สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ บรรยายถึงปัญหาการเมืองของประเทศไทย และเสนอแนะวิธีแก้ไขเพื่อให้ฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจในการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบประวัติของบุคคลที่สมัครเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี นโยบายของพรรคการเมือง และการตรวจสอบการประพฤติมิชอบของฝ่ายบริหาร เพื่อให้ฝ่ายนิติบัญญัติมีเสถียรภาพและเป็นอิสระจากการคุกคามของฝ่ายบริหาร นอกจากนี้ยังเสนอการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมือง โดยให้ประชาชนเลือกคณะรัฐมนตรีโดยตรง และระบุชื่อนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทั้งคณะ
ท่านประธาน ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่าน สปช. ทุกท่าน กระผม นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง จะขออนุญาตนำเสนอข้อเสนอของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองนะครับ ซึ่งปรากฏว่าคณะนี้มีท่านที่สนใจลงชื่ออภิปรายไว้ ๓๙ ท่าน เพราะฉะนั้นก็ถือว่าเป็นอิชชู (Issue) เป็นที่สนใจมาก แล้วก็อย่างไรก็ตามก็เป็นชุด สุดท้ายแล้วละครับ ในการนำเสนอต่อไปนี้ถ้าจะนำเสนอเฉพาะประเด็นที่กรรมาธิการได้สรุปไว้ แล้วก็จะขาดความรู้ความเข้าใจ เนื่องจากว่ามีข้อเสนอที่เปลี่ยนแปลงหรือแตกต่างไปจากเดิม เพราะฉะนั้นในการนำเสนอผมก็จะขอเสนอแนวทางการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ประกอบเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ ทีนี้เนื่องจากว่าประเด็นค่อนข้างกว้างจะขออนุญาต ท่านประธานไว้ตรงนี้นะครับว่า ถ้าครบ ๒๐ นาทีแล้วไม่จบ ผมขออนุญาตใช้เวลาช่วงสุดท้าย ๑๐ นาทีมาต่อเลยนะครับ แล้วเหลือเท่าไรก็เท่านั้นตอนท้าย เพื่อจะได้ไม่ขาดช่วง ขออนุญาตเริ่มนำเสนอถึงแนวทางการวิเคราะห์ขอเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ด้วยนะครับ แล้วก็มีเอกสารแจกนะครับ ทางกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองได้แบ่งอนุกรรมาธิการออกเป็น ๔ ชุดในการพิจารณา ก็คือพิจารณาโครงสร้างการเมืองและองค์กรอิสระ ระบบพรรคการเมือง กลไกและระบบการเลือกตั้ง แล้วก็การเรียนรู้ การปรองดอง แล้วก็การมีส่วนทางการเมือง ในการเริ่มต้นเราก็ได้มีการวิเคราะห์เรื่องพลวัตทางสังคมของประเทศไทย ถ้าท่านดูตาม เพาเวอร์พอยต์นี่ครับ ประเทศไทยวันนี้จากโครงสร้างหลักก็ยังเป็นสามเหลี่ยมหน้าจั่วอยู่ มีคนรวยน้อย แล้วก็มีจนเยอะ คนรวย ๑๐ เปอร์เซ็นต์ สภาพัฒน์ก็บอกว่าครอบครอง ความมั่งคั่งเกือบ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าเครดิต สวิส นะครับ เพิ่งทำเมื่อเร็ว ๆ นี้บอกว่าคนไทย ๑๐ เปอร์เซ็นต์ที่ร่ำรวยครอบครองความมั่งคั่ง ๗๕ เปอร์เซ็นต์นะครับ ไม่ตรงกัน แต่ว่าแสดงว่า ความเหลื่อมล้ำสูงมากทีเดียว แล้วก็ต่อไปในอนาคตถ้าเราเปลี่ยนแปลงไป ถ้าเราทำสำเร็จ สังคมเราจะมีลักษณะเป็นไดมอนด์ เชพ (Diamond shape) มีคนชั้นกลางโตมากขึ้น แต่ถามว่าจะใช้เวลาเท่าไร ตรงนี้แหละครับ เป็นคำถามใหญ่ ท่านลองมาดูประชากรหน่อย อันนี้เป็นการคาดการณ์ประชากร ปี ๒๕๕๘ เราคาดว่าจะมีประชากรในเขตเทศบาล ๓๐.