สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๗

ดิเรก ถึงฝั่ง หารือเรื่องการเมือง โดยเฉพาะระบบการเลือกตั้ง โดยชี้ว่าระบบใหม่ที่เสนอไม่ดีกว่าระบบเดิม และขอสนับสนุนระบบเดิม โดยเน้นย้ำว่าปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงไม่สามารถแก้ไขได้โดยการเปลี่ยนระบบการปกครอง แต่ต้องแก้ไขปัญหาผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยการปลูกฝังความรู้เรื่องการเมืองตั้งแต่เด็ก

นายดิเรก ถึงฝั่ง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายดิเรก ถึงฝั่ง สปช. จังหวัดนนทบุรีครับ เรื่องการเมืองนั้นผมสงวนไว้ตั้ง ๔ เรื่อง ทั้งหมดนี้ในกรรมาธิการนี้ แต่ผมมีเวลาเพียง ๖ นาทีก็เหนื่อยหน่อยนะครับ ก็ขออนุญาตท่านประธานสักนิดหนึ่งว่า ผมก็จะสรุปให้เร็วที่สุดนะครับ ท่านสมาชิกทุกท่านครับ เมื่อมีผู้เสนอให้เลือกคณะรัฐมนตรี โดยตรง เดิมนั้นเสนอให้เลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรงไม่มีคณะรัฐมนตรี แล้วก็มาสรุปที่ให้ เลือกคณะรัฐมนตรีโดยตรง แล้วผมก็ฟังเหตุผลของการเสนอพูดคุยกันในกรรมาธิการ ผมยังไม่เห็นเลยว่าที่เลือกคณะรัฐมนตรีโดยตรง ไม่มีใครพูดสักคนว่ามันดีกว่าระบบเดิมนั้น อย่างไร ไม่มีใครบอกว่ามันดีอย่างไร ถกกันไปถกกันมาไปสรุปจบตรงที่ว่ามันจะป้องกัน การซื้อสิทธิขายเสียงได้ดีกว่าระบบเดิม ไปจบกันตรงนั้นปรากฏอยู่ในเอกสารท่านลอง อ่านดูนะครับ และเมื่อไม่มีใครชี้ว่าระบบใหม่นี้มันดีกว่าระบบเดิมอย่างไร ก็ไปตกตรงที่ป้องกันการ ซื้อสิทธิขายเสียง ผมกราบเรียนกับท่านประธานว่า ไม่มีทางที่จะแก้ปัญหาการซื้อสิทธิขาย เสียงได้เลยในระบบใหม่ที่เกิดขึ้นนี้ ไม่มีทางครับ เพราะถ้าเขาจะซื้อเขามีวิธีการอีกหลาย ประการที่จะซื้อ ทำได้ในทุกเรื่อง ไม่ว่าท่านจะออกกฎหมายอะไรมาบังคับเขาก็หลีกเลี่ยงทำ ได้ตลอด เพราะฉะนั้นเมื่อไม่มีใครชี้ให้เห็นว่ามันดีกว่าของเดิมอย่างไร ผมจึงขอสงวนไว้ว่าให้ ยึดแบบหลักการเดิม ท่านประธานที่เคารพ ในระบบการเมือง โครงสร้างทางการเมืองของ หลักสากลทั้งโลกนี้เขามีอยู่ ๓ ระบบ

อันที่ ๑ คือระบบควบอำนาจ บ้านเราใช้กันอยู่ลักษณะนี้ คือฝ่ายบริหารกับ ฝ่ายนิติบัญญัติมาด้วยกัน สามารถเป็นคนคนเดียวกันได้ เขาเรียกว่าระบบควบอำนาจ

