สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๗

ชาติชาย ณ เชียงใหม่ แนะนำว่าระบบฟิวชัน ออฟ เพาเวอร์ (Fusion of power) ที่เน้นการประนอมอำนาจเหมาะสมกับเศรษฐกิจและสังคมไทยในปัจจุบัน ช่วยลดการแบ่งแยกทางการเมืองและความรุนแรง ช่วยให้การบริหารงานของรัฐบาลมีประสิทธิภาพและลดความซับซ้อน ช่วยให้การตรวจสอบและกำกับดูแลของรัฐบาลมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยลดการแตกแยกและเหลื่อมล้ำ ช่วยสร้างความสมัครสมานและร่วมมือกันในการทำงานให้ดีขึ้น

นายชาติชาย ณ เชียงใหม่

เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผม ชาติชาย ณ เชียงใหม่ หมายเลข ๖๓ ครับ ขออภิปรายในประเด็นเรื่องของการเลือกตั้ง คณะรัฐมนตรีจากประชาชนโดยตรงนะครับ ผมมีความเห็นว่าการเลือกตั้งคณะรัฐมนตรี จากประชาชนโดยตรงยังไม่เหมาะสมกับสภาพของวิกฤตการณ์ทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะวัฒนธรรมทางการเมืองของเมืองไทยเราในขณะนี้นะครับ ผมจะมี ข้อพิจารณาในเรื่องนี้อยู่ ๓ ประการด้วยกัน

ประการแรก ผมมีความเห็นว่ามันมีหลายปัจจัยโดยเฉพาะปัจจัยทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ที่ถ้าหากเราใช้วิธีเลือกโดยตรงอาจจะไม่ได้แก้ปัญหาทุจริตในการเลือกตั้ง ได้อย่างแท้จริงนะครับ

ประการที่ ๒ อยากจะเสนอว่าถ้าเราจะเลือกตั้งคณะรัฐมนตรีโดยตรงจาก ประชาชนก็อาจจะไม่ได้นำไปสู่การคลี่คลายปัญหาการแบ่งแยกการแตกแยกทางการเมือง การแยกภาค แยกสีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนะครับ

ประการที่ ๓ ถ้าหากจะเลือกโดยตรงอย่างนี้ก็ยังมีคำถามว่าประสิทธิภาพของ การบริหารงานของประเทศในวันข้างหน้าซึ่งจะยากขึ้นตามลำดับ อาจจะลดน้อยลงนะครับ ขณะเดียวกันการถ่วงดุล การตรวจสอบ การถอดถอนก็อาจจะทำได้ยากมากขึ้นนะครับ ขออนุญาตขยายความแต่ละประเด็นนะครับ

ประเด็นแรก ที่บอกว่าการเลือกตั้งคณะรัฐมนตรีโดยตรงอาจจะไม่ได้ แก้ปัญหาการทุจริตได้อย่างแท้จริงนั้นก็ด้วยเหตุผล ๒ ประการครับ

เหตุผลประการแรก จะพบว่าเนื่องจากว่าเวลาต้องยอมรับความจริงว่า หมู่บ้านโดยเฉพาะในชนบทไทยนั้นได้เปลี่ยนเป็นหมู่บ้านการเมืองไปแทบทั้งหมดแล้วนะครับ เนื่องจากว่าปัญหาความยากจน ปัญหาการเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากร ปัญหาในเรื่อง หนี้สิน แล้วก็ปัญหาในเรื่องของความบกพร่องของระบบราชการที่สั่งสมมาเป็นเวลานานนี่นะครับ มันทำให้ประชาชนที่ยากไร้ ประชาชนโดยทั่วไปได้ติดกับดักในการพึ่งพากับนักการเมือง ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติมากขึ้นตามลำดับ ความสัมพันธ์ในเชิงแลกเปลี่ยนระหว่างสิทธิ ทางการเมืองกับเงินหรือผลประโยชน์โครงการต่าง ๆ ได้ผูกแนบแน่นกันไปหมดแล้วนะครับ มีการศึกษาหลายชิ้นโดยเฉพาะล่าสุดของแอนดรูว์ วอล์กเกอร์ ก็ถึงกับตั้งชื่อว่า ไทยแลนด์ อิส โพลิติเคิล เพซเซินต์ส (Thailand’s Political Peasants) คือชาวนาไทยเป็นนักการเมือง ไปแล้วตั้งแต่ลักษณะที่ว่ามีความเชี่ยวชาญในการที่จะเอาสิทธิเลือกตั้ง ของตนไปต่อรองกับผลประโยชน์ของผู้สมัครรับเลือกตั้งในทุกระดับนะครับ อันนี้ในเงื่อนไขนี้ ก็น่าเป็นห่วง