๙ ล้านคน นอกเขต ๓๔.๑ ล้านคน ทั้งหมดก็ประมาณ ๖๕.๑ ล้านคน พออีก ๑๐ ปี ต่อไปนะครับ ปี ๒๕๖๘ เราจะมีประชากรอยู่ในเขตเทศบาล ๓๗ ล้านคน นอกเขตเทศบาล ๒๙.๒๙ ล้านคน จะเห็นไหมครับว่าคนอยู่ในเขตเมืองมากขึ้นแล้ว ประชากรทั้งหมด ๑๐ ปี เพิ่มขึ้นนิดเดียว ๖๖.๓๖ ก็คือประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ เศษ ๆ พอไปอีก ๑๐ ปี ปี ๒๕๗๘ ก็หมายความว่าจากวันนี้ไป ๒๐ ปี ประชากรของเราอยู่ในเขตในเมืองนี่นะครับ ในเขตเทศบาลจะขึ้นเป็น ๓๙.๒ ล้านคน แล้วไปอยู่นอกเขตประมาณ ๒๖.๑๔ ล้านคน แล้วประชากรทั้งหมดจะเหลือประมาณ ๖๕.๓๕ ล้านคนเท่านั้น แสดงว่า ๒๐ ปีนี้ประชากรไทย ท่านก็ดูได้เลยนะครับ อยู่ประมาณสัก ๖๕ ล้านเศษ ๆ นี่แหละ แล้วก็จะแสดงว่าเราจะมี ประชากรที่เกษียณอายุมากขึ้น แล้วประชากรที่เข้าสู่วัยแรงงานน้อยลงนะครับ อันนั้นก็เป็น เทรนด์ (Trend) ในประเทศไทยสำหรับการวิเคราะห์ ทีนี้ถ้าท่านมาดูจากภาพจากสามเหลี่ยมออกจะหน้าจั่วหรือจะไปเป็นสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด หรือไดมอน เชพ ถามว่ามันจะใช้เวลานานไหม จะใช้เวลามากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ ขีดความสามารถในการบริหารของรัฐบาล ประเทศมาเลเซียเขาเคยล้าหลังก็เท่า ๆ กับเรานะ ในอดีต แต่ว่าวันนี้เขาประกาศแล้ว ปี ๒๐๒๐ เขาจะเป็นประเทศพัฒนาแล้ว หมายความว่า ประเทศเขาจะเข้าไปสู่ไดมอนด์ เชพแล้ว จริง ๆ เขาก็ใช้ระบบรัฐสภาแบบประเทศไทยนะ ทำไมเขา ไปได้ดี ประเทศไทยใช้ระบบรัฐสภามา ๘๒ ปีแล้ว ทำไมเรามีปัญหาเยอะ ทำไมเราไม่เป็น เหมือนเขา อันนี้ก็เป็นโจทย์ใหญ่ ลองไปดูนะครับว่าสภาพปัญหาของการเมืองไทย ที่เราวิเคราะห์กันว่ามันมีปัญหาอะไรบ้าง ปัญหาของระบบรัฐสภาที่เราใช้มา ๘๐ กว่าปี ที่มันไม่ก่อให้เกิดผลผลิตแบบเดียวกับประเทศมาเลเซีย
ประการแรก วันนี้นะครับ การเปลี่ยนแปลงของระบบรัฐสภาวันนี้จะทำให้ รัฐบาลเสียงข้างมากเด็ดขาดมีอำนาจเหนือทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ สามารถบงการ ฝ่ายนิติบัญญัติเสียงข้างมากได้ สภาพแบบนี้ถ้าท่านนึกไม่ออกก็ลองนึกถึงสภาเสียงข้างมากที่ เขาให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมครับ ท่านจะเห็นชัดว่าเป็นแบบนี้แหละ แล้วก็ต่อไปมีแนวโน้มมากที่เขาเรียกพรรคพันธมิตรที่มีความเด่นจะผูกขาดการเป็นรัฐบาล อย่างต่อเนื่อง การเมืองไทยวันนี้มีแนวโน้มจะเป็นอย่างนั้นมากทีเดียวนะครับ
ประการที่ ๒ เมื่อฝ่ายบริหารผูกขาดทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติก็จะทำ ให้อำนาจการตรวจสอบอ่อนแอ เราจะเห็นว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจซึ่งเราบอกขลังมากเลย ระบบรัฐสภานี่ตรวจสอบได้โดยการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ว่าแพ้ทุกครั้งครับฝ่ายค้าน ไม่เคยชนะเลย แล้วรัฐบาลก็ไม่ได้สนใจกับการตรวจสอบแบบนี้ เพราะยกมือทีไรรัฐบาลชนะ ทุกครั้งนะครับ
