ชาติชาย ชี้ 4 กลไกฟื้นฟูการเมืองท้องถิ่น ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างอัตลักษณ์ใหม่

สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๗

ชาติชาย ณ เชียงใหม่ อภิปรายสนับสนุนระบบการเมืองท้องถิ่นที่เน้นความพอเพียงและสามัคคีธรรม เพื่อฟื้นฟูประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างอัตลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างจากการเมืองระดับชาติ โดยเสนอแนวทางจัดดุลอำนาจในท้องถิ่นผ่าน 4 กลไกหลัก ได้แก่ สภาพลเมือง, พีเพิล ออดิต, การถอดถอนผู้บริหารโดยภาคประชาชน และคณะลูกขุนท้องถิ่น เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความปรองดอง

นายชาติชาย ณ เชียงใหม่

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผม นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ สมาชิกหมายเลข ๖๓ ครับ ผมขออภิปรายสนับสนุน ในประเด็นที่ว่าด้วยเรื่องของระบบการเมืองท้องถิ่นที่เป็นการประนอมอำนาจในท้องถิ่นนะครับ ผมมีเหตุผลว่า เนื่องจากปัจจุบันนี้การเมืองในระดับท้องถิ่นยังมีความคล้ายคลึงการเมือง ในระดับประเทศเข้าไปทุกขณะ เริ่มกลายเป็นธุรกิจการเมือง มีการทุจริตการเลือกตั้ง อย่างค่อนข้างจะมาก รวมทั้งนำไปสู่การแก่งแย่ง แบ่งแยก แตกแยก และความรุนแรง เอากันถึงขั้นเอาชีวิตกันนะครับ ในขณะเดียวกันการเมืองท้องถิ่นก็ขาดอัตลักษณ์เฉพาะตัว อันจะเป็นความเฉพาะของการเป็นการเมืองระดับท้องถิ่น นั่นก็คือว่าการเมืองท้องถิ่นนั้น เริ่มไม่ได้มาจากฐานความเป็นชุมชนของท้องถิ่นนะครับ มาจากการกระจัดกระจายของกลุ่มต่าง ๆ ซึ่งไม่ได้เป็นพลังที่จะทำให้เป็นรากฐานของประชาธิปไตยที่ดี ขณะเดียวกันการเมืองท้องถิ่นนั้น ก็มีแนวโน้มที่จะไม่ได้สร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนเหมือนอย่างที่เราได้คาดหวังเหมือนอย่าง หลักการที่ควรจะเป็นนะครับ ด้วยเหตุนี้ผมจึงเห็นว่าเราจึงต้องการการเมืองท้องถิ่นที่เป็น ลักษณะที่มีความพอเพียง การเมืองท้องถิ่นที่สามารถช่วยฟื้นฟูประเทศ ช่วยในการสร้าง ความสามัคคี ช่วยลดความเหลื่อมล้ำนะครับ ถ้าจะทำอย่างนั้นได้เราต้องทำให้การเมือง ระดับท้องถิ่นนั้นมีความแตกต่าง มีลักษณะที่ต่างไปจากการเมืองระดับชาตินะครับ การจะทำอย่างนั้นได้อย่างน้อยต้องทำ ๒ อย่างครับ

ประการแรก เราต้องทำให้การเมืองท้องถิ่นนั้นเป็นการเมืองที่เรียกว่า การเมืองสัมมา เป็นการเมืองที่มีสามัคคีธรรม