ประการที่ ๒ ต่อมาก็คือว่าเป็นความจริงที่ว่าโครงข่ายแล้วก็กลไกทางการเมือง ของพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองต่าง ๆ มันได้ฝังรากยึดกุมเป็นตาข่ายไปทั่วประเทศ อยู่แล้วนะครับ ภายใต้กลไกอย่างนี้นี่มันแทบจะเป็นเรื่องลักษณะที่เรียกภาษาอังกฤษว่าเป็น โพลิติเคิล มะชีน (Political machine) สามารถที่จะกำหนดได้ว่าจะใครจะได้มากน้อย แค่ไหนอย่างไรนะครับ มีการแบ่งเขตแบ่งพื้นที่กันไปแทบจะหมดแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าหากเรา ยังไม่แก้เงื่อนไขโครงสร้างของโครงข่ายผลประโยชน์อย่างนี้ การที่เราไปเลือกตั้งโดยตรง ก็อาจจะ อาจจะไม่น่าที่จะแก้ปัญหาการที่จะลดการทุจริตในการเลือกตั้งได้อย่างแท้จริง อย่างที่เราคิดกันในหลักการครับ ก็อันนี้เป็นข้อห่วงใยในเชิงที่ว่ายังไม่น่าจะเหมาะสม ในขณะนี้

ประการที่ ๒ ก็คือว่าอาจจะนำไปสู่เรื่องที่ผมเรียนว่าการเลือกตั้งโดยตรงของ รัฐมนตรี ในเรื่องการแตกแยก การไม่สมานฉันท์ การเอาชนะคะคานนี่นะครับก็อาจจะยัง แก้ไขไม่ได้ เพราะว่าเวลานี้เราต้องยอมรับว่าการแตกแยกทางการเมืองในเชิงของ ความเหลื่อมล้ำโดยเฉพาะความคิดค่านิยมของคนชั้นกลางในเมืองต่างมากกับคนชั้นกลาง และคนชั้นล่างที่เกิดขึ้นใหม่ในชนบท นี่เป็นความจริงที่ต้องยอมรับกันนะครับ ซึ่งเราถ้าหาก ไปใช้วิธีการเลือกตั้งอาจจะเป็นเบาะแส หรือเป็นปัจจัยทำให้เกิดการแบ่งแยกมากเข้าไปอีก โดยเฉพาะในเวลาหาเสียงจะต้องมีการนำเสนอชุดนโยบายที่จะต้องเอาใจแต่ละฝ่าย ก็จะนำไปสู่การทะเลาะกันหนักเข้าไปอีกนะครับ

อันที่ ๒ วัฒนธรรมของเราในทางการเมืองนี่ เวลานี้การเมืองหาสปิริต (Spirit) เหมือนอย่างสมัยรุ่นคุณพ่อไม่ได้แล้วนะครับ เป็นเรื่องของการแข่งกันเอาเป็นเอาตายนะครับ อันนี้เป็นเรื่องที่อันตราย อาจจะนำไปสู่ความรุนแรงได้ถ้าไปเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง อาจจะถึงขั้นกับเรียกว่ามีการปองร้าย อย่างที่บางประเทศได้เกิดขึ้นแล้วนะครับ นี่เป็นสิ่งที่ อาจจะเกิดขึ้นได้

ประการที่ ๓ ผมเห็นว่าในเรื่องของโครงสร้างของระบบรัฐสภาซึ่งเป็นระบบที่ ภาษาอังกฤษเรียกว่า การเชื่อมโยงอำนาจหรือฟิวชัน ออฟ เพาเวอร์ (Fusion of power) กับหลักการแบ่งแยกอำนาจอย่างที่เรากำลังจะไปเลือกนายกรัฐมนตรี หรือว่า ครม. โดยตรง นี่นะครับ ผมเห็นว่าระบบฟิวชัน ออฟ เพาเวอร์ มีความเหมาะสมกับเศรษฐกิจสังคมบ้านเรา ในปัจจุบันค่อนข้างจะมาก เพราะว่ามันเป็นระบบที่เน้นการประนอมอำนาจทำให้คนคิด ต่างกันมาหารือกัน มาตกลงกัน มาคุยกัน สามัคคีกัน มันเป็นการ เรสตอเรชัน (Restoration) มากกว่าการเป็น รีทริบิวชัน (Retribution) ก็คือการแบ่งแยกเอาชนะคนนี้ได้ คนนั้นไม่ได้นะครับ อันนี้เป็นเหตุผล ๓ ประการในส่วนที่เป็นเรื่องของการที่จะแก้ปัญหา วิกฤติทางการเมืองลำบาก