ประการที่ ๓ กรณีที่ ส.ส. เสียงข้างมากมาจากการซื้อเสียงและเป็นผู้เลือก นายกรัฐมนตรี สิ่งที่เกิดขึ้นจากการพิจารณาก็คือว่า นายกก็ต้องดูแล ส.ส. ถามว่าดูแล กันอย่างไร จากข้อมูลก็บอกว่านายกก็ต้องจัดงบประมาณให้ ส.ส. ลงจังหวัด แล้ว ส.ส. ก็ไป เก็บค่าต๋งกันที่จังหวัด ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นที่รู้กันทั่วไป แล้วก็เกิดการทุจริต คอร์รัปชันทั้งประเทศ อันนี้ก็เป็นปัญหารุนแรงที่เกิดขึ้นกับระบบรัฐสภาในปัจจุบัน
ประการที่ ๔ ก็คือการทุจริต ถ้ามันยิ่งรุนแรงเท่าไร ความเหลื่อมล้ำ ก็จะมากขึ้นเท่านั้น ถามเพราะอะไร เพราะว่างบลงทุนที่เราจะเอาไปใช้ในการแก้ไขปัญหา แทนที่มันจะทำให้ลดความเหลื่อมล้ำ มันถูกคอร์รัปชันไปเยอะ เพราะฉะนั้นความเหลื่อมล้ำ มันก็ไม่ลด เขาเรียกก่อให้เกิดสภาพที่เรียกว่า รวยกระจุก จนกระจาย คนรวยก็ยิ่งรวย คนจน ก็ยิ่งจน เป็นสภาพแบบนี้ แล้วก็อีกปัญหาหนึ่งคนอาจจะไม่ค่อยมอง ปัญหานี้ก็คือฝ่ายนิติบัญญัติ ในระบบรัฐสภาจะมีบทบาทน้อย คืออภิปรายไม่ไว้วางใจบทบาทในการตรวจสอบก็แพ้ พอจะบัญญัติกฎหมาย กฎหมายเกี่ยวข้องการเงิน ปรากฏว่ารัฐบาลเป็นผู้เสนอ ส.ส. ก็มีหน้าที่ยกมือสนับสนุน อย่างนี้เป็นต้น บทบาทก็น้อยนะครับ จากการวิเคราะห์ สภาพปัญหาดังกล่าวที่เราใช้ระบบรัฐสภามานะครับ หลายคนก็พูดกันนะครับว่า ถ้าเรายัง ยืนยันใช้ระบบรัฐสภาเหมือนเดิมนี่นะ ก็ต้องคิดเยอะโจทย์นี้ จะแก้ปัญหาจุดอ่อนเหล่านี้ อย่างไร อันนี้ก็ต้องไปช่วยคิดนะครับ ใครที่ยังคิดว่าระบบรัฐสภาแบบเดิมน่าจะยังใช้ได้ต่อไป ก็ต้องคิดตอบโจทย์นี้กันให้ได้ ไม่อย่างนั้นมันก็จะเป็นปัญหาที่ฉุดรั้งการพัฒนาประเทศไทย ตลอดไป ในคณะกรรมาธิการก็เสนอว่า แนวทางก็พูดกันเยอะแล้วล่ะ แต่เห็นว่าน่าจะต้อง ประยุกต์หลักแบ่งแยกอำนาจมาใช้ เพื่อที่จะทำให้การตรวจสอบระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่าย นิติบัญญัติมันเข้มแข็งมากขึ้น แล้วก็เป็นการแบ่งแยกอำนาจกันชัดเจน ดูจากกรอบนะครับ เราประยุกต์มาใช้ โดยหลักเรื่องของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ เป็นองค์พระประมุข เพราะฉะนั้นการใช้อำนาจนิติบัญญัติ พระมหากษัตริย์ก็ยังทรงใช้อำนาจ นิติบัญญัติผ่านสภา อำนาจบริหารผ่านคณะรัฐมนตรี อำนาจตุลาการผ่านศาล แล้วประเทศไทย ที่ผ่านมาก็มีองค์กรอิสระอีก แล้วก็ประชาชนจะเป็นผู้เลือกตั้งฝ่ายบริหารแล้วก็ฝ่ายนิติบัญญัติ โดยตรง เป็นการแบ่งแยกอำนาจกันทั้ง ๒ ฝ่าย อันนี้ก็เป็นโครงสร้าง ถ้าท่านใดไปเข้าใจว่า ระบบนี้จะทำให้ไปลดพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่มีนะครับ เราได้วิเคราะห์กันชัดเจน ยังคงพระราชอำนาจไว้เหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงนะครับ
ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัตินะครับ ฝ่ายบริหาร นายกรัฐมนตรีทำหน้าที่บริหารอย่างเดียว ไม่ต้องทำหน้าที่นิติบัญญัติ ประเด็นนี้ เป็นเรื่องสำคัญอีกเหมือนกัน เพราะว่าจะทำให้ฝ่ายบริหารมีเวลาในการทุ่มเทแก้ไขปัญหา ของประชาชนได้อย่างเต็มที่นะครับ
นายกรัฐมนตรีไม่มีอำนาจยุบสภา อันนี้ก็ทำให้ไม่มีอำนาจเหนือสภา คุกคาม สภาไม่ได้ เพราะปกติเวลาที่ยุบสภามักเป็นการยุบเพราะเพื่อประโยชน์ของฝ่ายบริหาร เช่น เขาอยากให้นายกรัฐมนตรีลาออก ท่านไม่ลาออกครับ ท่านยุบสภาไปเลย อย่างนี้เป็นต้น
ฝ่ายบริหารตรวจสอบฝ่ายนิติบัญญัติผ่านคณะกรรมาธิการตรวจสอบ จริยธรรมพรรคการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อันนี้เราก็จะออกแบบว่าถ้าหาก ฝ่ายนิติบัญญัติใช้อำนาจมิชอบจะคุกคามเรียกประโยชน์จากฝ่ายบริหาร ฝ่ายบริหารสามารถ ให้องค์กรตรวจสอบจริยธรรมนี่สามารถทำงานได้นะครับ
ในส่วนฝ่ายนิติบัญญัติ สภาผู้แทนราษฎรนะครับ มีอำนาจเสนอกฎหมาย ทุกประเภทรวมทั้งกฎหมายการเงินด้วย อันนี้ก็คือจะแก้ไขปัญหาที่ว่าฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่มีอำนาจในการบัญญัติกฎหมาย อันนี้เราก็จะให้ฝ่ายนิติบัญญัติมีบทบาทตรงนี้มากขึ้น
สภาผู้แทนราษฎรไม่มีอำนาจอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ว่ามีอำนาจตรวจสอบ การประพฤติมิชอบของฝ่ายบริหารและมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลการเมือง ถ้าฝ่ายบริหาร ที่บอกว่ามีอำนาจเข้มแข็งแล้วจะใช้อำนาจเหิมเกริมอย่างนี้ครับ ก็จะให้อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ สามารถตรวจสอบและนำคดีฟ้องต่อศาลได้เลย ผิดจริงก็เข้าคุกไปนะครับ
วุฒิสภามีอำนาจกลั่นกรองกฎหมาย เลือกตั้งกรรมการองค์กรอิสระ และถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คือยังมี ๒ สภาอยู่นะครับ แล้วก็สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภามีอำนาจยื่นกระทู้ ยื่นญัตติ แล้วก็การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจได้นะครับ
ทีนี้มาสรุปข้อดีที่ทางคณะกรรมาธิการได้พิจารณาไว้นะครับ ของการประยุกต์ หลักการแบ่งแยกอำนาจมาใช้
ประการแรก ก็คือประชาชนสามารถตรวจสอบประวัติบุคคลที่สมัครเป็น นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีและนโยบายก่อนการเลือกตั้ง คือประชาชนจะรู้เลยใครจะมา เป็นนายกรัฐมนตรี ใครจะมาเป็นรัฐมนตรี ตรวจสอบประวัติได้ก่อนเลย นโยบายเป็นอย่างไร เป็นพวกนายทุนพรรคการเมือง เป็นพวกเจ้าของบ่อนหรือเปล่า อุปถัมภ์อะไรกันมา ไม่ชอบ ไม่ต้องเลือก ถ้าเห็นว่าดี เลือก
พรรคการเมืองก็ต้องเลือกคนดีมาให้ประชาชนพิจารณา เพื่อให้มีโอกาสชนะ เลือกตั้ง ถ้าคุณส่งคนไม่ดีมา คุณก็อาจจะไม่ชนะนะครับ
แล้วก็ข้อ ๓ ก็คือฝ่ายบริหารทำหน้าที่บริหารอย่างเดียวไม่ต้องทำหน้าที่ นิติบัญญัติในสภา ปกติระบบรัฐสภาประชุมสภาสักปีละ ๒ สมัย สมัยละ ๔ เดือน แล้วท่าน นายกรัฐมนตรีต้องไปอยู่ในสภาตลอด เวลาในการทุ่มเทแก้ไขปัญหาของประชาชนก็จะน้อย อันนั้นอาจจะเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ปัญหาของประชาชนในประเทศไทยเรานี่ยังคาราคาซัง เยอะเชียว
