จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ เสนอการปฏิรูปการเมืองไทย โดยเสนอให้แบ่งเขตเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 400 คน และให้ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังเสนอให้แบ่งประเภทสมาชิกวุฒิสภาเป็น 2 ประเภท และให้ประชาชนมีสิทธิ์เลือกคณะรัฐมนตรีโดยตรง
กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ผม พันตำรวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติจากจังหวัดมุกดาหาร ท่านประธานครับ นักบวช นักพรต นักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ นักรบ นักบิน นักประดาน้ำ นักกีฬา นักร้อง นักดนตรี นักแสดงดารา และนักบริหาร ดีหมดนะครับ ไม่มีคนเลวเลยนะครับ แต่ว่าถ้าเข้าสู่ตำแหน่งการเมืองเมื่อไร ก็ถือว่าเริ่มจะเลว และสุดท้ายก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นนักเลง โกงกินบ้านเมือง ทุจริตนะครับ เพราะฉะนั้นจะต้องปฏิรูปใหม่ วันนี้เป็นการถูกต้องแล้วนะครับ เนื่องจากว่าที่ว่าเป็นนักเลง ก็เนื่องจากว่านักการเมืองระดับท้องถิ่นก็ดี นักการเมืองระดับชาติ คือ ส.ส. และ ส.ว. ก็ดี รวมทั้งรัฐมนตรีถูกกล่าวหาเป็นผู้ต้องหามาตลอดนะครับ เพราะฉะนั้นการปฏิรูป การปกครองในประเทศไทยตามที่ผมจำได้ก็ได้กระทำมาแล้ว ๒ ครั้ง ที่เห็นชัดเจนนะครับ ครั้งที่ ๑ ก็คือปฏิรูปโดยรัฐบาลพลเรือนจากการเลือกตั้งเมื่อปี ๒๕๓๘-๒๕๓๙ แล้วก็ได้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ส.ส. เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็พ้นจากตำแหน่ง ส.ส. ก็ใช้มาเป็นเวลา ๘-๙ ปี ก็ปฏิรูปครั้งที่ ๒ ก็คือปฏิรูปโดยรัฐบาลทหาร ได้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาอีกนะครับ ก็ใช้ได้ ๖ ปีกว่า ๆ ก็มาปฏิรูปครั้งนี้คือครั้งที่ ๓ นะครับ ท่านประธาน และผมก็ยังกังวลว่า จะอยู่ได้กี่ปีรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ข้อเสนอของกระผมนะครับ ก็คือหมวด ๓ รัฐสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน ๓๕๐ คน แบ่งเป็นเขตเลือกตั้ง เขตละ ๓ คน อันนี้ก็อยากจะเรียนถามประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองว่า ในกรณีบางจังหวัด มี ส.ส. ได้ ๒ คน ก็คือ ๑๒ จังหวัดในประเทศไทยนะครับ ๒ คน บางจังหวัดมี ส.ส. ได้ ๑ คน อันนี้ ๗ จังหวัดในประเทศไทย จะทำอย่างไรครับ เพราะว่าของเขานี่ไม่ได้ถึง ๓ คน จะทำอย่างไร
