สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๗

สังศิต พิริยะรังสรรค์ เสนอการปฏิรูปทางการเมือง โดยเน้นการพัฒนาคนและลดการทุจริตการเมือง โดยเสนอแนวคิดในการจัดตั้งศาลชำนาญการพิเศษที่ควบคุมคอร์รัปชัน และการออกพระราชบัญญัติเพื่อจัดตั้งองค์กรตรวจสอบคุณธรรมและจริยธรรมของบุคคลสาธารณะ และขอระบุในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญให้คดีความที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชันและประพฤติมิชอบที่หมดอายุความสามารถทำเรื่องร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. เพื่อรื้อฟื้นคดีเหล่านั้นขึ้นมาพิจารณาใหม่เฉพาะความผิดในทางแพ่ง

นายสังศิต พิริยะรังสรรค์

ท่านประธานครับ ผม สังศิต พิริยะรังสรรค์ กราบขออภัยที่ทำให้เกิดการขลุกขลักนะครับ ประเด็นที่ผมอยากจะเสนอเรื่องการปฏิรูป ทางการเมืองทั้งหมดนี่นะครับ ก็คือ

ประการแรก เราไม่ควรมองรัฐธรรมนูญเป็นจุด ๆ หรือด้านเดียว ประเด็นเดียว แต่ควรจะมองภาพรวม เพราะว่ามาตรการการแก้ไขปัญหาอันหนึ่งอาจสร้างปัญหาใหม่ขึ้นได้ เช่น การเลือกนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทางตรงอาจดูดี เพราะประชาชนได้ใช้อำนาจ ทางตรง แต่ในทางเดียวกันก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาการแทรกแซง ครอบงำนายกรัฐมนตรีและ คณะรัฐมนตรีทางตรงได้เช่นเดียวกัน เพราะว่าไม่ต้องผ่านการจ่ายเงินให้แก่ ส.ส. และ พรรคการเมืองอีกต่อไป

ประการที่ ๒ เรื่องของคนกับระบบ ผมคิดว่าเราเน้นเฉพาะการออกแบบ ระบบ แต่ยังให้น้ำหนักกับการพัฒนาคนไม่เพียงพอ ผมคิดว่าเราต้องนึกถึงว่าจะเอาคน แบบไหนเข้ามาอยู่ในระบบ ซึ่งเป็นเรื่องของคุณธรรม ความดี และความสุจริตที่เป็นที่ ประจักษ์

ประการที่ ๓ ปัญหาการทุจริตการเลือกตั้ง ขณะนี้ก็ยังแก้ไม่ตกแล้วก็มี แนวโน้มที่รุนแรงขึ้น การซื้อเสียงก็เปลี่ยนจากการซื้อเสียงของคนมาซื้อเสียง กกต. มีการแทรกแซงกลไกการจัดการ ทำให้การเลือกตั้งกลายเป็นเพียงการสัมปทานอำนาจรัฐ เพราะฉะนั้นกระบวนการการเข้าสู่อำนาจที่จะทำให้น่าเชื่อถือมากขึ้นควรแก้ปัญหาการทุจริต การเลือกตั้งด้วยการตัดอำนาจกึ่งตุลาการของ กกต. ควรจะมีศาลคดีเลือกตั้ง และกำหนดให้ กกต. ต้องทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมให้มากขึ้นในการจัดการเลือกตั้ง

ประการที่ ๔ การเมืองที่ล้มเหลวมาจากการผูกขาดทางการเมือง หรือว่า พยายามที่จะสร้างอำนาจเดี่ยวครอบงำการถ่วงดุล การตรวจสอบของ กกต. และ ป.ป.ช. ผมคิดว่าการกำหนดนโยบายต่าง ๆ ที่ผ่านมาถูกเรียกว่า การทุจริตเชิงนโยบายนั้น จะสามารถทำให้ลดระดับลงได้ด้วยการใช้การกระจายอำนาจจากส่วนกลาง แล้วก็ใช้ บทบาทของภาคประชาสังคมให้มากขึ้น

ประการที่ ๕ ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญต้องเขียนให้ชัดเจนว่ากรอบเวลา ในการที่จะตรากฎหมายลูกแต่ละฉบับไม่ควรจะเกินกี่ปี ถ้าสภาทำไม่ได้สภาจะต้อง รับผิดชอบอย่างไร รวมทั้งต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าจะต้องทบทวนหรือยกเลิกกฎหมายเดิม ที่ขัดกับรัฐธรรมนูญภายในเวลากี่ปี เนื่องจากที่ผ่านมาเราก็จะพบว่าหน่วยราชการ ก็ทิ้งกฎหมายจำนวนหลายร้อยฉบับที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ

ประการที่ ๖ ผมคิดว่าการออกแบบรัฐธรรมนูญไม่ควรออกแบบให้เกิดรัฐบาล ที่เข้มแข็งมากจนเกินไป แต่ควรให้เกิดระบบพรรคการเมืองหลายพรรคที่สามารถจะแข่งขัน กันได้อย่างเป็นธรรม

ประการที่ ๗ การแก้ปัญหาการบริหารจัดการพรรคการเมืองให้เกิด ธรรมาภิบาลจะทำได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการเงิน ผมคิดว่าหน่วยงาน เช่น กกต. และ ปปง. อาจจะต้องมีบทบาทในการที่เข้าไปตรวจสอบการใช้เงินที่ผิดกฎหมายของ พรรคการเมืองบางพรรคที่มีการจ่ายเงินเดือนให้แก่ ส.ส. หรือว่าจ่ายเงินให้แก่หัวคะแนน

