เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง พูดถึงปัญหาการเมืองที่ทำให้นักการเมืองถูกตำหนิและถูกด่าว่า และเตือนให้ระวังเวลาพูด โดยเสนอหลักการพิจารณาในการปฏิรูปการเมือง โดยเน้นย้ำว่าไม่ควรพิจารณาเพียงการเข้าสู่อำนาจเท่านั้น แต่ต้องดูการคานและดุลอำนาจทั้งหมด รวมถึงองค์กรอิสระที่รัฐธรรมนูญจะประดิษฐ์ขึ้นมา เพื่อให้แน่ใจว่าอำนาจจะไม่กระทำอะไรที่เกินเลยกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ และเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาการเลือกตั้ง การถ่วงดุลอำนาจ และการปฏิรูปการเมือง เพื่อให้ระบบการเมืองที่มีความยุติธรรมและเสมอภาค
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ท่านประธานครับ ผมฟังทั้งกรรมาธิการเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย แล้วก็เพื่อนสมาชิก ฟังแล้วเกือบไม่ต้องพูดในรายละเอียด ผมเพียงแต่จะขอดูภาพรวม กรรมาธิการเสียงข้างมาก แปลว่าเป็นผู้ที่มีความเห็นของคนข้างมากที่เห็นด้วย แต่บังเอิญท่านพูดได้คนเดียว แล้วก็เสียงข้างน้อยพูดมาก ก็เลยดูเหมือนกับว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากจะถูกรุม เพราะว่า เสียงข้างน้อยตั้ง ๗-๘ คน ๙ คน เพราะฉะนั้นเวลาเราฟังมันก็จะมีปัญหาอยู่บ้าง อย่าเพิ่ง ด่วนสรุปว่าจริง ๆ แล้วมันควรจะเป็นอย่างไร ท่านประธานครับ การเมืองมันเป็นเรื่องของ อำนาจ เป็นเรื่องของผลประโยชน์ ใครก็ตามที่เข้ามาอยู่ในวงการเมืองก็มาอยู่ในวงของ อำนาจและผลประโยชน์ จึงเสียคนได้ง่าย นักการเมืองจึงถูกตำหนิได้ง่ายที่สุด เพราะไปแตะ กับผลประโยชน์แตะกับอำนาจที่ทำให้คนเสียประโยชน์เขาก็ไม่เห็นด้วย อาชีพนักการเมือง จึงมีปัญหาตรงนี้ละครับ คนจึงเพ่งเล็งแล้วก็รังเกียจหรือว่าด่าว่านักการเมือง แต่ถามว่าเราหนีนักการเมืองได้ไหม ก็คงหนีไม่ได้ แม้แต่ในสภาที่พวกเรามานั่ง ๆ กันอยู่นี่ เราก็กระเดียด ๆ เข้ามานะครับ ถึงแม้ว่าเราบอกว่าเราเป็นสภาวิชาการ แต่พวกเราก็มีหลายคนที่มีสุ้มเสียงกระเดียด ไปในทางการเมือง แล้วก็อยากที่จะอยู่ในอำนาจต่อไป ผมก็อยากจะเตือนให้ระวังเวลาพูด
ท่านประธานครับ ผมอยากจะเสนอหลักในการพิจารณาเรื่องการที่จะ พิจารณาเรื่องปฏิรูปการเมืองในครั้งนี้ ผมคิดว่าจะดูแต่เรื่องของการเข้าสู่อำนาจเฉย ๆ ไม่ได้ จริง ๆ แล้วการเข้าสู่อำนาจต้องดูการคานและดุลอำนาจ เพราะตัวสำคัญมันไม่ได้ เพียงแค่ว่าเขาจะมาจากการเลือกตั้งประเภทไหน แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือเมื่อเข้าไปสู่อำนาจแล้ว