สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๗

ณรงค์ พุทธิชีวิน หารือเกี่ยวกับการปฏิรูปการเมือง โดยเสนอข้อเสนอที่จะลดจำนวน ส.ส. และนำไปสู่การเลือกตั้งบัญชีรายชื่อ เพื่อเพิ่มความรับผิดชอบต่อประชาชน และขจัดทุจริตคอร์รัปชั่น โดยมีเป้าหมายที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูปทุกด้านอย่างต่อเนื่อง และยึดโยงกับอำนาจของประชาชน

นายณรงค์ พุทธิชีวิน

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ณรงค์ พุทธิชีวิน สปช. ๐๗๔ ครับ ท่านที่เคารพครับ ผมเชื่อว่า ๒๐ ประเด็นที่ท่านอาจารย์สมบัติเสนอ ท่านอาจารย์สมบัติก็คงไม่เห็นด้วยทุกประเด็นหรอกนะครับ แต่ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษ ท่านก็รับผิดชอบในการที่จะรับฟังด้วยความตั้งใจ ชื่นชมอาจารย์ครับ ผมมี ๕ ประเด็น ที่เป็นความเห็น และ ๔ ประเด็นที่เป็นข้อเสนอครับ

ประเด็นที่ ๑ ผมเห็นว่าเกณฑ์ที่จะชี้วัดความสำเร็จของการปฏิรูปการเมือง มีอยู่ ๓ ตัวครับ ตัวที่ ๑ ก็คือมีวิธีที่จะได้คนดีมาปกครองบ้านเมืองหรือไม่ เกณฑ์ที่ ๒ ก็คือ มีวิธีที่ชัดเจน มีประสิทธิภาพหรือไม่ในการกำจัดทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง แล้วก็ถึงที่สุด และอันที่ ๓ ก็คือทุกวิธียึดโยงกับประชาชนหรือไม่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะเป็นข้อเสนออันแรก ก็คืออยากให้กรรมาธิการปฏิรูปการเมืองและกรรมาธิการที่ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ได้พิจารณาว่า เกณฑ์ ๒๐ ประเด็นที่ท่านเสนอมานั้นสามารถที่จะตรวจสอบด้วย ๓ ข้อนี้ หรือไม่

ประเด็นที่ ๒ ก็คือผมเห็นว่าควรจะแยกอำนาจต่อไปนี้การปกครอง ของประเทศไทยเป็น ๔ ด้านครับ ด้านแรกก็คืออำนาจนิติบัญญัติซึ่งใช้ผ่านรัฐสภา ด้านที่ ๒ คืออำนาจบริหารผ่าน ครม. ด้านที่ ๓ คืออำนาจตุลาการผ่านศาล และอำนาจที่ ๔ ก็คืออำนาจธรรมาภิบาลผ่านองค์กรอิสระ ซึ่งผมเห็นด้วยกับกรรมาธิการปฏิรูปนะครับ ที่มีเรื่องนี้อยู่แล้ว ผมอยากที่จะให้พูดชัดเจนเลยว่า อำนาจที่ ๔ คืออำนาจธรรมาภิบาล

ประเด็นที่ ๓ เรื่องการเลือก ครม. โดยตรง ผมมองว่าถ้าเอาเกณฑ์ ความสำเร็จ ๓ ข้อแรกมาเป็นตัวตั้ง เกณฑ์ข้อนี้ไม่ผ่านเลยแม้แต่ข้อเดียว และนอกจาก ไม่ผ่านแล้วมันยังเกิดผลเสียหายหลายประการ เอาชัด ๆ นะครับ

อย่างแรกก็คือทำให้ ครม. มีอำนาจเด็ดขาด ซึ่งอำนาจเด็ดขาดนำไปสู่ การคอร์รัปต์ (Corrupt) อย่างเด็ดขาด ยิ่งมากเท่าไรยิ่งนำไปสู่คอร์รัปต์มากเท่านั้น ผมเห็นว่า สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาใหญ่เลยที่กรรมาธิการปฏิรูปกำลังโยนให้กับประเทศ