อันที่ ๒ เราต้องจัดดุลอำนาจในท้องถิ่นเสียใหม่ให้มันสมดุลนะครับ ในประการแรกจะทำให้การเมืองในท้องถิ่นนั้นเป็นการเมืองซึ่งเป็นการประนอมอำนาจ หรือว่าเป็นการเมืองในเชิงของฟื้นฟู หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า ริสทอระทิฟ โพลิติกส์ (Restorative politics) นี่นะครับ เราคงจะต้องออกแบบการเมืองท้องถิ่นนั้นให้มีเนื้อหา มีรูปแบบ มีความหมายต่อชีวิตคนในท้องถิ่นแตกต่างไปจากการเมืองระดับประเทศ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วในเวลานี้ในระบบทุนประชาธิปไตยมักจะถูกกุมอำนาจโดยกลุ่มทุน ให้ตอบสนองความต้องการของธุรกิจของเขาเป็นหลักนะครับ เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วเราต้อง ทำให้การเมืองท้องถิ่นต่างในความหมายว่า สามารถที่จะรับใช้ประชาชนได้จริง ๆ เป็นเรื่องที่ ประชาชนเข้าถึงง่าย สัมผัสง่าย ควบคุมกำหนดทิศทางได้และต้องมีค่าใช้จ่ายที่ไม่แพง จนเกินไปในการที่จะเข้าไปร่วมกับการเมืองท้องถิ่น แล้วก็ต้องทำให้การเมืองท้องถิ่นนั้น เป็นเวทีที่สามารถที่จะเป็นการกำหนด ตัดสินใจแก้ปัญหาให้ประชาชนมีชีวิตการทำมาหากิน แต่ละวันให้ปกติสุขให้ได้ การจะเป็นอย่างนี้ต้องมองที่การกระจายอำนาจครับว่า เราต้อง พยายามทำอย่างไรจะกระจายอำนาจให้เป็นการกระจายทั้งโอกาส กระจายความสามารถ กระจายทรัพยากรไปยังคนกลุ่มต่าง ๆ ซึ่งมีความหลากหลายมากในแต่ละท้องถิ่น โดยไม่ให้ อำนาจหรือว่าโอกาสเหล่านั้นไปกระจุกอยู่ในกลุ่มคนไม่กี่คนเหมือนอย่างที่เป็นอยู่นี้ในหลาย พื้นที่ในเวลาปัจจุบันนะครับ เพราะฉะนั้นการเมืองท้องถิ่นเมื่อกระจายไปในหลาย ๆ กลุ่ม จึงจะทำให้เป็นการประสานประโยชน์ระหว่างคนที่ต่างความคิด ต่างค่านิยม ต่างความ ต้องการได้นะครับ ถ้าทำอย่างนี้ได้การเมืองท้องถิ่นก็จะเป็นหน่วยงานหน่วยหนึ่งที่จะเสริม ความเข้มแข็งของประเทศ ไม่ได้ยึดกุมโดยคนบางกลุ่มเหมือนอย่างที่กำลังจะเป็นไปมากขึ้น ทุกขณะ ในทางปฏิบัติเราควรทำด้วยกัน ๒ อย่าง

อันแรก ก็คือต้องจัดโครงสร้างสถาบันการเมืองในท้องถิ่นเสียใหม่ ก็คงจะต้อง ทำให้โครงสร้างของฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหารนั้นมีหลายรูปแบบ มีรูปแบบทั้งอาจจะมีทั้งสภา ทั้งเลือกโดยตรง ทั้งในเรื่องของการมีผู้บริหารที่เข้มแข็ง อันนี้อยู่ที่เปิดโอกาสให้แต่ละท้องถิ่น ไปพิจารณาจัดการกันเองตามความเหมาะสม โดยมีเกณฑ์วัด เกณฑ์ประเมินเป็น เครื่องเทียบเคียงนะครับ

ประการที่ ๒ เรื่องสำคัญมากก็คือเรื่องการเข้าสู่ตำแหน่ง คงจะต้องให้ประชาชน สามารถเลือกรูปแบบการเลือกตั้งที่มาของผู้บริหารท้องถิ่นได้เองว่าจะใช้รูปแบบไหน จะมีการมีไพรมะรี อิเล็กชัน (Primary election) เสียก่อน หรือเลือกตั้งรอบแรกเสียก่อน หรือว่าจะคัดสรรอย่างไร หรือจะมีตัวแทนกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ขึ้นมาอย่างไร อันนี้เป็นเรื่องที่ จะต้องทำให้มันเหมาะสมเป็นทางเลือกในแต่ละพื้นที่ ซึ่งมีความแตกต่างกันนะครับ