ประการที่ ๔ ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติมีเสถียรภาพ รัฐบาล มีเสถียรภาพทำให้มีโอกาสแก้ไขปัญหาให้ประชาชนอย่างต่อเนื่อง ฝ่ายนิติบัญญัติ มีเสถียรภาพเพราะไม่มีการยุบสภา แล้วก็บุคคลในฝ่ายใดประพฤติมิชอบก็จะถูกถอดถอน ออกจากตำแหน่งได้ อันนี้ก็จะออกแบบการถอดถอนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นนะครับ
ประการที่ ๕ ฝ่ายรัฐบาลไม่จำเป็นต้องตอบแทน ส.ส. เพราะว่ามาจาก การเลือกตั้งของประชาชน ไม่ต้องไปอุปถัมภ์ ส.ส. จึงไม่จำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อ เปิดโอกาสให้ ส.ส. ไปทุจริตในพื้นที่นะครับ อันนี้ก็จะทำให้สิ่งจูงใจตรงนี้ลดลงไปนะครับ
เรื่องของการถ่วงดุลอำนาจจะมีประสิทธิภาพ กรณีฝ่ายบริหารประพฤติมิชอบ ฝ่ายนิติบัญญัติสามารถตรวจสอบและฟ้องคดีต่อศาลการเมืองโดยตรง อันนี้ฝ่ายบริหารก็ต้อง ระมัดระวังครับ เพราะถ้าบริหารไม่ดีเข้าคุกนะครับ แล้วก็ฝ่ายบริหารไม่มีอำนาจยุบสภา ทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติมีเสถียรภาพและเป็นอิสระจากการคุกคามของฝ่ายบริหาร การตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติจะเข้มแข็งมากขึ้นนะครับ อันนี้ก็จะเป็นกลไกที่จะทำให้ การตรวจสอบมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วแพ้นะครับ
กรณีฝ่ายนิติบัญญัติใช้อำนาจมิชอบคุกคามฝ่ายบริหาร เช่น บอกว่าจะผ่าน กฎหมายแล้วจะต้องเรียกซองขาวในห้องน้ำแบบที่เคยมีในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยนี่ แบบนี้ฝ่ายบริหารก็สามารถยื่นให้องค์กรตรวจสอบจริยธรรม สามารถดำเนินการได้นะครับ อันนั้นก็เป็นเรื่องของข้อดี
แต่ทีนี้ก็ยังมีจุดอ่อนครับ ที่พูดคุยกัน เพราะว่าข้อเสนอใดไม่มีหมดละครับ ที่มันมีจุดดีไปหมด ก็มีจุดอ่อนที่พูดคุยกันอยู่ว่าระบบแบ่งแยกเราเอามาใช้ ถ้าหากว่า ฝ่ายบริหารถือว่าตัวเองได้รับเลือกตั้งจากประชาชน ๒๐ ล้าน ๓๐ ล้านเหิมเกริมขึ้นมา จะทำอย่างไรนะครับ ในกรณีนี้ที่ประชุมก็ได้พูดกันชัดเจนว่าเราออกแบบให้ฝ่ายนิติบัญญัติ มีเครื่องมือในการตรวจสอบแล้วก็ฟ้องคดีศาลการเมืองได้ เพราะฉะนั้นถ้าใครทำผิดแบบนี้ ก็จะต้องถูกตรวจสอบ แล้วปกตินะครับ ในทางการเมืองโดยทั่วไปประชาชนเขาเลือกใครมา ถึงเลือกมามาก ๆ เขาเลือกให้คุณมาทำดีครับ ถ้าคุณเข้ามาแล้วคุณมาทุจริตนะครับ เขาก็จะ ไม่สนับสนุนคุณอีกต่อไปเหมือนกัน เหมือนนายเอสตราดาของฟิลิปปินส์นะครับ เลือกตั้ง ล้นหลามเลย เข้ามาทุจริต ประชาชนเขาบอกออกไปเสีย
ประการที่ ๒ ถ้าฝ่ายบริหารมีเสียงข้างน้อยในสภาจะทำให้ผ่านกฎหมายยาก อันนี้ก็มีแนวโน้มเป็นไปได้ เพราะหลายคนก็พูดถึงโอบามาในอเมริกาที่มีเสียงข้างน้อย ทั้งในสภาสูง สภาล่าง เขาบอกเป็นรัฐบาลเลม ดัก (Lame duck) เลย เป็ดง่อย แต่ว่าประเทศไทยไม่ใช่ระบบ ๒ พรรค เราเป็นระบบหลายพรรค ๕ ๖ ๗ พรรค เพราะฉะนั้นถ้าพรรคฝ่ายรัฐบาลได้เสียงไม่เกินครึ่งในสภาก็สามารถไปดึงพรรคอื่น พรรค ๒ ๓ ๔ มาสนับสนุนรัฐบาลได้
