ถวิลวดี บุรีกุล หารือเรื่องการปฏิรูปพรรคการเมืองและระบบการเลือกตั้ง โดยเน้นการเพิ่มสัดส่วนของผู้หญิงในการมีส่วนร่วมทางการเมือง เธอพูดถึงประโยชน์ของการมีสัดส่วนของผู้หญิงในทางการเมือง เช่น การทุจริตลดลง และการสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพประชาธิปไตย
กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล ดิฉัน มีประเด็นอยู่ ๒-๓ ประเด็นที่จะเสนอเพื่อที่จะพิจารณาในการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้
ประเด็นแรก เป็นเรื่องของการมีส่วนร่วมในทางการเมือง ซึ่งเราเปิดโอกาส ให้มีระบบพรรคการเมือง ซึ่งดิฉันถือว่าระบบพรรคการเมืองเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งและให้ ความสำคัญกับการปฏิรูปพรรคการเมือง และอยากจะให้การพัฒนาสถาบันพรรคการเมือง เป็นจริงได้ เพราะว่าต้องการให้พรรคการเมืองมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวมมากขึ้น มีการควบคุมจริยธรรมของสมาชิกพรรคมากขึ้น รวมถึงการควบคุมการใช้เงินทางการเมือง และเป็นสถาบันวิชาการเพื่อพัฒนาพรรคการเมือง รวมทั้งการคัดเลือกผู้สมัครที่มี ความเหมาะสม มีความรู้ความสามารถ โดยคำนึงถึงสัดส่วนหญิงชายที่เท่าเทียมกัน ทั้งนี้ ในการจัดลำดับผู้สมัครในระบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งดิฉันเสนอให้มีระบบบัญชีรายชื่ออยู่นะคะ เพราะว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้กับสุภาพสตรีได้เข้าไปมีส่วนร่วมในทางการเมืองมากขึ้น รวมทั้งสัดส่วนของกลุ่มผู้ด้อยโอกาสด้วยนะคะ เพื่อให้พรรคการเมืองนั้นจัดสรรผู้สมัคร ที่เป็นผู้สมัครผู้หญิงทุกลำดับ ๓ คนแรกจะต้องมีผู้หญิง ๑ คน แล้วถัดไปอีก ๓ คนก็ต้องมี ผู้หญิงอย่างน้อย ๑ คน เป็นต้น ซึ่งตรงนี้จะทำให้สัดส่วนของผู้หญิงในทางการเมืองเพิ่มสูงขึ้น ด้วยนะคะ
นอกจากนี้ในประเด็นเรื่องของพรรคการเมืองดิฉันอยากจะให้พรรคการเมือง มีความรับผิดชอบต่อผู้สมัคร รวมทั้ง ส.ส. ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าไปเป็นนักการเมืองด้วย เพื่อที่จะทำให้การคัดเลือกผู้สมัครนั้นมีความละเอียดอ่อนมากขึ้น
ส่วนประเด็นต่อไปนะคะ ดิฉันจะอภิปรายว่าทำไมดิฉันถึงเสนอให้มีสัดส่วน ผู้หญิงในทางการเมืองมากขึ้น เนื่องจากว่าเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (World Economic Forum) ได้ทำการศึกษา โกลเบิล เจนเดอะ แกป รีพอร์ต (Global gender gap report) ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ แล้วพบว่าประเทศไทยมีระดับของช่องว่างในทางการเมืองทางเพศ ช่องว่าง เรื่องของสถานภาพทางเพศในทางการเมืองสูงมากคือเป็นลำดับที่ ๑๑๒ จาก ๑๔๒ ประเทศ ซึ่งช่องว่างเหล่านั้นของประเทศไทยสูงขึ้นเรื่อย ๆ นะคะ แล้วก็ดูเหมือนว่าเราไม่สามารถที่จะ ปิดช่องว่างนี้ได้ แล้วการที่ประเมินครั้งนี้เขาให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ของการมีส่วนร่วม ในทางการเมืองของสตรีมากขึ้น ไม่ใช่เพียงว่าการจัดสรรให้มีทรัพยากร