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมพูดถึงเรื่องการจัดดุลอำนาจในท้องถิ่นให้สมดุลมากขึ้น เวลานี้ในท้องถิ่นทุกแห่งโดยทั่ว ๆ ไปจะมีอำนาจอยู่ ๕ แกนหลักนะครับ อำนาจ ฝ่ายประชาชน อำนาจฝ่ายองค์กรชุมชน กำนันผู้ใหญ่บ้าน นักการเมืองและข้าราชการ ท้องถิ่น แล้วก็ทุนท้องถิ่น เวลานี้หลายพื้นที่ถูกครอบงำโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากจนเกินไป ทำให้ปิดโอกาส ทำให้ไม่สามารถได้มีสิทธิมีเสียง หรือทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในอำนาจ เหลื่อมล้ำในโอกาสต่าง ๆ ค่อนข้างจะมาก ดังนั้นเราคงจะต้องจัดดุลอำนาจนี้ในชั้นต้น ก็คือ ต้องเพิ่มกลไกที่จะทำให้มีการกำกับดูแลตรวจสอบฝ่ายต่าง ๆ ซึ่งกันและกันให้มากขึ้น เช่น ยกตัวอย่างมีผู้พูดมาแล้วผมเห็นด้วยก็คือ ๑. มีสภาพลเมือง สภาประชาชน หรือสภาที่ปรึกษา เพื่อคอยชี้แนะกำกับดูแลการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อันที่ ๒ ก็อาจจะต้องมี กลไกที่เราเคยคิดกันมานานแต่ว่ายังไม่ออกเป็นกฎหมาย ก็คือมีสิ่งที่เรียกว่าการตรวจสอบ การทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยภาคประชาชนที่เรียกว่าพีเพิล ออดิต (People Audit) นะครับ อันที่ ๓ จะต้องมีการเพิ่มช่องทางในการถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่น โดยมีกรรมการภาคประชาชน แทนที่จะเป็นกระทรวงมหาดไทยแต่เพียงฝ่ายเดียวดังเช่น ปัจจุบัน ก็อาจจะมีกลไกที่ทำให้ประชาชนนั้นสามารถนำเรื่องไปสู่กระบวนการทาง การปกครอง หรือศาลปกครองพิจารณาถอดถอนได้

และสุดท้าย ควรจะเสนอแนะหรือว่าควรจะเริ่มที่จะริเริ่มทดลองให้มี คณะลูกขุนท้องถิ่นที่มาจากประชาชนผู้รู้ที่มาจากตัวแทนของด้านศาสนา ด้านของ สถาบันการศึกษา ตลอดจนผู้ที่มีภูมิปัญญา เป็นองค์กรคอยเฝ้าระวัง คอยไกล่เกลี่ย ความขัดแย้ง คอยเสนอแนะให้ความเป็นธรรมในท้องถิ่น เพื่อจะทำให้ความปรองดองหรือ การแตกแยกนั้นทุเลาลง ทำให้อยู่ด้วยกันโดยสมานฉันท์มากขึ้น ทั้งหมดนี้ขอเรียนว่า ทั้ง ๒ ประการที่นำเสนอหลักใหญ่ ๆ นั้น เพื่อจะให้วิสัยทัศน์ของเราที่อยากจะเห็น การเมืองท้องถิ่นนั้นเป็นการเมืองที่มีส่วนฟื้นฟูประเทศ มีส่วนเป็นตัวรากฐานที่ทำให้ ประชาธิปไตยของเรานั้นอยู่บนฐานของความรักในเพื่อนมนุษย์ แล้วก็เจริญก้าวหน้าสืบไป ขอบคุณมากครับ