ประการที่ ๘ การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของบุคคลสาธารณะตามที่กฎหมาย กำหนดต้องกำหนดให้ครอบคลุมทั้งตัวสามี ภรรยา และลูก ๆ ทั้งที่บรรลุนิติภาวะ และที่ยัง ไม่บรรลุนิติภาวะด้วย

ประการที่ ๙ การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของบุคคลสาธารณะ ป.ป.ช. ควรจะ ทำงานในเชิงรุกให้มากขึ้น โดยที่มีการสุ่มตรวจบุคคลที่น่าสงสัย โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีผู้ที่มา ร้องเรียน

ประการที่ ๑๐ สำหรับการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของบุคคลสาธารณะ ควรเปรียบเทียบภาษีเงินได้กับรายได้ย้อนหลัง ๕ ปีว่ามีความสอดคล้องกันหรือไม่

ประการที่ ๑๑ การจัดซื้อจัดจ้างหรือการจัดหาพัสดุ ควรจะออกเป็น พระราชบัญญัติมากกว่าที่จะเป็นเรื่องของการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเหตุ ให้เกิดการทุจริตในการประมูลการจัดซื้อได้ง่าย

ประการที่ ๑๒ ควรจะมีการจัดตั้งศาลชำนาญการพิเศษ ที่เรียกว่าศาล ควบคุมคอร์รัปชันตามแนวความคิดขององค์การสหประชาชาติ เพื่อเร่งรัดกระบวนการ พิจารณาคดีคอร์รัปชันให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น เนื่องจากผู้พิพากษาส่วนใหญ่ของเรามีความรู้ เรื่องกฎหมายอาญาแล้วก็กฎหมายแพ่ง แต่ความรู้เรื่องเกี่ยวกับคอร์รัปชันเป็นความรู้ใหม่ ของโลกเราในช่วงประมาณสัก ๓๐-๔๐ ปีนี้เอง เพราะฉะนั้นผู้ที่จะมาเป็นผู้พิพากษาในเรื่องนี้ ควรจะต้องมีความรู้แล้วก็มีประสบการณ์ มีทักษะ ซึ่งเป็นความรู้ชุดใหม่ที่สำคัญ ศาลควบคุม คอร์รัปชันควรจะมีบทลงโทษต่อผู้ที่ทุจริต ทั้งทางด้านอาญา แล้วก็ทางด้านแพ่งด้วย

ประการที่ ๑๓ การออกพระราชบัญญัติเพื่อจัดตั้งองค์กรตรวจสอบคุณธรรม และจริยธรรมของบุคคลสาธารณะ ขอให้นำเอาความหมายเรื่องคอร์รัปชันขององค์การ สหประชาชาติ ของธนาคารโลก แล้วก็ของโออีซีดี (OECD) ที่ครอบคลุมทั้งคุณธรรม จริยธรรม และสิ่งที่เรียกว่า พับลิก อินเตอเรสต์ (Public Interest) คือผลประโยชน์ของ ส่วนรวมเข้ามาใช้ ผมคิดว่าความหมายคอร์รัปชันแบบนี้จะเป็นนวัตกรรมทางสังคม ที่ภาคประชาสังคมและองค์กรตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญสามารถนำไปใช้กำกับดูแล และควบคุมพฤติกรรมที่ฉ้อฉลของนักการเมืองได้ดีกว่าเดิม

ประการที่ ๑๔ ไม่ควรจะควบรวม ป.ป.ช. ป.ป.ท. และ ปปง. เข้าเป็นองค์กร เดียวกัน เนื่องจากทั้ง ๓ องค์กรต่างก็เป็นองค์กรที่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ เราน่าจะปรับปรุง ธรรมาภิบาลของทั้ง ๓ องค์กร แล้วรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีการทำงานอย่างบูรณาการของ ๓ หน่วยงาน รวมทั้งเอา สตง. แล้วก็ผู้ตรวจการแผ่นดินเข้ามาด้วย

ประการที่ ๑๕ การออกพระราชบัญญัติจัดตั้งกองทุนเพื่อส่งเสริมสนับสนุน การให้ความรู้และรณรงค์เรื่องคอร์รัปชันจะเป็นประโยชน์แก่ประเทศไทยในระยะยาว องค์กรนี้ไม่ควรขึ้นกับ ป.ป.ช. ป.ป.ช. ควรทำหน้าที่ปราบปรามต่อไป และ

ประการสุดท้าย ท่านประธานครับ ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ถ้าหากว่าอยู่ในวิสัยที่เป็นไปได้ผมใคร่ขอเสนอว่าให้ระบุว่า คดีความใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการ ทุจริตคอร์รัปชัน และการประพฤติมิชอบที่หมดอายุความไปแล้วก็ดี หรือหน่วยงานภาครัฐ จงใจไม่อุทธรณ์คดีที่เกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชันก็ดี ให้ประชาชนหรือภาคประชาสังคม สามารถทำเรื่องร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ให้รื้อฟื้นคดีเหล่านั้นขึ้นมาพิจารณาใหม่ได้ แต่การพิจารณานั้นให้พิจารณาเฉพาะความผิดในทางแพ่งเท่านั้น เพื่อเป็นการชดใช้ความผิด ให้แก่รัฐบาล ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