เราจะต้องตรวจสอบและดุลเขาอย่างไร ทั้งคานและดุล เพราะว่าเขาเข้าไปอยู่ในอำนาจ เพื่อจัดสรรผลประโยชน์ เพราะฉะนั้นมองเพียงแค่ว่าจะเลือกตรงหรือเลือกอ้อมเฉย ๆ ผมว่าไม่ได้ เพราะฉะนั้นเวลาดูต้องดูเป็นระบบทั้งหมดเหมือนสร้างบ้าน ท่านจะดูแต่หลังคาก่อน แล้วค่อยไปดูห้องนอน ห้องน้ำทีหลังมันจะเป็นบ้านที่ไม่น่าอยู่ที่สุด เพราะฉะนั้นผมอยากจะ เรียนฝากกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญซึ่งท่านก็คงเข้าใจดีอยู่แล้วต้องเอาทั้งหมดมาดูก่อน ทั้งหมดที่จะดูนี่ดูแต่ ส.ส. ก็ไม่ได้ จะมี ๒ สภาไหม ต้องดู ส.ว. ต้องดูฝ่ายบริหาร นายกรัฐมนตรี ดูแค่นั้นพอไหมครับ ไม่พออีก จะต้องดูว่าองค์กรอิสระที่รัฐธรรมนูญจะ ประดิษฐ์ขึ้นมาจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงจะปฏิรูปอย่างไร เพราะองค์กรอิสระก็คานและดุลด้วย และตรวจสอบด้วยศาล ศาลรัฐธรรมนูญ เราจะให้เหมือนกับที่อาจารย์บรรเจิดพูดบ่อย ๆ ไหมว่าศาลรัฐธรรมนูญในเยอรมันเขาออกแบบมาเพื่อให้ตรวจสอบฝ่ายบริหาร ไม่ให้ ฝ่ายบริหารกระทำอะไรที่เกินเลยกฎหมาย เกินเลยรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองนะครับ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เมื่อวานผมตั้งข้อสังเกตว่ากรรมาธิการ อีกชุดหนึ่งบอกจะให้มีศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ทั้งหมดนี้มันจะต้องดูภาพรวมทั้งหมดว่า ในที่สุดแล้วคนที่เข้ามามีอำนาจ มีผลประโยชน์ เขาจะทำตามอำเภอใจได้หรือเปล่า เพราะฉะนั้นเราจะไปมุ่งก่อนว่าต้องเลือกตั้งแบบเดิม ต้องเลือกตั้งแบบใหม่ ผมว่าคิดอันเดียว ไม่ได้ ต้องดูภาพรวม เพราะฉะนั้นวันนี้ผมคิดว่าเราหาข้อสรุปไม่ได้หรอกครับ เป็นเรื่องที่ จะต้องดูภาพรวมอย่างที่ผมกราบเรียน และที่สำคัญต้องดูด้วยว่าวัฒนธรรมของคนไทย เป็นอย่างไร เราก็รู้กันอยู่ ถ้าพูดไปก็อายชาวโลกเขา วัฒนธรรมของคนในแวดวงการเมือง คุณมากติกาไหนเขาเล่นได้หมด พูดกันให้ตายจะเลือกแบบไหน คนไทยนี่ผมอยู่ในสภา เป็นฝ่ายตรวจสอบอยู่วุฒิสภา นั่งมองแล้วนี่นะครับ เอาไม่อยู่ครับ เขาจะเล็ดลอดได้ ทุกวิถีทาง แต่เราก็ต้องพยายามสร้างแต่ต้องคำนึงถึงวัฒนธรรมที่มันลื่นไหลด้วย โดยเฉพาะ วัฒนธรรมในแวดวงการเมืองตัวดีเลยครับ ถ้าเขาไม่เก่งจริง เขาผ่านการเลือกตั้งมาไม่ได้ ทั้งเสือ ทั้งสิงห์ ทั้งกระทิง ทั้งแรด นี่คือหัวหน้าเสือ หัวหน้าสิงห์ หัวหน้ากระทิง หัวหน้าแรด เข้ามาอยู่ในนี้ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นคนไทยทั่วไปเป็นอย่างไร ส.ส. นักการเมืองก็เป็นอย่างนั้น แต่เอาหัวหน้ามาหมด ทีนี้ผมอยากจะกราบเรียนว่าเราต้องดูปัญหาเดิมด้วยปัญหาเดิม
