๒๐ ล้านเสียง พ้นจากตำแหน่งโดยคำแนะนำของคนอีกคนหนึ่งที่เป็นนายกรัฐมนตรีที่ก็ได้รับเลือกตั้ง มาจากประชาชนโดยตรง ๒๐ ล้านเสียงเท่ากัน อันนี้กระผมยอมรับว่าผมอาจจะคิดได้ ไม่รอบคอบ แต่ว่าผมเชื่อว่าการที่จะเปลี่ยนระบบใหม่ใด ๆ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลง ระบบที่เราเคยดำรงอยู่มา ๘๒ ปี เราจะต้องอธิบายได้โดยปราศจากข้อสงสัย และไม่พร้อม ที่จะเอาบ้านเมืองไปเป็นการทดลองแต่ประการใด ท่านประธานครับ ทั้งหมดนี้เรื่องการปรับ คณะรัฐมนตรีผมพูดในประเด็นที่ไม่ใช่รัฐมนตรีทำผิด แต่ในประเด็นที่ผมเชื่อว่ามันเกิดขึ้นได้ ในอายุเวลา ๔ ปีที่การทำงานระหว่างนายกรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีจะไปด้วยกันไม่ได้ เพราะมีนโยบายหรือมีทิศทางมุมมองต่อปัญหาที่ต่างกัน ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงตัวอย่าง ที่เป็นคำถามเท่านั้นนะครับ กระผมเห็นว่าการเลือกตั้งคณะรัฐมนตรีโดยตรงอาจจะมี คำถามมากกว่าการเลือกนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวด้วยซ้ำไปนะครับ แล้วผมเชื่อว่า กราบขอประทานอภัยที่กระผมอาจจะผิดพลาดหรือว่าสรุปเอาเองแต่ประการใดนี่ กระผมเชื่อว่าแนวความคิดเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรงก็พูดกันมานานแล้ว และสังคม ก็ไม่เห็นด้วย ด้วยเหตุผลประการสำคัญในหลายประการ เพราะฉะนั้นแนวความคิดอันนี้ก็คือ พยายามที่จะหลบเลี่ยงจากการเลือกนายกรัฐมนตรีคนเดียวโดยตรงเพียงคนเดียวให้เป็นการ เลือกคณะรัฐมนตรีทั้งคณะหรือทั้งบัญชีรายชื่อ ซึ่งก็มีข้อเสนอที่หลากหลายไปว่าจำนวน เท่ากับคณะรัฐมนตรีบ้าง ๒ เท่าของคณะรัฐมนตรีบ้าง ๕๐ คนบ้างนี่ครับ แต่กระผมเห็นว่า การเสนอขึ้นมาก็จะมีผลข้างเคียงที่ก่อให้เกิดคำถามขึ้นต่อไป เสมือนว่าเรากินยาแก้ หรือรักษาโรคโรคหนึ่งนี่ แต่มันเกิดผลข้างเคียงหรือผลกระทบตามมา ท่านประธานครับ จะไม่ใช้เวลามากไปกว่านี้มากนัก แต่คำถามใหญ่ ๆ ก็คือว่าระบอบประชาธิปไตย ระบบรัฐสภาเดิมของเรานั้นหมดทางเยียวยาแล้วหรือ จะต้องเปลี่ยนเป็นระบบใหม่ทั้งหมด เรื่องนี้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญยังไม่ได้ ตัดสินใจครับ ระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภาของเราที่มีปัญหาในอดีต กระผมมีความเห็น เป็นส่วนตัวว่าเพราะมันเกิดสภาพที่เรียกว่าเผด็จการรัฐสภา หรือที่เรียกว่าเผด็จการของ พรรคการเมืองนายทุนระบบรัฐสภาขึ้นมาในระบบรัฐสภา ซึ่งเป็นปรากฏการณ์พิเศษ เฉพาะของประเทศไทยที่เรามีบทบัญญัติบังคับให้ ส.ส. สังกัดพรรค บัญญัติให้มติของพรรคนั้น มีอิทธิพลเหนือ ส.ส. ส.ส. ต้องปฏิบัติตามนะครับ และผมเห็นว่าสภาพปัญหาที่ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองแสดงมาในเพาเวอร์พอยต์ในแผ่นที่ ๔ และแผ่นที่ ๕ นั้น กระผมเชื่อว่าไม่ใช่เป็นปัญหาของระบบรัฐสภาโดยทั่วไป แต่เป็นปัญหาเฉพาะของระบบรัฐสภา ในประเทศไทยที่มีลักษณะเผด็จการทางรัฐสภา กระผมขออนุญาตตั้งคำถามว่าถ้าเผื่อเรา สามารถออกแบบระบบการเมืองในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยการขจัดลักษณะเผด็จการ ทางรัฐสภานี้ออกไป แล้วเสริมด้วยมาตรการที่เป็นบทบังคับในการยกร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ก็คือบัญญัติ ๑๐ ประการในรัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี ๒๕๕๗ มาตรา ๓๕ แล้วยังจะพอเยียวยา และสร้างหลักประกันให้ระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภาของเราได้หรือไม่ วันนี้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญยังไม่ได้ตัดสินใจครับ แต่จะต้องตัดสินใจในเร็ววันนี้

สุดท้ายนี้ผมขออนุญาตชื่นชมคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองที่มี ท่านประธาน ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ซึ่งก็อยากจะเรียกว่าพี่สมบัติซึ่งเป็นผู้ที่ผมเคารพนับถือ ท่านเป็นเลขาธิการศูนย์กลาง นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยก่อนหน้าผม ๓ คน ก็เคารพนับถือกันมาอย่างยิ่งนะครับ แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่กระผมชื่นชมในคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองก็คือการพูดถึงพลวัตของ สังคมไทย โดยดูโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประชากร สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้พิจารณากันอย่างหนักในช่วงแรก เราเริ่มต้นการยกร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ด้วยการตั้งคำถามว่าเราจะเลือกคณะรัฐมนตรี หรือจะให้สภาเลือกนายกรัฐมนตรี เหมือนเดิม แต่เราตั้งคำถามขึ้นมาว่ารากฐานของวิกฤติคืออะไร พอจะสรุปได้ประการหนึ่งว่า เราเห็นว่าเราอยากจะออกแบบโครงสร้างของระบบการเมืองของสังคมไทยให้พลังอำนาจ ทุกส่วนที่เคยมีส่วนผลักดันสังคมไทยให้ก้าวหน้าไปให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ และผนวก รวมกันเข้ามาอยู่ในโครงสร้างของระบบการเมือง ไม่ผลักดัน