ประเด็นที่ ๒ ส.ส. บัญชีรายชื่อตามความเห็นของผมไม่น่าจะมีแล้ว เนื่องจากว่า ส.ส. บัญชีรายชื่อก็คือมรดกของพรรคการเมือง อายุมากไม่อยากจะเดินไป หาเสียงพบปะพี่น้องประชาชนก็ให้ลูก ให้หลาน ให้ภรรยาลงนะครับ อันนี้ผมว่าไม่ควรมี เป็น ส.ส. มรดกครับ อันนี้ไม่ควรจะมีแล้ว ควรจะมี ส.ส. เขตอย่างเดียว เพราะฉะนั้น ข้อเสนอของผมก็คือ ส.ส. ควรจะมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เพิ่มจำนวนเป็น ๔๐๐ คน แล้วก็ให้ใช้เขตของจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ถ้าจังหวัดใดมี ส.ส. คนเดียวก็เลือกได้คนเดียว จังหวัดใด ๒ คน ก็เลือกได้ ๒ คน หรือว่าหลาย ๆ คนก็ตามให้ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง อย่างกรุงเทพฯ ๓๓ คน ก็ใช้เขตกรุงเทพฯ เป็นเขตเลือกตั้งเลย แต่ว่ากาได้คนเดียวพอ คือวัน แมน วัน โหวต นะครับ อันนี้ผมเห็นว่าเป็นอย่างนั้น ส.ส. ควรจะมีวาระ ๔ ปี และ ส.ส. จะสังกัดพรรคการเมืองหรือไม่ก็ได้ คนดี ๆ มีเยอะครับ แต่พรรคการเมือง เขาไม่เอาไม่ส่งตัวลงเขาก็อยากจะสมัครแต่ไม่มีพรรคที่จะไปสังกัด ก็ไม่อยากอยู่พรรคเล็ก ไม่มีชื่อเสียงก็ไม่อยากอยู่ แต่ความดีของเขาก็ยังมีอยู่นะครับ แต่การซื้อสิทธิขายเสียง ผมเชื่อว่าบางคนก็ซื้อจริง บางคนก็ไม่ซื้อนะครับ ไม่ได้ซื้อจริงก็มี แต่ว่าค่าใช้จ่ายคือ กกต. เขากำหนดให้จังหวัดเล็ก ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท หรือ ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นส่วนนี้ จะสังกัดพรรคการเมืองหรือไม่ก็ได้
ส่วนที่ ๒ คือสมาชิกวุฒิสภามี ๑๕๔ คน ผมเห็นด้วย แต่ว่าก็ควรจะแบ่งเป็น ๒ ประเภท ก็คือ ๑. มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนจังหวัดละ ๑ คน ผมเห็นด้วย อย่างยิ่งนะครับ ๗๗ คน แต่ส่วนที่ ๒ ผมขอเสนอต่างจากคณะกรรมาธิการก็คือ มาจาก การเลือกตั้ง จากกลุ่มองค์กรวิชาชีพที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายและกลุ่มอาชีพอื่น ๆ จำนวน ๗๗ คน อันนี้ผมก็เห็นด้วยเหมือนกัน แต่ว่าที่เห็นด้วยคือให้องค์กรต่าง ๆ วิชาชีพต่าง ๆ ส่งรายชื่อเป็นตัวแทนของกลุ่ม แล้วก็ไปสมัครที่ กกต. แล้วให้ กกต. ทำเป็นบัญชีรายชื่อ ส.ว. ส่งไปให้พี่น้องประชาชนเลือกตั้งทั้งประเทศ แล้วก็ วัน แมน วัน โหวต เหมือนกันนะครับ ๑ คนมี ๑ เสียง อันนี้ก็จะเป็นการยึดโยงประชาชนถือว่าเป็น ส.ว. แบบมีบัญชีรายชื่อ อันนี้ ก็จะยึดโยงประชาชน ก็จะสมกับคำที่ว่าเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริงนะครับ อย่าให้เป็นแบบคราวที่แล้วให้ ๗ คนเลือก ๗ อรหันต์เลือก ประชาชนส่วนใหญ่ เขาก็ไม่ยอมรับ บางคนก็ไม่ยอมรับ แต่ว่าถ้าจะให้ยอมรับก็ต้องเอาแบบผมที่คิดนะครับ ต่อไปนะครับ ผู้ดำรงตำแหน่ง ส.ว. ๖ ปี ไม่สังกัดพรรคการเมือง การเข้าสู่ตำแหน่งของ ส.ส. และ ส.ว. ไม่ควรจะกำหนดไว้เพียงวาระเดียว ก็คือถ้าเขามีความสามารถ มีความรู้ มีคนศรัทธา ก็ให้เขาเลือกต่อ ๆ ไปนะครับ ผมขออีกนิดเดียวครับท่านประธาน อีกประเด็น เดียวก็คือเกี่ยวกับคณะรัฐมนตรีครับ
