ชัย ชิดชอบ พูดว่าไม่เห็นด้วยกับการเลือกนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีโดยตรง เพราะเชื่อว่าการซื้อสิทธิขายเสียงจะไม่แก้ไขได้ และจะทำให้เกิดปัญหาอีกหลายด้าน เช่น การเลือกตั้งมาแล้ว กกต. จับได้ให้ใบแดงบ้าง และการประชุมสภาอื่น ๆ จะมีปัญหาอีก
ถ้าอย่างนั้นผมต่อนะครับ อย่าเพิ่งไปตัดอารมณ์ผม กำลังไป ท่านประธานครับ การที่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง ผู้บริหารสามารถเรียกเงินจาก นายทุนพรรค ที่ผมพูดแล้วนะครับ ได้เป็นร้อยเป็นพันล้านได้ เพื่อนำไปสนับสนุน ส.ส. เขตหาเสียง ตอนนี้ท่านประธานของผมท่านบอกว่าท่านส่งจำกัด ๓๕๐ คน ๓๕๐ คน ทั่วประเทศนี่ผมไม่ขัดข้องครับ ดีแล้วครับ จะ ๕๐ คน หรือ ๗๗ คน มันก็ไม่มีปัญหาหรอกครับ ได้คนดีมีฝีมือมาบริหารประเทศชาติมันก็ดีทั้งนั้นครับ แต่ว่าเมื่อเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง แล้วก็เลือกคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นนายทุนนี่แหละครับ นายทุนพรรคนี่ ผมไม่เห็นด้วย หมื่นเปอร์เซ็นต์เลยครับ ผมไม่สบายใจ เพราะว่าท่านจะเห็นตัวอย่างนะครับ เมื่อเขาได้เงินจากพรรค ท่านจะรู้ได้ อย่างไรว่าพรรคเขาได้รับการสนับสนุนเท่าไร เพราะว่าไม่มีในระเบียบแบบแผนเลย กกต. เข้าไปตรวจสอบเขาไม่ได้ครับ เพราะกระเป๋าใครกระเป๋ามัน ก็จะตรวจสอบได้ แต่ ป.ป.ช. เวลาใครได้รับเลือกตั้งแล้วเขาทำบัญชีเลือกตั้งเสร็จแล้วพอออกครบ ๑ ปี ก็อย่างตอนนี้ครบวันที่ ๙ วันที่ ๘ ผู้ได้รับเลือกตั้งก็ต้องไปส่งบัญชีให้ ป.ป.ช. อย่างนี้เป็นต้น ก็รู้แค่นี้เองครับ ภายในกระเป๋าเดี๋ยวนี้เขาไม่ถือแล้วเจมส์บอนด์ ไม่ถือ เขาเป้เลยนะครับท่านประธาน เป้สะพายนะครับ เป้ใคร เป้ทหารที่อยู่นั่งใกล้ผมนี่ครับ เขาถือเป้ทหารนะครับ ไม่เชื่อถามนายทหารพลเอกที่ท่านอยู่ตรงนี้ ท่านคงหลับหูหลับตา ไม่เห็นก็ไม่รู้ มันจริง ๆ จัง ๆ อย่างนั้นนะครับ ผมเห็นมา ๑๐ ปีในการเมือง ผมเห็น มันแก้ ไม่ได้หรอกครับ การซื้อสิทธิขายเสียง มันแก้ไม่ได้ เมื่อมันแก้ไม่ได้ไม่ใช่ว่าเราจะเพิ่มให้เลือก นายกรัฐมนตรี ให้เลือกคณะรัฐมนตรี ก็ให้ผู้แทนนี่แหละครับ ๓๕๐ คนมาร่วมหาเสียง ให้คณะรัฐมนตรี มันง่ายครับ พรรคเขาก็ให้ส่งเขตละ เขตเป็นคนหาเสียงให้ตัวเอง โดยพ่วง คณะรัฐมนตรีของพรรคเข้าไปด้วย การซื้อเสียงก็ต้องจ่ายมากขึ้น จากเดิมนะครับเลือก ส.ส. คนเดียวอาจจะจ่ายหัวละ ๑๐๐-๕๐๐ บาท ที่ผมพูดถึงว่า เงินไม่มา กาไม่เป็นนะครับ แล้ว ๑๐๐-๕๐๐ บาทนั่นนะท่านจะไปเห็นได้อย่างไร เขาคลี่ใส่กระเป๋าตั้งแต่หมาเห่า กลางคืนแล้ว มันอย่างนี้เป็นต้นครับ ต่อไปถ้าเลือก ส.