จำลอง โพธิ์สุข อภิปรายเรื่องการประเมินผลของข้าราชการและโครงการขนาดใหญ่ของประเทศ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการประเมินผลเหล่านี้เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการเหล่านั้นมีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน และต้องมีการตั้งคณะกรรมการเพื่อประเมินผล
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านคณะกรรมาธิการและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม จำลอง โพธิ์สุข สมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติจากจังหวัดชัยนาทครับ ท่านประธานครับ ผมขออภิปราย ในทีแรกก็ ตั้งใจว่าจะอภิปราย ๒ ประเด็นนะครับ
ประเด็นที่ ๑ ก็คือเรื่องของโครงสร้างทางการเมือง ก็คือประเด็นแรก คือที่มาของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีโดยการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ซึ่งก็มี สมาชิกผู้ทรงเกียรติหลายท่านได้อภิปรายกันไปแล้วพอสมควรนะครับ ผมจะขออนุญาต เปลี่ยนใจนะครับ ขอแค่ประเด็นเดียวเอาเรื่องเบา ๆ บ้างครับ เพราะคิดว่าในเรื่องที่มาของ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีนั้น ผมเชื่อว่าเรายังไม่จบแค่ตรงนี้นะครับ พี่น้องประชาชน ทั้งประเทศที่ติดตามชมรายการอยู่ทางทีวีก็คงจะได้มีส่วนแสดงออกถึงความคิดความเห็น ในช่วงจังหวะเวลาตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปนะครับ แล้วก็ผมเชื่อในความสามารถของ คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญท่านคงจะมีแสงสว่างปลายอุโมงค์ที่สมควรที่จะเหมาะ ที่จะควรกับบ้านเมืองของเราในสถานการณ์ปัจจุบันนี้นะครับ เพราะฉะนั้นประเด็นที่ผมจะขออนุญาตอภิปรายมีประเด็นเดียวครับ คือประเด็นที่ ๘ ในเรื่อง โครงสร้างทางการเมือง ซึ่งอยู่ในเอกสารหน้าที่ ๒๐ นะครับ นั่นก็คือเรื่องของการให้มี คณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ ซึ่งยังไม่มีสมาชิกท่านใดก่อนหน้านี้ได้อภิปรายนะครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกอย่างนี้ว่าในหลักการผมเห็นด้วยนะครับ โดยเฉพาะหน้าที่ของคณะกรรมการที่เรียกว่า คณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ หรือ กปช. ตรงนี้นะครับ ที่เห็นด้วยก็คือว่าในเรื่องของฟังก์ชัน ในเรื่องของหน้าที่ของคณะกรรมการชุดนี้ เจตนาดีครับ คืออยากจะป้องกันไม่ให้อิทธิพลทางการเมือง นักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของการแต่งตั้งข้าราชการฝ่ายประจำ ในนี้ท่านเขียนไว้ว่าเป็นข้าราชการ ฝ่ายพลเรือนตั้งแต่ระดับ ๑๐ หรือเทียบเท่าขึ้นไป ตรงนี้ผมต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการ ด้านการเมืองที่ท่านกรุณาคิดในเรื่องนี้ออกมาเป็นคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ จริง ๆ แล้วในส่วนตัวของกระผมเองผมเห็นว่าตรงนี้น่าจะเป็นเรื่องของฝ่ายบริหารราชการแผ่นดิน แต่เมื่อท่านคิดเผื่อมาถึงคณะของผมผมก็ต้องขอขอบคุณด้วยนะครับ ในตรงนี้ในหลักการ ที่ผมเห็นด้วยก็อย่างที่กราบเรียนไปแล้วตามที่ท่านคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองได้จดแจ้ง แถลงไว้ในหลักการและเหตุผล แต่ว่าก็ยังอยากจะเสริมต่อหรือตั้งเป็นคำถามไว้เป็นเบื้องต้น นะครับ ซึ่งอาจจะลงไปในรายละเอียดบ้าง ก็คือว่าอยากจะให้การประเมินผลอย่างนี้ของ คณะกรรมการชุดนี้ได้ขยายผลไปถึงบรรดาข้าราชการฝ่ายพลเมืองทั้งหมด อาจจะมีทั้ง รวมไปถึงคณะกรรมการข้าราชการมหาวิทยาลัย หรือ ก.ม. หรือคณะกรรมการข้าราชการครู หรือ ก.ค. คณะกรรมการตำรวจ ยกเว้นฝั่งทหาร ฝ่ายอัยการ ตุลาการ ก็ว่าของท่านไป ในกฎหมายเฉพาะของท่าน แต่ว่าที่เรามีบทเรียนกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนี้ก็คือ ความอกตรมขมขื่นของข้าราชการประจำในการแต่งตั้งโยกย้าย การสรรหาบุคคลเข้าสู่ ตำแหน่งในแต่ละครั้ง โดยเฉพาะในตำแหน่งที่เป็นผู้บริหารระดับสูง อันนี้ผมต้องขอชื่นชม คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองเป็นอย่างยิ่งนะครับ ก็อยากจะเสริมต่อตามที่ผมได้ กราบเรียนไปแล้วนะครับ
ในอีกประเด็นหนึ่งนะครับ ของคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ ท่านประธานครับ ในนี้เขียนว่าให้ทำหน้าที่เสมือนกับว่าการแต่งตั้งโยกย้ายซึ่งจะให้เป็น การป้องกันนักการเมืองไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องของการแต่งตั้งข้าราชการประจำ แล้วก็จะได้มีโอกาสที่เราจะได้สรรหาคนดีเข้าสู่ตำแหน่งบริหารราชการบ้านเมือง ตรงนี้ในหลักการดีครับ
แต่ว่าในประการที่ ๒ ที่ให้คณะกรรมการ กปช. แห่งนี้ตรงนี้ทำหน้าที่ ในการประเมินผลโครงการขนาดใหญ่นะครับ ซึ่งจะมีผลกระทบกับความเป็นอยู่ของ พี่น้องประชาชน ก็ให้คณะกรรมการ กปช. แห่งนี้ได้ทำการศึกษาวิเคราะห์ ประเมิน อะไรประมาณนั้น ท่านอาจจะทำเองหรือท่านอาจจะมอบหมายให้ผู้มีประสบการณ์ หรือเจ้าหน้าที่เทคนิคเฉพาะด้านก็ว่ากันไปนะครับ สุดท้ายแล้ววงจรหมุนกลับมาที่ท่าน จะต้องรายงานไปถึงคณะรัฐบาลเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ผมขออนุญาตอีกนิดหนึ่งครับ ท่านประธานครับ จะจบแล้วครับ ตรงนี้ผมก็เป็นห่วงนะครับว่าแผนงานโครงการ ขนาดใหญ่อยู่ ๆ ไม่ใช่คิดขึ้นมาลอย ๆ นะครับ แล้วก็เอาไปแปะไว้ว่าจะทำปีโน้นปีนี้ มันจะต้องถูกบรรจุอยู่ในแผนปฏิบัติราชการหรือแผนพัฒนาจังหวัด ผมอยู่จังหวัดก็จะมีแผนพัฒนาจังหวัด ๔ ปี การทำแต่ละครั้งเราก็ผ่านกระบวนการมาตั้งแต่ ขั้นเวทีระดับชุมชนท้องถิ่นจนกระทั่งมาถึงจังหวัด จนกระทั่งมาถึงในสภา ในรัฐสภานะครับ ออกมาเป็นกฎหมายพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีแล้วอยู่ ๆ เวลาที่เรา จะปฏิบัติกันจริง ๆ นี่นะครับ จะต้องเอาโครงการลักษณะนี้เข้ามาสู่การพิจารณาของ คณะกรรมการ มาประเมินกันอีก แล้วก็หมุนกลับไปถามรัฐบาลอีก ก็รัฐบาลเป็นคนแสตมป์ ผ่านว่าโครงการนี้โอเคครับ ขอเข้าให้สภาพิจารณา สภาผ่านก็ถือว่ามีเม็ดเงินมีงบประมาณ ออกมาให้ แล้วทำไมจะต้องย้อนกลับไปอีก ถ้าเกิดรัฐบาลไม่เห็นชอบจะทำอย่างไรครับตรงนี้ ก็ฝากไว้เป็นประเด็นที่คิดไว้ล่วงหน้านะครับ ผมคิดว่าพวกเราที่มีส่วนเกี่ยวข้องก็คงจะช่วยคิด กันต่อไปด้วยครับ ผมก็คงจะมีประเด็นที่จะรบกวนเวลาสภาเพียงเท่านี้ครับ ขอขอบคุณ ท่านประธานครับ