หมวด ๔ คือคณะรัฐมนตรี การเลือกตั้งคณะรัฐมนตรีจากประชาชนโดยตรง อันนี้ผมก็เห็นด้วยครับ เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเลย เนื่องจากว่าที่ผ่านมาประชาชนเลือก ส.ส. ก็หาว่า ส.ส. ซื้อสิทธิขายเสียง ประชาชนขายเสียง ส.ส. ซื้อสิทธิ พอ ส.ส. มาอยู่ในสภา ส.ส. ก็ขายตัวไปเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี ในสภา ส.ส. ก็ขายตัว ขายเป็นพรรค ขายเป็นตัวบุคคลก็มี อันนี้ก็อยากจะให้หมดไปนะครับ เพราะฉะนั้นก็มอบอำนาจอันนี้คืนให้ประชาชน ให้ประชาชนเลือกคณะรัฐมนตรีเองก็จะเป็นการดี อันนี้เห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ แต่ว่าประเด็นหนึ่งที่ควรจะถูกตัดไปก็คือกรณีการเลือกตั้งคณะรัฐมนตรีรอบแรกไม่มีผู้สมัคร ได้รับคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ให้นำคณะรัฐมนตรีที่ได้รับคะแนน อันดับที่ ๑ และอันดับที่ ๒ มาเลือกตั้งใหม่ภายในเวลาที่กำหนด อันนี้ควรจะตัดออกนะครับ ก็คือให้ตัดออกเนื่องจากเป็นปัญหามาก และการเลือกตั้งรอบที่ ๒ ก็จะเป็นการสิ้นเปลือง งบประมาณ แล้วก็ทำให้ประชาชนเบื่อหน่ายเลือกตั้งไม่รู้จักจบสิ้น เพราะฉะนั้นเลือกตั้งรอบแรกได้ก็คือได้ไปเลยนะครับ ส่วนผู้ที่จะสมัครเป็นนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีผมว่าไม่ควรจะจำกัดสิทธิเฉพาะหัวหน้าพรรคการเมือง หรือบุคคล ที่พรรคการเมืองส่งไปเท่านั้น น่าจะเป็นบุคคลทั่วไปใครก็ได้อิสระก็ได้เพื่อจะเป็นทางเลือก ถ้าประชาชนไม่ชอบพรรค ก เป็นพรรคใหญ่อันดับ ๑ ประชาชนไม่ชอบพรรค ข อันดับ ๒ ทางเลือกที่ ๓ ก็คือบุคคลที่ดี ๆ ที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองก็จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีนะครับ ผมคิดว่าอย่างนั้นก็ควรจะมอบอำนาจให้กับประชาชนได้ตัดสินใจเอง อันนี้ก็จะเป็นการดีนะครับ ทีนี้หลาย ๆ ท่านอภิปรายว่าการปฏิรูปการเมืองน่าจะเอาแบบเดิม ๆ ถ้าเอาแบบเดิม ๆ ผมคิดว่าการปฏิรูปการเมืองใหม่ก็ไม่สามารถที่จะลด เลิก ซื้อสิทธิซื้อเสียง ขายสิทธิขายเสียงได้ ก็ไม่ควรจะปฏิรูปครับ ก็ควรจะแบบเดิมนั่นแหละ ควรจะอยู่อย่างทุกวันนี้อีกต่อไปกาลนาน ก็คือให้ คสช. ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเรื่อย ๆ นะครับถ้าอย่างนั้น แล้ว สปช. ก็อยู่ไปเรื่อย ๆ ก็จะเป็นการดี เพราะว่าไม่มีผลเสียทั้งนั้นเลย อย่างไรก็ซื้อเสียงขายสิทธิอยู่อย่างนี้ ผมว่าก็ควรจะอยู่อย่างนี้ละครับ ปฏิรูปแบบนี้ การยึดอำนาจครั้งนี้ผมก็คิดว่าเป็น การปฏิรูปการเมืองแล้วครับ กราบขอบคุณครับ