ส่วนที่ ๒ ในเรื่องของการเลือกโดยตรง เราใช้คำว่า เลือกตั้ง นะครับ ท่านประธาน เมื่อเลือกแล้วต้องตั้ง มีใครไม่ตั้งได้ไหมครับ แต่ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ทุกฉบับที่ผ่านมาพระองค์ท่านเท่านั้นที่เป็นคนตั้ง เพราะฉะนั้นการเลือกโดยตรงแบบนี้ มีคำถามมากมาย แต่คำถามข้อเดียวที่อยากจะถามท่านก็คืออำนาจในการตั้ง ครม. นั้น อยู่ที่ใคร ถ้าจะบอกว่าก็โปรดเกล้าฯ พระองค์ท่านมิใช่ตรายาง ต้องสามารถใช้ พระราชวินิจฉัยได้ และถ้าเลือกโดยตรงแบบนี้อำนาจในการใช้พระราชวินิจฉัยของ พระองค์ท่านอยู่ตรงไหน

ประเด็นถัดมาครับ ท่านมองโลกสวยมาก ให้ประชาชนเลือกนายกรัฐมนตรี โดยตรง ให้ประชาชนเลือก ครม. โดยตรง แต่เพื่อนผมชื่อสมชายตัดหญ้า ตัดยาง อยู่บนเขา รู้จักไหมครับคนเหล่านี้ เอาเป็นว่าให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการชื่อเทียนฉาย กีระนันทน์ มันบอกว่าเทียนฉายนี่ใช้ส่องยางได้ไหม เพราะเทียนฉายกับไฟฉายก็คล้ายกัน ไม่รู้จักครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นท่านเอาคนที่เป็นระดับชาติ มีความสามารถ ระดับชาติไปให้คนที่บ้านนอก ต่างจังหวัดแบบบ้านผมเลือก เขาไม่รู้จักหรอกครับ การที่ไม่ได้เลือกเป็นความเลวร้าย และการเลือกคนที่ไม่รู้จักยิ่งเป็นความเลวร้ายกว่า เป็นการเลือกแบบคลุมถุงชนโดยชัดเจน ตราบาปนะครับ

ประเด็นที่ ๕ ก็คือการเลือกโดยตรงนั้น ผมเห็นว่าไม่สามารถทำให้ ครม. มีมืออาชีพได้เลย ท่านคงจำได้นะครับสมัย พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ท่านเลือกมืออาชีพ มาบริหารบ้านเมือง บ้านเมืองผ่าวิกฤติไปได้ นักเลือกตั้งไม่ได้เข้ามาหรอกครับ แต่วันนี้ กระบวนการเลือกโดยตรงนั้นไม่มีทางได้มืออาชีพ แต่จะได้นายทุนที่เป็นนักเลือกตั้งเข้ามา แล้วประเทศเราไปได้หรือครับ เพราะฉะนั้นกระบวนการเลือกตั้งโดยตรงที่ท่านว่านั้น นอกจากไม่เห็นด้วยแล้วยังคัดค้าน ไม่เห็นด้วยเบาไปนะครับ คัดค้านนี่กระแทกเลยว่า ไม่เห็นด้วยและคัดค้านอย่างยิ่ง