ส. บวกคณะรัฐมนตรีต้องจ่าย หัวละไม่ต่ำกว่านะครับ ๑,๐๐๐ บาท ถึง ๕,๐๐๐ บาท ผมท้าได้เลยครับ หรืออาจจะถึง ๑๐,๐๐๐ บาทด้วยซ้ำไป เพื่อให้คณะรัฐมนตรีของพรรคตนเองได้รับเลือก และการที่ กกต. มีบุคลากรไม่พอนี่แหละครับ จะไปคุมทุกหมู่บ้านทั่วประเทศเป็นไปไม่ได้ เพราะมันมีหมู่บ้าน ๗๐,๐๐๐-๘๐,๐๐๐ หมู่บ้าน มันเป็นไปไม่ได้เลยครับท่านประธานครับ กระผม จึงมีความวิตกกังวลในกรณีเรื่องนี้ วิตกกังวลจริง ๆ ครับ จึงอยากจะให้ท่านประธาน และท่านผู้ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับวิเศษวิโสที่เรากำลังจะทำอยู่เดี๋ยวนี้ ให้มันดีจริง ๆ ว่าเราจะสกัดอย่างไร ปัญหาเหล่านี้สกัดอย่างไร การซื้อสิทธิขายเสียงนี้สกัดอย่างไร ผมคง ไม่มีสิทธิที่จะสมัครรับเลือกตั้งอีกหรอกครับ เพราะมีบทบัญญัติตัดสิทธิเสรีภาพของผมเต็มที่ เลยในกฎหมายฉบับนี้ที่ประธานผมเขียน ให้บุพการี ให้ลูก ให้หลานอะไรสมัครไม่ได้ ผมหมดสิทธิแล้วครับ ก็เลยถือโอกาสนี้พูดให้มันเต็มที่สักหน่อย ท่านประธานอย่าเพิ่งสกัดกั้น คนแก่นะครับ ผมอายุเล็กน้อย ๘๖ เท่านั้นเอง กำลังจะเข้า ๘๗ ท่านประธานครับ การทำผิดกฎหมายเลือกตั้งมันเป็นเรื่องใหญ่ครับ แต่มันแก้ไขไม่ได้ครับ แล้วจะทำให้เป็น ปัญหาอีกหลายด้านนะครับ เช่น เลือกตั้งมาแล้ว กกต. จับได้ให้ใบแดงบ้าง อะไรบ้าง ปัญหา คณะรัฐมนตรีก็จะมีปัญหาอีก การประชุมสภาอะไรต่าง ๆ ปัญหามันก็จะเกิดขึ้น ถ้าสมัครรัฐมนตรีคณะที่ได้รับเลือกตั้งมาจากพรรคที่ได้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เขียนมานั้น ว่าถ้าไม่ถึงกึ่งหนึ่งก็จะทำให้รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพในการบริหารประเทศ ถ้าหากรัฐบาลเสนอ กฎหมายให้สภาเห็นชอบและต้องการให้กฎหมายผ่าน ก็จะเกิดการต่อรองผลประโยชน์ ด้านงบประมาณด้วยการซื้อสิทธิขายเสียงในสภาอีก อันนี้เป็นความจริงครับท่านประธาน ผมเคยเห็นประสบการณ์ครับ ในห้องน้ำก็มีที่สภานี้ครับ อะไรไม่รู้ครับ เดี๋ยวบาปกรรม มันร้อยแปดพันประการจะแก้ไขอย่างไรครับ ท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ช่วยนอนฝันแล้วก็นั่งปลงตก แล้วก็ดูว่าจะเขียนออกอย่างไรเรื่องตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่มากครับ เรื่องอย่าไปคิดแต่ชาวบ้านซื้อสิทธิขายเสียงครับ ผู้แทนนี่แหละขายสิทธิของตัวเอง แล้วท่านจะทำอย่างไร แต่ผมไม่ได้ว่าใครนะ แต่ในชีวิตผมไม่เคยขายเสียงให้ใคร เพราะสมัครรับเลือกตั้งแต่ละครั้งใช้ทุนส่วนตัวคือทุนแม่บ้าน ทุนเมีย เพราะถูกต้ม เขาเขียน เช็คมาเด้งทุกราย เคยทำมาแล้วครับ ได้ประสบการณ์มาแล้ว ท่านประธานครับ ผมไม่อยากจะให้เสียเวลามากนะครับ ดังนั้นท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญขอฝากไป ท่านประธานยกร่าง ผู้ยกร่างด้วยครับ ควรบัญญัติให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากหัวหน้า พรรคการเมือง คือไม่ใช่ไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองก็มาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ไม่เอา ต้องหัวหน้าพรรคการเมืองเท่านั้น เมื่อได้รับเลือกตั้งจึงจะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ และได้รับ เลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย ต้องเป็น ส.ส. ด้วยนะครับ ถ้าไม่เป็น ส.ส. เป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้ มันต้องบังคับกันครับ ถ้าอย่างนั้นเขาไม่ได้เรียกว่านายกรัฐมนตรี มาจากประชาชน เพราะว่าจะได้พูดในสภาบอกฉันมาจากเลือกตั้ง โดยมากเขาพูดกัน อย่างนั้นในสภานี้ ฉันมาจากประชาชนเลือกตั้ง แต่ไม่รู้เลือกตั้งแบบไหน มันเยอะที่เราเห็น ส่วนคณะรัฐมนตรีนั้นให้เป็นอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรที่ต้องให้ความเห็นชอบแล้วบัญญัติ กลไกในการขจัดการทุจริตคอร์รัปชันและพฤติมิชอบไว้ให้ชัด เพื่อให้ได้คณะรัฐมนตรี ที่มีความรู้ความสามารถ และมีคุณธรรม มีจริยธรรม ที่เป็นผู้คนที่มาบริหารประเทศได้ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญครับ อย่าลืม ท่านต้องเขียนนะครับ นายกรัฐมนตรีต้องได้รับเลือกตั้ง เป็นผู้แทนราษฎรของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ หรือไม่ใช่เลือกโดยตรงหรอก เลือกทางอ้อมก็ได้แต่เป็นผู้แทนราษฎร แล้วเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง ส่วนเขาจะใช้เงิน ใช้ทองมีสิทธิมีเสียงอะไรก็เชิญตามสบายเลยครับ เพราะว่าพี่น้องประชาชนแต่ก่อน เลือกผู้แทนได้บาทเดียว ผมยกตัวอย่าง เพราะถ้ากฎหมายฉบับนี้ออกมีการเลือกตั้ง นายกรัฐมนตรีโดยตรง เลือกตั้งคณะรัฐมนตรีโดยตรง เขาได้ ซื้อรถได้คนขับพร้อมครับ ประชาชนชอบครับ ใคร ๆ ก็ชอบ เหมือนกับซื้อเหล้าเขาแถมเบียร์ เหมือนกันครับ ผมก็ให้ เหตุผลเพียงแค่นี้เพื่อให้เพื่อนสมาชิกที่เคารพ ความจริงอยากจะพูดสักชั่วโมง ๒ ชั่วโมง แต่ว่าเห็นใจท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เตรียมตัวที่จะพูด เพราะว่าเวลามันก็ ๓ โมงครึ่งแล้ว กระผมกราบขอบพระคุณท่านประธานที่เมตตาผมนะครับ ขอขอบคุณครับ อย่าลืมนะครับ ท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อย่าลืมนะครับนายกรัฐมนตรีต้องมาจากหัวหน้าพรรคการเมือง และได้รับเลือกตั้งเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระผมขอขอบคุณล่วงหน้า และขออวยพรถ้าท่านเขียนขอให้ท่าน โชคดี แต่ถ้าท่านไม่เขียนแล้วก็โชคอย่าดีนะครับ ขอบคุณครับ