สุดท้ายครับเป็นเรื่องของประเด็นที่เรียกว่า เรื่องของประสิทธิภาพ แล้วก็การถ่วงดุลนะครับ ผมอยากจะเรียนว่าในเรื่องประสิทธิภาพ นับวันจากนี้ไปประเทศไทย เราจะเข้าไปผูกพันอยู่กับข้อตกลงหรือว่ามีความซับซ้อนในด้านต่าง ๆ มากขึ้น รัฐบาลต้อง บริหารงานที่ฉับไวเร็วนะครับ แต่ว่าอย่างไรก็ตามรัฐบาลก็ต้องมีกฎหมายที่จะต้องรองรับ ในการทำงาน ทีนี้ถ้าเกิดว่ามากันคนละทางแล้วก็ถ้าเป็นคนละพรรค ยกตัวอย่าง พรรค ก เป็นรัฐบาล ส่วนพรรค ข เป็นเสียงข้างมากในสภา ถ้าหากมีการไม่ตกลงกัน เล่นการเมืองกันมากเกินเหตุก็จะบั่นทอนกันได้มาก ซึ่งกรณีอย่างนี้กำลังเกิดขึ้นในระบบ แบ่งแยกอำนาจของประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่แล้วนะครับ ฟรานซิส ฟูกูยามา ซึ่งเป็น นักรัฐศาสตร์เขียนบทความในหนังสือ แปซิฟิก แอฟแฟร์ส (Pacific Affairs) ๒ ฉบับสุดท้าย เรื่อง อเมริกา อิน ดิเค (America in Decay) ชี้ให้เห็นว่าวิธีการแบ่งแยกอำนาจ อย่างสหรัฐอเมริกาซึ่งคิดกันสมัยเจมส์ เมดิสัน ตั้งแต่ปี ๑๘๐๙ หมดสมัยแล้ว ต้องดีไซน์ (Design) ใหม่นะครับ เพราะว่าทำให้การเมืองอเมริกันนั้นไปไหนไม่ได้ แล้วรวมทั้ง ทุกวันนี้ก็เลยต้องต่างฝ่ายต่างเข้าไปแทรกแซงระบบราชการ ทำลายคุณธรรมของ ระบบราชการอเมริกันเสียอีก อันนี้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็นว่ามันยังไม่เกิดขึ้นกับ บ้านเราก็จริง แต่เราต้องเหลือบดูเหมือนกันว่าต้องหาทางว่าถ้าจะเอามาใช้จริง ๆ ควรจะ แก้ไขอย่างไรนะครับ

อีกอันหนึ่งก็คือว่า ในการเหนี่ยวรั้ง ถ้าหากว่ารัฐบาลกับฝ่ายข้างมากในสภา เป็นพรรคเดียวกันก็อาจจะเกิดการใช้อำนาจที่เกินเลยอย่างที่อาจจะเคยมีมาก่อน เพราะฉะนั้นเหนี่ยวรั้งตรวจสอบยากมากนะครับ เพราะวัฒนธรรมบ้านเราจริง ๆ แล้วเรา เป็นเหมือนอย่างที่สตีเวน ลีวิตสกี้ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเขียนหนังสือเรื่อง คอมเพตติตีฟ ออทอริตาเรียนิซึม (Competitive Authoritarianism) ก็คือว่าเราเป็นระบบ การเมืองที่เป็นแบบไฮบริด (Hybrid) คือรูปร่างหน้าตาแบบฟอร์มเป็นประชาธิปไตยแต่เนื้อแท้ ยังเป็นอำนาจนิยม เพราะฉะนั้นการที่จะไปตรวจทานกัน คานกัน ตรวจสอบกัน ถอดถอนกัน ตามอย่างที่อารยประเทศทำเกิดขึ้นกับบ้านเราได้ค่อนข้างยากมากนะครับ โครงสร้างพื้นฐาน ในระบบปฏิบัติการของรัฐ ถ้าจะเรียกเป็นภาษาคอมพิวเตอร์เรายังไม่แข็งแรงพอนะครับ ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลที่ผมอยากขอนำเรียนว่าผมไม่ได้คัดค้านโดยมีเหตุผล แต่ผมคิดว่า ยังไม่น่าจะเหมาะกับบ้านเมืองเราในเวลานี้ ซึ่งปัญหาเฉพาะหน้าของเราคือทำอย่างไรจะลด การแตกแยก ทำอย่างไรจะลดเหลื่อมล้ำ ทำอย่างไรจะสร้างความที่เรียกว่า สมัครสมาน ร่วมมือกันทำงานให้ดีขึ้นต่อไปนะครับ ผมคงจะขอรบกวนเวลาท่านประธานแต่เพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณมากครับ