สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๗

เทียนฉาย กีระนันทน์ เสนอการปฏิรูปการปกครอง โดยเสนอให้เลือกตั้งคณะรัฐมนตรีจากประชาชนโดยตรง แต่เนื่องจากปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียง จึงเสนอให้กำหนดคุณสมบัติของผู้บริหารราชการแผ่นดิน เช่น มีพรรษา 2-3 สมัย เพื่อให้แน่ใจว่าผู้บริหารมีความสามารถและความมั่นคงในการบริหารจัดการ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการแยกอำนาจสอบสวนจากตำรวจและเรียกร้องการปฏิรูปการสอบสวนให้ตรงตามหลักการ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ถัดไปนะครับ ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ ครับ

ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ : ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ผม ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากจังหวัดเพชรบุรีนะครับ ผมมี ๒ ประเด็นครับท่านประธานครับ

ประเด็นที่ ๑ การเลือกตั้งคณะรัฐมนตรีจากประชาชนโดยตรง อันนี้จริง ๆ ต้องคิดว่าเป็นเจตนาดีของกรรมาธิการเสียงข้างมากนะครับ ที่เสนอแบบใหม่ ๆ ให้กับ พวกเรา แต่ก็คิดว่าถ้าดูตามความเหมาะสมในขณะนี้แล้ว กระผมคิดว่ายังไม่ค่อยเหมาะสม เท่าไรนะครับ เนื่องจากว่าอยู่ในต่างจังหวัด การซื้อสิทธิขายเสียงอย่างที่เราพูดกันแล้ว หลายท่านก็ได้อภิปรายไปแล้วนะครับ ตอนนี้ไม่ได้ซื้อโดยตรงนะครับ ซื้อยกหน่วยเลือกตั้งกันเลย เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้คงยังต้องแก้ไขกันอยู่ แต่ไม่ได้ถึงกับบอกว่าใช้แบบเดิม ๆ ไปนะครับ คงจะต้องทำการแก้ไขในส่วนนี้นะครับ ผมคิดว่ามันมีสิ่งที่เราน่าจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ในหลาย ๆ เรื่องนะครับ ในส่วนของเรื่องอย่างนี้ผมคิดว่ารูปแบบของการเมืองการปกครอง ถ้าเราดูในต่างประเทศที่เขาเจริญแล้วในประเทศอังกฤษ ในประเทศสหรัฐอเมริกาจริง ๆ แล้วการเมืองการปกครองของเขามาจากประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ของประเทศอังกฤษ เขาเป็นอีกรูปแบบหนึ่งถึงได้กำหนดการเมืองการปกครองเป็นรูปแบบของรัฐสภาแบบ ประเทศอังกฤษซึ่งมีพระมหากษัตริย์ ในส่วนของประเทศสหรัฐอเมริกานั้นนะครับ ก็มีรูปแบบของแบบประธานาธิบดีซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเขา แม้กระทั่งจอร์จ วอชิงตัน รบชนะแล้วยังไปทำนาเลยครับ กลับไปทำนาอย่างเดิมไม่ยอมเป็นประธานาธิบดี เพราะฉะนั้นรูปแบบต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่าทำไมประเทศไทยจึงไม่คิดรูปแบบที่เป็น เอกลักษณ์ของตัวเอง ไม่ต้องไปดูว่าแบบประเทศฝรั่งเศส แบบประเทศอังกฤษหรือแบบของ ประเทศเยอรมัน ถ้าเรามีรูปแบบที่สอดคล้องกับบริบทของวัฒนธรรมของเราแล้วก็ค่อย ๆ แก้ไขกันไป วัฒนธรรมของตะวันออกของเราก็คือการเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกันนะครับ พ่อแม่พี่น้อง ก็รักกันดี พรรคพวกเพื่อนฝูงมันทิ้งกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มันกำหนดเป็น วัฒนธรรมของตะวันออก ถ้าเราจะมีรูปแบบของเราโดยเฉพาะนะครับ ซึ่งอันนี้ก็ต้องค่อย ๆ คิดกันไปจากสภาแห่งนี้นะครับ เราไม่ใช่ประเภทบะหมี่สำเร็จรูปฉีกซองออกมาแล้ว ก็กินกันเลยแล้วก็มีปัญหานะครับ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ผมคิดว่าถ้าเราจะออกแบบ ในส่วนของเรา อย่างเช่นในกรณีของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี เมื่อสักครู่นี้ก็มีท่าน สปช. ท่านหนึ่งก็บอกไปแล้วว่าเราจะลองไหมในเรื่องของนายกรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีเลือกให้ได้รับ ฉันทานุมัติ หรือได้รับการโหวตจากรัฐสภา ซึ่งก็คือสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็วุฒิสภาเลยนะครับ แทนที่จะเป็นสภาผู้แทนราษฎรอย่างเดียวก็จากรัฐสภาเลยนะครับ แล้วถึงจะให้ ประธานรัฐสภานั้นเสนอชื่อขึ้นไป ขณะเดียวกันระบบจริง ๆ แล้วระบบไม่ได้เสียหาย แต่อยู่ที่คนนะครับ เราพัฒนาคนก็มาได้แค่นี้แหละ ก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นไปได้แค่นี้ แต่ทำอย่างไรจะทำให้คนมันดีขึ้นมาเป็นสิ่งที่มันไม่ใช่ง่าย เพราะฉะนั้นถ้าเรากำหนด คุณสมบัติของตัวนายกรัฐมนตรีหรือตัวรัฐมนตรี อย่างเช่นอาจจะต้องผ่านจะมีพรรษา ทางการเมือง ๒ สมัย ๓ สมัย อันนี้จะดีหรือไม่นะครับ เพราะฉะนั้นก็ฝากเสนอไปยังกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่าถ้าเรากำหนดคุณสมบัติ ให้คนที่จะเข้าสู่อำนาจในส่วนของการที่จะบริหารจัดการราชการแผ่นดินเป็นผู้บริหาร ราชการแผ่นดิน ซึ่งจะต้องบริหารงบประมาณกว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ใกล้ ๆ ๓,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเข้าไปแล้วนะครับ ถ้าสมมุติว่าไปเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ข้างล่างแล้วยังอยู่ในระบบที่มีการซื้อสิทธิขายเสียงเข้ามา สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือว่านายทุน เป็นนายกรัฐมนตรี หรือเป็นรัฐมนตรีได้ง่ายขึ้น เพราะฉะนั้นเมื่อไปอ้างสิทธิที่มาจาก ประชาชนแล้วเวลาจะออกนี่ยิ่งยากอย่างที่มีท่าน สปช. หลายท่านก็อภิปรายไปแล้ว ผมไม่อยากไปแตะถึงตรงนี้นะครับ เพราะฉะนั้นในเรื่องคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี ให้เป็นไปตามกฎหมายคือกฎหมายลูกที่เราจะไปออก เราจะกำหนดคุณสมบัติอย่างไร หรือจะให้เป็นอย่างไรก็เป็นสิทธิของเรา เพราะฉะนั้นถ้าคนไม่ดีไม่มีความสามารถแต่เราไป ล้มระบบมันก็อย่างไรอยู่ ๘๒ ปีที่เราใช้ระบบนี้มา ถึงแม้จะดีบ้างไม่ดีบ้าง เราก็ยังขัดเกลา มันไปได้ แต่ถ้าระบบใหม่ท่านแน่ใจหรือเปล่าว่าเราจะออกระเบียบออกกฎหมายซึ่งมัน ครอบคลุมถึง แม้กระทั่งเรื่องเรียกประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติยังเถียงกันอยู่ตั้งหลายชั่วโมง ในข้อบัญญัติแบบนี้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าลองใช้ของเก่าไปก่อนไหมครับ แล้วก็วาง ระบบให้มันดี วางคุณสมบัติให้ดี ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีกับ ครม. มาจากรัฐสภาเลยทั้ง ส.ส. ส.ว. หรือถ้ามันไม่สำเร็จจริง ๆ ทางกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอาจจะไปออก ในรัฐธรรมนูญใหม่บอกว่า คนที่จะเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินต้องไปสาบานที่วัดพระแก้ว เลยไหม อันนี้รับรองได้เลยว่าบางคนนี่กลัวเหมือนกัน เพราะตอนนี้ดีไม่ดีเป็นมะเร็งตายกัน เยอะแยะเลย เพราะฉะนั้นอันนี้ก็คิดกันเล่น ๆ สนุก ๆ เรามีแบบของเราที่เป็นเอกลักษณ์ของ เราแล้วทำให้ประเทศเราเดินไปข้างหน้า ผมคิดว่าอันนี้เป็นเรื่องที่มันอาจจะทำได้นะครับ

ประเด็นที่ ๒ ที่อยากจะฝากไว้ก็คือเรื่องของทางอัยการ องค์กรอิสระ ผมคิดว่าข้อเสนอใน ๑.๔ ที่บอกว่าให้อำนาจสอบสวนคดีอาญานั้น จริง ๆ แล้วโดยหลักการ เป็นสิ่งที่ดีที่จะแยกอำนาจสอบสวนจากตำรวจ การปฏิบัติการจับกุมแยกออกมา แต่อัยการมี ๓,๐๐๐ กว่าคน คนที่จะรับกรรมก็คือประชาชนนะครับ เพราะฉะนั้นข้อเสนออันนี้ผมคิดว่า หลายเรื่องนะครับ ถ้าเราจะให้คิดกันในปัจจุบันนี้เป็นควิก วินอย่างที่ว่านี่ให้ดีเอสไอ เข้ามารับผิดชอบไหม เป็นกรมสอบสวนกลาง หรือกรมสอบสวนในเรื่องนี้โดยเฉพาะ เพื่อจะคานอำนาจกับทางตำรวจ ขณะเดียวกันอัยการก็ทำหน้าที่สั่งฟ้อง หรือไม่ฟ้องไป เพราะดีเอสไอได้ข่าวว่าจะมีคนเสนอให้ยุบด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นถ้าในส่วนนี้อาจจะรับคน จากตำรวจเข้ามาช่วยทำงานตรงนี้ก็อาจจะเป็นสิ่งที่ดีขึ้นนะครับ

อีกเรื่องหนึ่งสุดท้ายนะครับท่านประธาน ในเรื่องของอัยการที่มีผู้เสนอว่า ไม่ควรจะไปเป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ตรงนี้เห็นด้วยครับ จริง ๆแล้วมีข้อห้าม อยู่แล้ว แต่เราเอาข้อยกเว้นกลายเป็นข้อปฏิบัติ เพราะว่าถ้าผ่าน กอ. แล้วสามารถไปเป็นได้ อันนี้คิดว่าแค่เอาเวิร์ดดิงตัวท้ายออกไปว่าไปเป็นไม่ได้หมดในทุกกรณี ตรงนี้ก็จะจบแล้วครับ แล้วเป็นสิ่งที่ดีด้วยครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ

ขอบคุณนะครับ อาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ครับ