อันที่ ๒ คือระบบแบ่งแยกอำนาจ อเมริกาเขาใช้กัน ก็คือเลือกประธานาธิบดี

อันที่ ๓ คือระบบผสม ก็คือมีทั้งประธานาธิบดี มีทั้งนายกรัฐมนตรี ซึ่งฝรั่งเศสเขาใช้กันนะครับ เหตุที่เขาใช้อย่างนี้เพราะเขาดูว่ามันจะเหมาะสมกับประเทศ ของเขาหรือไม่ มันจะเหมาะสมกับตรงหนึ่งตรงใด ประเทศไทยเราใช้ระบบควบอำนาจ มาโดยตลอด คนก็รู้กันทั้งแผ่นดินว่าเรามากันอย่างนี้ ไม่มีคนชี้ให้เห็นว่ามันดีกว่าระบบเดิม อย่างไร ผมจึงเห็นว่าระบบนี้มันดีที่สุดแล้วกับบ้านเมืองของเราขณะนี้ การซื้อสิทธิ ขายเสียงนั้นเราจะไปแก้ด้วยการเปลี่ยนระบบ หรือไปแก้ด้วยการออกกฎหมายบังคับมันทำ ไม่ได้อย่างที่ผมได้กราบเรียนแล้ว ผมพูดมาตลอดว่ามันต้องแก้ที่คน ปัญหาทุกวันนี้มันเกิด จากคนทั้งสิ้น เราประกาศให้ประเทศไทยเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมา ๘๒ ปี เราเคยมีบทเรียนที่สอนคนมาตั้งแต่เด็กจนกระทั่งถึงมหาวิทยาลัยทุกคณะไหมครับ ไม่เคยมี ผมพูดมาโดยตลอดว่าเราต้องให้ความรู้เรื่องการเมืองเขา ปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก มหาวิทยาลัย ต้องเรียนทุกคณะ นี่เรามีเฉพาะรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์เท่านั้นเอง คนเรียนการเงิน คนเรียนบริหารธุรกิจ คนเรียนอื่น ๆ เขาไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย เพราะฉะนั้นโอกาสที่เราจะแก้ เรื่องการซื้อสิทธิขายเสียงเราต้องไปปลูกฝังตรงนั้น ผมชี้ให้ท่านได้เห็นแล้วนะครับว่า มันมีอยู่ ๓ ระบบในโลกนี้ ประเทศไทยมันก็เหมาะกับระบบควบอำนาจซึ่งเราทำของเราอย่างนี้ มาช้านานแล้ว ผมจึงไม่เห็นด้วย ผมจะสรุปแค่นี้ เพราะว่าไปตกอยู่ตรงซื้อสิทธิขายเสียง ผมบอกแก้ไม่ได้ ผมจะพูดเรื่องอื่นต่อ เพราะผมสงวนไว้ตั้งหลายเรื่องนะครับ