อันที่ ๑ อาจารย์สมบัติพูดถูก ก็คือว่าฝ่ายบริหารครอบงำฝ่ายนิติบัญญัติ เราบอกเราแยกอำนาจเป็น ๓ ฝ่าย แต่ปัจจุบันนี้ฝ่ายบริหารครอบงำเรียบร้อย ฝ่ายนิติบัญญัติ ผมได้ยินว่าฝ่ายค้านบอกโหวตทั้งมือทั้งตีนก็แพ้ เขาจะทำอะไรเขาก็ลากไปเรื่อย ๆ มันก็จริง อย่างที่อาจารย์สมบัติพูด แต่ถ้าหากว่าแยกอำนาจ แล้วการตรวจสอบถ่วงดุลมันจะทำ อย่างไร มันจะดูแค่ ๒ สภาเฉย ๆ ก็ไม่ได้แล้ว ต้องดูภาพรวมทั้งหมดอย่างที่ผมกราบเรียน ท่านประธาน
ประการที่ ๒ จะต้องดูปัญหาเดิมเรื่องของพรรคการเมือง ถามจริง ๆ ครับ เมืองไทยมีพรรคการเมืองที่เป็นพรรคการเมืองจริง ๆ กี่พรรค ที่เราบอกว่าพรรคการเมือง แข็งเกินไป เจ้าของพรรคการเมืองแข็งหรือพรรคการเมืองมันแข็ง ถ้าพรรคการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยแข็งไม่ห่วง ผมไม่ห่วงครับ แต่ถ้าหัวหน้าหรือตัวเจ้าของ พรรคการเมืองมันแข็ง มันเป็นเผด็จการโดยทุนมันน่าห่วง เพราะฉะนั้นจะประดิดประดอย ตรงนี้ก็ต้องดูด้วย
ประการที่ ๓ ปัญหาเดิม คือเรื่องทุนสามานย์ ผมคิดว่าทุนสามานย์จัดตั้ง พรรคการเมือง ซื้อพรรค ที่บอกว่าซื้อชาวบ้านจิ๊บจ๊อยครับ เขาซื้อ ส.ส. และซื้อพรรคควบรวม แล้วพอได้อำนาจทุจริตถอนทุน แล้วก็ใช้ประชานิยม ท่านประธานครับอันนี้เราต้องปฏิรูป อย่างนี้ตรงนี้ ตกลงเราจะมีพรรคการเมืองอย่างนี้เราจะแก้มันอย่างไร ระบบที่ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากบอก ถ้าอย่างนั้นเราแยกอำนาจ เลือกนายกรัฐมนตรีและ คณะรัฐมนตรี คำถามที่ผมตั้งคำถามก็ยังได้คำตอบไม่ถูกใจว่าเราจะถ่วงดุลกันอย่างไร เพราะฝ่ายนิติบัญญัติก็ไม่สามารถที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจฝ่ายบริหารได้ คำตอบก็คือ ให้ฝ่าย ส.ส. ฝ่ายนิติบัญญัติ หรือ ส.ส. สามารถจะเข้าชื่อกันฟ้องไปยังศาล การที่ดึงศาล มาเล่นก็ต้องระวัง ศาลมาก็ควรจะมาแต่เฉพาะฝ่ายบริหารที่กระทำขัดต่อกฎหมายจึงทำได้ แต่ถ้าไปเอาความผิดทางการเมืองทำไม่ได้ ตกลงผมก็ยังไม่ชัดว่าจะเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น การถ่วงดุลทางการเมืองตรงนี้ต้องคิดต่อ ถ้าไปในแนวของอาจารย์สมบัติกับคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมาก ขอประทานโทษอาจารย์สมบัติพูดชัดว่าไม่ใช่ของผม แต่ของคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมาก ก็จะต้องดูตรงนี้ให้ดี ขณะเดียวกันกลับไปหาระบบรัฐสภา ที่เราเคยใช้กันมา มีคนบอกไม่มั่นใจอย่าไปเปลี่ยนเลย ผมก็ถามว่าแล้วที่ฝ่ายบริหารมาครอบงำฝ่ายนิติบัญญัติ จนกระทั่งยกทั้งมือทั้งเท้าก็ไม่สามารถจะตรวจสอบได้จะแก้กันอย่างไร แล้วก็เลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้น ส.ส. ก็ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรค ส.ว. ก็ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคอยู่แล้ว ให้เป็นอิสระ ท่านประธานครับ ผมมาจาก ส.ว. ปี ๒๕๔๓ ที่ไม่สังกัดพรรค ผมอยู่ในสภานี้ ๖ ปี ในที่สุด ส.ว. ก็ถูกซื้อครับท่านประธาน มันเจ็บใจยิ่งกว่าชาวบ้านถูกซื้อ อย่าให้ผมพูดเลยว่า มันซื้อกันอย่างไร ผมทั้งเขียนทั้งพูดทั้งแฉตลอดเวลา ตกลงท่านประธานครับ ไม่ได้หมายความว่าเป็นอิสระแล้วมันจะดีเสมอไปนะครับ ไม่ใช่สังกัดพรรคการเมือง และถ้าบอกว่า ส.ส. ก็ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง ก็ไม่ได้หมายความว่าระบบนี้ มันจะทำให้แก้ปัญหาไปได้ อาจารย์ไพบูลย์มาถึงมาอีกอย่างหนึ่ง ระบบ ๒ สภา เลือกนายกรัฐมนตรี ก็มีปัญหาตามมาอีก ถ้า ๒ สภา ทั้ง ส.ส. และ ส.ว. เลือกนายกรัฐมนตรี แน่นอนลดความสำคัญของนักการเมือง ลงแน่ เพราะ ส.ว. ไม่สังกัดพรรค ส.ส. ก็มีส่วนหนึ่งไม่สังกัดพรรค แต่ปัญหามีอยู่ว่า ส.ว. และ ส.ส. เขาจะทำงานเป็นรัฐสภาตลอดทุกเรื่องหรือเปล่า เพราะเฉพาะเลือกเสร็จก็เป็น ๒ สภา แล้วฝ่ายบริหารจะต้องทำงานกับสภาผู้แทนราษฎร ทำได้ไหม ถ้าเกิดคนที่เลือกเขามา จำนวนไม่น้อยเลยมาจาก ส.ว. แล้วเสถียรภาพมันจะอยู่ได้ไหม ตัวรัฐบาลนี่จะทำงานกับ ส.ส. ได้หรือเปล่า นั่นก็คือคำถามที่ผมคิดว่าจะต้องคิดอยู่เหมือนกัน ท่านประธานครับ เรื่อง ส.ว. นี่เมื่อสักครู่นี้คุณดิเรก ถึงฝั่ง บอกว่า ส.ว. ปี ๒๕๔๓ เขาก็มาจากการเลือกตั้ง ทั้งหมด ๒๐๐ คน แต่พอมาปี ๒๕๕๐ ไปดูถูกประชาชนที่เลือก เลยเอา ส.ว. อีกส่วนหนึ่ง มาจากการสรรหา ผมนี่เกือบจะประท้วง ผมเป็น สสร. ปี ๒๕๕๐ อยู่ด้วย เพราะมันไม่ใช่ มาจากเรื่องของการดูถูกดูแคลนอะไรหรอกครับ ไม่ใช่ดูถูกประชาชน แต่ที่เป็นอย่างนั้น เพราะเราออกแบบให้ ส.ว. ไม่ใช่เป็นเหมือน ส.ส. แต่ให้เป็นสภาของผู้ทรงคุณวุฒิ คอนเซปต์ (Concept) ในห้องแห่งนี้เราพูดชัดเจนว่าเราต้องการให้เป็นสภาผู้ใหญ่ สภาผู้ทรงคุณวุฒิ สภาวุฒิ เพราะฉะนั้นให้จังหวัดทั้งหลาย ๗๗ จังหวัด จังหวัดหนึ่งจังหวัดใดใหญ่หรือเล็ก เลือกหาผู้ที่มีคุณวุฒิ ๑ คนนี่เลือกได้แน่ ผู้ทรงคุณวุฒิ ๑ คนเลือกได้แน่ แล้วที่เหลือเราจะ สรรหามาโดยอาชีพ แต่เนื่องจากว่าประชาชนจะไปจดลงทะเบียนว่าใครอาชีพอะไรนี่ มันไม่ทัน