ประการที่ ๓ ก็บอก การเลือกตั้งทั้งประเทศจะใช้เงินมากแล้วก็อาจจะมี การทุ่มเสียง ทุ่มเงินในการเลือกตั้งมาก จริง ๆ เรื่องการซื้อเสียงบ้านเราไม่ว่าจะเลือกตั้ง แบบไหนก็คงกำจัดไม่ได้ แต่ว่ามันก็จะมีกฎหมายเรื่องของการใช้เงินในการเลือกตั้ง แล้วถ้าหากว่าทุ่มมากก็ต้องระวังนะครับ เพราะว่าเราก็ยังมี กกต. คอยจับ และจะมีกลุ่ม การเมืองอื่นคอยจับอีก และถ้าจับผิดนักคราวนี้โดนสอยตั้งแต่ยกแรกเลย ต้องออก หมดไป ยกแรกเลยนะครับ อันนี้ก็ไม่ต้องเสียเวลานะครับ
ประการที่ ๔ เป็นการเปลี่ยนแปลงใหม่ บางท่านอาจวิตกกังวลว่าจะเป็น ระบบประธานาธิบดี เรื่องนี้เราก็คอนเซิร์น (Concern) พูดกันเยอะเชียว ระบบ ประธานาธิบดีนั้นจะเป็นระบบประธานาธิบดีได้ ผู้ที่มาจากการเลือกตั้งนอกจากจะเป็น หัวหน้าฝ่ายบริหารแล้ว ก็จะต้องทำหน้าที่เป็นประมุขของประเทศไปพร้อม ๆ กันด้วย เพราะฉะนั้นถ้าเราเลือกให้มาทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายบริหารอย่างเดียว พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขก็ไม่ใช่ระบบประธานาธิบดี ถ้าใครสนใจเรื่องระบบประธานาธิบดีนะครับ ขออนุญาตครับ ขอแนะนำนิดหนึ่งไปอ่านหนังสือเรื่องการเมืองอเมริกาที่อาจารย์สมบัติ เขียนไว้ เล่มหนา ๆ เลยครับ แล้วก็ยังยืนยัน ถ้าหากว่าเราเห็นว่ามันจะเป็นระบบ ประธานาธิบดีนี่ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากคงไม่เอา คงคว่ำมันไปตั้งแต่ต้นแล้ว เพราะว่า พวกเราทุกคนก็จงรักภักดี อันนั้นก็เป็นเรื่องของจุดอ่อนนะครับ
ทีนี้ผมจะขออนุญาตสรุปโดยรวดเร็วว่าจะเหลือกี่นาทีไม่ทราบขอทดจาก ข้างหลังมาแล้วนะครับ ข้อเสนอเรื่องโครงสร้างทางการเมือง อันนี้ก็ให้ประชาชนเลือก ครม. โดยตรง โดยให้ระบุชื่อนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทั้งคณะนะครับ อันนี้การสมัครก็ต้อง สมัครโดยพรรคการเมืองเพื่อให้มีเสียงสนับสนุนในสภา ถ้าเลือกตั้งรอบแรกไม่มีผู้ใดได้เสียง เกินกึ่งหนึ่งก็ให้นำผู้ที่ได้อันดับ ๑ อันดับ ๒ มาเลือกตั้งรอบ ๒ เพื่อให้มั่นใจว่าได้รับการสนับสนุน จากประชาชนเสียงข้างมาก
๒. ให้มีรัฐบาลรักษาการในช่วงที่มีประกาศกฤษฎีกาเลือกตั้ง เพื่อให้ดูแล การเลือกตั้งให้เป็นกลาง แล้วก็ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการทำหน้าที่นำความกราบบังคมทูล เพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่นะครับ ในเรื่องสภาให้มี ๒ สภา สภาผู้แทนราษฎรมี ส.ส. ๓๕๐ คน มาจากการเลือกตั้งเขตละไม่เกิน ๓ คน แล้วก็ใช้หลัก วัน แมน วัน โหวต (One man one vote) นะครับ แล้วก็ให้คนที่ได้อันดับ ๑ ๒ ๓ มาเป็น ผู้ได้รับเลือกตั้งนะครับ ส่วนเรื่องของวุฒิสภาก็มี ๑๕๔ คน ครึ่งหนึ่งคือ ๗๗ คน ให้มาจาก การเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คนนะครับ แล้วก็อีกครึ่งหนึ่งให้มาจากการเลือกตั้งขององค์กร วิชาชีพ เช่น สภาทนายความ แพทยสภา อะไรแบบนี้ และรวมทั้งกลุ่มอาชีพ เช่น สหภาพ แรงงาน สภาองค์กรเกษตรกร แบบนี้ก็อีกครึ่งหนึ่ง ๗๗ คน นะครับ