สิ่งที่ผมสงวนไว้ต่อไปอีกก็คือการเลือกตั้ง ส.ว. โดยตรง ท่านประธานที่เคารพ เราพัฒนาการเมืองในระบอบประชาธิปไตยมา ๘๒ ปี เดิมเรามีการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา โดยเราตั้งสมมุติฐานว่าพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศยังไม่มีความรู้ในเรื่องเหล่านี้ เพราะฉะนั้นวุฒิสภาให้มาจากการแต่งตั้งก่อน เมื่อเราพัฒนากันมาดีขึ้น ๆ แล้วเราจึงจะ นำไปสู่การเลือกตั้ง ปรากฏว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ได้ถูกมองว่าคนไทยได้รับการพัฒนา เรื่องนี้มาพอสมควรแล้ว ก็จัดให้มี ส.ว. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด จนเกิดรัฐประหาร ก็เปลี่ยนมาเป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งครึ่งหนึ่ง มาจากการสรรหา ครึ่งหนึ่ง ย้อนกลับไปสู่เดิมอีกว่าประชาชนยังไม่มีความรู้ ผมถามว่าในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นปัญหาที่เกิดการรัฐประหารเกิดจาก ส.ว. มาจากการเลือกตั้งหรือเปล่า ไม่ใช่ ประเด็นนี้ ไม่ใช่เป็นประเด็นที่เกิดจาก ส.ว. มาจากการเลือกตั้งเลย ส.ว. มาจากการเลือกตั้งเขาก็ทำงาน ของเขาได้ดี ไม่ได้เกี่ยวกับประเด็นที่นำมาสู่การรัฐประหาร และพอรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เราไปเลิกเขาทำอะไร พอเลิกเสร็จเรียบร้อยปัญหาตามมาอีกครับว่า มี ส.ว. ๒ ซีก เป็นอย่างไรครับ เข้าอยู่ในสภาฟ้องร้องกันอีนุงตุงนังไปหมด แล้วคนที่ฟ้องคือ ส.ว. สรรหา ฟ้องว่า ส.ว. เลือกตั้ง กับ ส.ส. แก้รัฐธรรมนูญเป็นความผิด ผมพูดมาตลอดว่าในประเทศนี้ถ้ารัฐสภาแก้กฎหมายไม่ได้ แก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ ใครล่ะครับจะเป็นคนแก้กฎหมาย ใครจะเป็นคนแก้รัฐธรรมนูญ ในเมื่อฝ่ายนิติบัญญัติแก้กฎหมายไม่ได้แล้วใครจะแก้ มันก็เกิดปัญหา ผมกราบเรียนอย่างนี้ ขอเวลาอีกนิดหนึ่ง เนื่องจากสงวนไว้ตั้ง ๔ เรื่อง นี่พูดอย่างเร็วแล้วนะครับ ความจริงช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำอยู่แล้วล่ะ รัฐธรรมนูญทุกฉบับครับ เขียนเอาไว้ชัดเจนว่า มาตรา ๓ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา ทางคณะรัฐมนตรี และทางศาล เมื่ออำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ทำไมจึงมี อำนาจอื่นแฝงเข้ามาในอำนาจของปวงชนชาวไทย ทำไม ส.ว. จากการแต่งตั้งจึงมาจากคน เพียง ๗ คนเท่านั้นเองที่แต่งตั้งเขาเข้ามาอยู่ในสภา ทำไมไม่ให้อำนาจเป็นของประชาชนเขา แล้วเขียนไว้ในมาตรา ๓ ชัดเจนว่า เป็นอำนาจของพี่น้องประชาชน แต่ในทางปฏิบัติไม่ใช่ มีอำนาจอื่นแฝงเข้ามา ถ้าเราจะปกครองกันในระบอบประชาธิปไตย เราต้องยึดโยงรูปแบบ ของการปกครองระบอบประชาธิปไตยให้ชัดเจน ให้ถูกต้อง ส่งเสริมให้ประชาชนมีอำนาจ อธิปไตยที่แท้จริง ทุกฉบับเขียนเหมือนกันหมด รวมทั้งฉบับชั่วคราวของคณะรัฐประหาร คณะนี้ก็เขียนไว้เช่นเดียวกันว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ผมจึงสงวนว่า ส.ว. ต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เมื่อเราจะปกครองกันในระบอบประชาธิปไตยเราต้องฝึกคน สอนคนให้เดินไปที่เป็นแนวทางของประชาธิปไตยที่ถูกต้องและชัดเจน มิฉะนั้นเราเขียนไว้ ทำไมว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ผมจึงบอกว่าขอสงวนว่า ส.ว. ต้องมาจาก การเลือกตั้งแต่เพียงอย่างเดียว และสงวนไว้คนเดียวเท่านั้นเอง ยังยืนยันอย่างนี้อยู่ ถ้าเราจะ ปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้องและสมบูรณ์แบบ เรื่องสังกัดพรรคการเมืองผมก็ สงวนไว้ว่า ส.ส. ต้องสังกัดพรรคการเมือง เพราะในการปกครองระบอบประชาธิปไตย พรรคการเมืองเราถือว่าเป็นหัวใจอันหนึ่งของกระบวนการได้มาซึ่งอำนาจในการที่จะ ปกครองหรือจะบริหารบ้านเมือง เพราะฉะนั้นพรรคการเมืองจะต้องสร้างให้เข้มแข็ง พรรคการเมืองจะต้องถูกส่งเสริมให้มีความเข้มแข็ง มีความมั่นคง และพรรคการเมือง นั่นแหละครับคือจะเป็นผู้ไปอบรมสั่งสอนลูกพรรคของเขาเองสมาชิกของพรรคเขาเอง ให้มีความรู้เรื่องการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ผมจึงบอกว่า ส.ส. ต้องสังกัดพรรค ไม่เห็นด้วยกับที่สมัครได้โดยเสรีนะครับ

อันสุดท้ายที่ผมได้สงวนเอาไว้ก็คือ เขาบอกว่าให้มี ส.ส. ๓๕๐ คน ผมท้วงว่า ๔๐๐ คน กับ ๑๐๐ คน มันดีอยู่แล้ว มาจากการเลือกตั้ง ๔๐๐ คน บัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน แล้วบัญชีรายชื่อนี่แหละครับ เราจะเห็นรายชื่อหมดว่าใครคือนายกรัฐมนตรี ใครคือรัฐมนตรี เพราะบัญชีรายชื่ออันดับ ๑ ก็คือนายกรัฐมนตรีทั้งนั้นแหละ เรารู้อยู่แล้วว่าใครจะเป็น นายกรัฐมนตรี ลำดับถัดออกมาคือรัฐมนตรีเอาคนอื่นมาเป็นก็ไม่ได้ เพราะมันอยู่ในบัญชี รายชื่อ ที่พรรคเขาท้วงติงคัดลอกกันมาอยู่ ยกเว้นว่ายินยอมกัน อย่างนี้ของเดิมมันดีอยู่แล้ว เมื่อไม่มีใครชี้ให้ผมเห็นว่าระบบใหม่มันดีกว่าของเดิมอย่างไร ผมจึงยังยืนยันว่าจะต้องเป็น แบบของเดิมอยู่ครับ ขอบคุณมากครับ