เข้ามาสู่ประเด็นที่เป็นความเห็นอีกเรื่องหนึ่ง การลดจำนวน ส.ส จาก ๕๐๐ คน เป็น ๓๕๐ คน ผมมองว่านี่เป็นกระบวนการลดทอนอำนาจประชาชนโดยตรง อีกแบบหนึ่ง ประชาชนเคยเลือกของเขาได้ ๕๐๐ คน วันนี้กระจายอำนาจมากขึ้นเลือกแค่ ๓๕๐ คน กระจายอำนาจภาษาอะไร ผมเชื่อว่าท่านจะให้เวลาผมอีก ๖ นาที เพราะฉะนั้น กระบวนการลดจำนวน ส.ส. เป็นเรื่องที่ไม่ควรอย่างยิ่งนะครับ เราก็ต้องมีแต่เพิ่มอำนาจ การที่ ส.ส. ลงมติไว้วางใจไม่ได้ยิ่งเป็นการลดทอนอำนาจประชาชนในการพิพากษา นักการเมืองของเขา และการปล่อยให้คนเหล่านี้ทำผิดไปเรื่อย ๆ ทำผิดทันทีเพิกถอนทันที ไม่ได้ ต้องรออีก ๔ ปี ยิ่งสร้างความเลวร้ายหนักขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้นต้องให้อำนาจ ประชาชนในการพิพากษา ส.ส. ที่ไม่ถูกต้องได้

มีข้อเสนอ ๔ ประการครับ ท่านประธานครับ เร็ว ๆ ครับ ผมเห็นว่า ควรเลือก ส.ส. บัญชีรายชื่อทั้งหมดเลย กลับมาสู่กระบวนการเลือกตั้ง เพราะที่ผ่านมานั้น ส.ส. บัญชีรายชื่อไม่ได้แสดงให้เห็นว่ามีความรับผิดชอบต่อประชาชนโดยตรงแต่อย่างใด ทั้งสิ้น

ประการถัดมาก็คือการเลือกตั้ง ส.ว. ถามว่าถ้าเราให้ ส.ว. นั้นเป็น กระบวนการของผู้ทรงคุณวุฒิ การเลือกตั้งเพื่อให้ผูกโยงให้ประชาชนเลือกนั้นมีความจำเป็น ไม่มากเลยท่านประธานครับ แล้วที่เป็นมาก็คือ ส.ว. เลือกตั้งนั้นก็ผูกโยงกับประชาชน น้อยมาก ข้อเสนอของผมก็คือหาเถอะครับ สรรหาดี ๆ ตั้งกระบวนการสรรหาดี ๆ เราจะได้ ส.ว. ดี ๆ ครับ

พูดถึง ป.ป.ช. ผมเห็นว่าควรจะมี ป.ป.ช. แทรกไปทุกหน่วยงานที่เป็น นิติบุคคล และแต่ละหน่วยงานนั้นจะเรียกง่าย ๆ ว่าเป็นสมัชชาธรรมาภิบาลประจำองค์กร อิสระที่เป็นอิสระ ที่เป็นนิติบุคคล มาจากคนในองค์กรนั้น มาจากประชาชน และมาจาก ป.ป.ช. หน่วยงานที่เป็นนิติบุคคลทั้งหมดให้มีสมัชชาธรรมาภิบาลแบบนี้กำกับการทุจริต คอร์รัปชันตั้งแต่ต้นน้ำ มันก็จะเกิดประโยชน์ได้

ประการสุดท้ายครับ ผมอยากจะตอบโจทย์ท่านบวรศักดิ์ ผมเห็นว่าควรจะให้ มีสภาปฏิรูปประเทศไทยชื่อว่า สปท. ซึ่งไม่ใช่พวกเรา เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนการปฏิรูป ทุกด้านอย่างต่อเนื่องและมีวาระคราวละ ๕ ปี การได้มาโยงกับวิชาชีพและประชาชน ผมย้อนกลับอีกครั้งหนึ่งว่าการปฏิรูปการเมืองนั้นจะประสบความสำเร็จได้ต้องได้คนดี มาปกครองบ้านเมืองครับ ต้องสามารถขจัดทุจริตคอร์รัปชันได้ครับ และสำคัญที่สุดก็คือ ต้องยึดโยงกับอำนาจของประชาชนครับท่านประธานครับ ด้วยความขอบคุณครับ