ก็เลยมาถึงว่าถ้าอย่างนั้นเราขออนุญาตเอาประธานศาลทั้งหลายกับประธาน องค์กรอิสระช่วยกันสรรหาตามกลุ่มอาชีพที่เขาจะเสนอมาได้ไหม ไม่ได้ดูถูกดูแคลนอะไร ประชาชนหรอกครับ เพราะฉะนั้นเวลาตีความนี่เห็นไหมครับ พออยู่ในเรื่องของอำนาจแล้ว มันจะตีความเบี้ยวกันไปเบี้ยวกันมา เราต้องการให้เป็นสภาผู้ใหญ่ สภาผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่อยากให้ไปเล่นการเมืองแบบ ส.ส. ให้เป็นคนละสภาไป เพราะฉะนั้นก็มาถึงประเด็นสำคัญ ที่ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานครับ ในเมื่อเราพูดเรื่องอำนาจ เรื่องผลประโยชน์ สภานี่เขามีไว้เพื่อประนอมอำนาจใช่ไหมครับ จะได้ไม่ไปตีกันข้างนอก สภามีไว้เพื่อประนอม ผลประโยชน์และอำนาจโดยพูด โดยยกมือ ไม่มีอาวุธ เมื่อจะประนอมอำนาจและ ผลประโยชน์ ท่านประธานดูสิครับ ในบ้านเมืองนี้มีใครมีอำนาจและผลประโยชน์บ้าง เราท่องอย่างเดียวแบบบางประเทศ เลือกตั้ง เลือกตั้ง เลือกตั้ง ผมไม่ปฏิเสธว่าการเลือกตั้ง สำคัญ เลือกตั้งได้คนมาเป็นผู้แทนที่มีอำนาจและไปจัดสรรผลประโยชน์ส่วนหนึ่ง แต่ผมถาม ท่านประธานครับ ผู้ที่มีอำนาจในบ้านเมืองนี้และไม่ใช่เลือกตั้งนี่มีไหม ขณะนี้สังคม เคลื่อนมาเยอะ เราต้องยอมรับว่าบรรดาข้าราชการและทหาร กองทัพ ถามว่ามีอำนาจไหม ก็ต้องตอบว่ามี ผมนี่ออกมาขับไล่รัฐบาลที่แล้วก็รู้ว่าข้าราชการและทหารก็มีอำนาจ เรียกร้อง ให้ออกมาอยู่กับประชาชนก็เพราะเห็นเขามีอำนาจ ขณะเดียวกันถามว่าทุนมีอำนาจไหม ในทางการเมือง ทุนก็มี แต่ทุนเขามีวิธีไปแอบอยู่หลังพรรคการเมืองแล้วเขาก็เดินได้ ถามว่ามวลมหาประชาชน บรรดาประชาชนทั้งหลายที่รวมตัวเดี๋ยวนี้มีอำนาจนะครับ ไม่ใช่ไม่มีอำนาจ เราจะทำอย่างไรที่จะประดิดประดอยสภาให้เป็นที่ประนอมอำนาจ ของฝ่ายต่าง ๆ ไม่อย่างนั้นเราเน้นอย่างเดียว เลือกตั้ง เลือกเสร็จรัฐประหาร เลือกเสร็จประชาชนไม่พอใจรวมตัว มันก็จะวนเวียน เวียนวน เราไม่ออกแบบที่จะทำให้สภาแห่งนี้เป็นที่ในการประนอมอำนาจของฝ่ายที่มีอยู่จริง ในบ้านเมือง เราปฏิเสธได้หรือครับว่าทหารไม่มีอำนาจ เราปฏิเสธได้หรือครับว่าข้าราชการ ทุนนิยม นายทุน และมวลประชาชนไม่มีอำนาจ ถ้าปฏิเสธไม่ได้ก็ต้องประดิษฐ์ครับ ทีนี้ประดิษฐ์ตรงนี้ท่านจะผ่านไปที่ไหนล่ะ จะผ่านไปยัง ส.ว. ถ้าผ่านไปยัง ส.ว. ก็ต้องดูหลัก อีกว่า ส.ว. จะถอดถอน ส.ส. และทางการเมืองได้หรือไม่ มันก็จะไปพันกับอำนาจหน้าที่ ทั้งหมด ท่านประธานครับ ประเทศแม่บทที่เราชอบอ้างคืออังกฤษ เขามี ๒ สภา สภาสูงไม่ได้ มาจากการเลือกตั้งเลยสักคนเดียว