ส่วนของเรื่ององค์กรอิสระนะครับ โดยทั่วไปองค์กรอิสระทั้งหมดเลย มีความเห็นตรงกันว่า ให้ไปดูเรื่องที่มาของกรรมการต้องปลอดจากการแทรกแซง ทางการเมืองนะครับ
ประการที่ ๒ ต้องปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้องค์กรอิสระทำงาน อย่างมีประสิทธิภาพ
ประการที่ ๓ จะต้องปรับปรุงระบบและกระบวนการทำงานให้เป็นเชิงรุก แล้วก็ให้บรรลุเป้าหมายนะครับ ก็มีเฉพาะหน่อยนะครับ เช่น ป.ป.ช. ก็เสนอว่าคดีไม่มีอายุความนะ มีศาลว่าด้วยการทุจริตคอร์รัปชัน แล้วก็สามารถฟ้องคดีได้เอง ไม่ต้องให้อัยการฟ้องนะครับ ส่วน คตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินนี่นะครับ ก็เสนอให้การตรวจสอบนั้นเน้น การตรวจสอบผลการดำเนินงานคือ เพอร์ฟอร์แมนซ์ ออดิต (Performance audit) ให้มากขึ้น เพราะว่าจะมีหลักฐานประจักษ์นะครับ ผิดก็เห็นชัด ๆ เลยนะครับ
๒. ก็ให้อำนาจ คตง. ปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบในการดำเนินงานให้เหมาะสม และมีประสิทธิภาพ อันนี้ก็จะได้ทำได้รวดเร็วขึ้นนะครับ
สำหรับ กกต. นะครับ ก็เสนอให้แก้ไขวาระการดำรงตำแหน่งให้ กกต. มีวาระ ๕ ปี และดำรงตำแหน่งได้วาระเดียวนะครับ ให้การเลือกตั้งถือเป็นสิทธิ อันนี้อยู่ใน ระบบการเลือกตั้ง ๒. การพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุอื่น นอกจากถึงคราวออกตามวาระ เป็นการเฉพาะตัวนะครับ ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งสามารถดำรงตำแหน่งต่อไปได้จนครบวาระ คือออกไม่พร้อมกันครับ ของเดิมมันจะออกพร้อมกันนะครับ
ประการที่ ๓ ก็ในช่วงการเลือกตั้ง เจ้าหน้าที่ กกต. มีอำนาจเข้าไปตรวจค้น สถานที่และจับกุมผู้ทำผิดกฎหมายเลือกตั้งโดยไม่ต้องมีหมายค้น แล้วก็หมายจับนะครับ กรณีที่ กกต. เห็นว่าเป็นการทุจริตเลือกตั้งให้ยื่นคำร้องต่อศาลเลือกตั้งนะครับ เมื่อศาลเลือกตั้ง รับคำร้อง ผู้ถูกฟ้องร้องก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคำสั่งนะครับ อันนั้นก็เป็น กกต. ส่วนองค์กรอัยการให้ภารกิจสอบสวนคดีอาญาเป็นอำนาจของพนักงานอัยการโดยตรง อันนี้เพิ่มไปเลยนะครับ ห้ามพนักงานอัยการดำรงตำแหน่งในรัฐวิสาหกิจหรือองค์กรอื่น ที่จะมีประโยชน์ส่วนตัวนะครับ แล้วก็มีการเสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการองค์กรอิสระ จริง ๆ แล้วจะช่วยเพิ่มหรือแก้ไขปัญหาของการบริหารราชการแผ่นดิน ที่เราบอกว่า นักการเมืองชอบเข้าไปแทรกแซงการแต่งตั้งข้าราชการประจำทำให้คนดีไม่มีโอกาส เข้าสู่อำนาจแล้วก็ต้องรับใช้การเมือง เราก็เสนอว่าให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการ การประเมินผลแห่งชาติขึ้นมาคณะหนึ่งเป็นองค์กรอิสระ แล้วก็ทำหน้าที่ประเมินบุคคลเข้าสู่ ตำแหน่งบริหารระดับสูงภาครัฐและรัฐวิสาหกิจระดับ ๑๐ ขึ้นไปนี่นะครับ เพื่อแก้ไขปัญหา