หรือว่าเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญเหมือนที่เราเขียนไว้ใน รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ หรือปี ๒๕๕๐ ว่าให้มีสัดส่วนหญิงชายหรือให้ความสำคัญกับ หญิงชายอย่างเท่าเทียมกันนะคะ แต่ว่าเขาให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ว่าผู้หญิงเหล่านั้น ได้เข้าถึงกลไกที่เปิดไว้มากน้อยเพียงใด ซึ่งตรงนี้ข้อดีของการมีสัดส่วนของผู้หญิงก็คือผู้หญิง ย่อมเข้าใจความแตกต่างของผู้หญิงเอง แล้วก็การสื่อสารกับผู้หญิงก็เป็นไปในเรื่องที่ผู้หญิง สามารถที่จะเข้าใจได้ รวมทั้งประเทศต่าง ๆ ที่มีระบบโควตานี้ก็ทำให้มีระบบสวัสดิการที่ดีขึ้น แล้วสามารถที่จะพัฒนาประเทศไปในทางที่เน้นในเรื่องของคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะประเทศ ในสแกนดิเนเวีย นอกจากนี้เป็นการสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพประชาธิปไตย เพราะมีงานวิจัยจำนวนมากในต่างประเทศบอกว่าการมีผู้แทนของผู้หญิงมากขึ้นในรัฐสภา จะทำให้ระดับการทุจริตลดลง นอกจากนี้จะเป็นการส่งเสริมให้กับผู้นำหญิงรุ่นเยาว์สามารถ ที่จะสนใจในทางการเมือง ถ้าเรามีแบบอย่างในทางการเมืองที่เป็นสุภาพสตรีที่น่าจะเป็น โรล โมเดล (Role model) หรือเป็นตัวแบบที่ดีได้ในอนาคตนะคะ แล้วก็กระตุ้น ให้เด็กผู้หญิงสนใจการเมืองมากขึ้น แต่ทั้งนี้เราต้องพยายามที่จะพัฒนาศักยภาพของผู้หญิง ให้เข้าสู่วงการเมืองไม่ใช่เพียงแต่จำนวน แต่ว่าต้องมีคุณภาพด้วย ซึ่งตรงนี้ดิฉันเห็นว่าโควตานี้ คงจะเป็นเพียงมาตรการพิเศษชั่วคราวเท่านั้น เพื่อให้โอกาสของผู้หญิงได้มีมากขึ้น เพราะว่า การแข่งขันโดยธรรมชาติทำให้ผู้หญิงไม่สามารถที่จะแข่งขันได้จริง และโควตาเป็นมาตรการ ที่รัฐบาลในนานาประเทศนะคะ โดยเฉพาะในอารยประเทศใช้เพิ่มจำนวนการเป็นตัวแทน ของผู้หญิง และในบางประเทศที่พยายามที่จะก้าวข้ามความขัดแย้งที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะ ในประเทศรวันดาและอีกหลาย ๆ ประเทศได้ใช้การมีสัดส่วนของผู้หญิง รวมทั้งสัดส่วนของ ชนกลุ่มน้อยเข้าไปเป็นนักการเมืองให้มากขึ้น เพราะว่าจะมีความละเอียดอ่อนและมี ความก้าวหน้าไปในการเป็นประชาธิปไตยในระบบสมานฉันท์มากขึ้น เพราะว่ามีความห่วง กังวล ความขัดแย้ง มีความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต เพราะฉะนั้นดิฉันก็อยากจะ สรุปว่า เมื่อเป็นเช่นนี้การจะก้าวข้ามความขัดแย้งทางการเมืองไปสู่สังคมแห่ง ความสมานฉันท์และการปฏิรูปประเทศไทยในครั้งนี้ เราน่าจะคำนึงถึงความเสมอภาค และมีกลไกในการเข้าถึงความเสมอภาคนั้นเป็นเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วนด้วย เพราะฉะนั้นในการ สร้างสังคมประชาธิปไตยที่เข้มแข็งต้องอาศัยพลังจากสมาชิกของสังคมทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย โดยไม่ปล่อยให้อคติเรื่องความแตกต่างมาปิดกั้นโอกาสในการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในทางการเมือง ซึ่งนับเป็นงานสำคัญที่ต้องการความร่วมแรงร่วมใจของทุกคน ในฐานะที่เป็นพลเมืองของประเทศ ขอบคุณค่ะ