การแทรกแซงของฝ่ายการเมืองและเพื่อให้เป็นไปตามระบบคุณธรรมที่คนดีมีความรู้ ความสามารถมีโอกาสเข้าสู่ตำแหน่งนะครับ ซึ่งเกณฑ์ต่าง ๆ นี้ คณะกรรมการประเมินผล แห่งชาติก็จะเป็นคนกำหนด นอกจากนี้จะให้ทำหน้าที่ประเมินผลโครงการขนาดใหญ่ เพื่อให้ ทำความเห็นถึงความคุ้มค่าของโครงการต่าง ๆ เพราะปัจจุบันนี้มีการทำโครงการที่ไม่คุ้มค่า มากมายทีเดียว แล้วก็ทำให้ไม่สามารถลดความเหลื่อมล้ำได้นะครับ ยังมีต่อตอนช่วงสุดท้าย หรือหมดแล้วครับ ช่วงที่ต่อยังอีกนิดหนึ่งครับ โอเคครับ ขออนุญาตนะครับ
เรื่องการปฏิรูประบบพรรคการเมือง พรรคต้องมีสมาชิกพรรคในทุกภูมิภาค ทั่วประเทศ การส่งสมาชิกพรรคลงรับเลือกตั้งต้องได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกพรรค ในพื้นที่ ให้สมาชิกพรรคมีอำนาจตรวจสอบการบริหารงานของพรรคนะครับ ให้พรรคการเมืองมีหน้าที่พิทักษ์ผลประโยชน์ของชาติ การยุบพรรคกระทำได้เฉพาะกรณีที่ พรรคทำความผิดอย่างร้ายแรงเท่านั้นนะครับ ให้รัฐสนับสนุนพรรคการเมืองอย่างเหมาะสม และยุติธรรม ให้มีองค์กรตรวจสอบยุติธรรมพรรคการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งตรงนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญเพื่อที่จะป้องกันมิให้นักการเมืองใช้อำนาจมิชอบนะครับ แล้วก็ ส.ส. จะเป็นสมาชิกพรรคก็ได้ ไม่เป็นก็ได้ อันนี้เพราะว่ามีคนถามว่าถ้าให้เป็นอิสระ สมัครอิสระได้ เดี๋ยวจะไม่ไปขายตัวหรือ คำตอบก็คือถ้าฝ่ายบริหารเขามาจากการเลือกตั้งโดยตรงแล้วจะไป ขายให้ใคร ใครจะไปซื้อ ตกลงจะขายก็คงไม่มีคนซื้อแล้วล่ะครับ
การปฏิรูปกลไกและระบบการเลือกตั้งนะครับ การใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นสิทธิ ของประชาชน ต่อไปนี้ไม่ใช่เป็นหน้าที่แล้ว ถือว่าเป็นสากลที่เขาใช้กันคือเป็นสิทธินะครับ คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ ส.ส. ก็คือห้าม ต้องไม่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุด ให้จำคุก ยกเว้นความผิดอันกระทำโดยประมาทหรือว่าคดีลหุโทษนะครับ ต้องไม่เคย ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อันนี้ก็บอกว่าให้มีผลตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่บังคับใช้นะครับ ต้องไม่เป็นบุพการี คู่สมรส บุตร หรือบุตรบุญธรรม อันนี้ก็จะขาด คุณสมบัติไปนะครับ
การปฏิรูปกลไก การเรียนรู้การปรองดองและการมีส่วนร่วมของประชาชนนะครับ
๑. การเรียนรู้ทางการเมืองของประชาชน ให้มีองค์กรรับผิดชอบ การเรียนรู้และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน อันนี้ทำให้ชัด
๒. การสร้างความปรองดอง รัฐต้องส่งเสริมให้มีกระบวนการและกลไก ในการสร้างความปรองดองเพื่อเสริมสร้างความเป็นเอกภาพของชาติ ทั้งในยามปกติและ กรณีเกิดความขัดแย้ง และมีพื้นที่สาธารณะให้กับประชาชนเพื่อสร้างวัฒนธรรมแห่ง การปรองดองนะครับ
ประการที่สำคัญก็คือ ห้ามมิให้พรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองกระทำการใด ที่เป็นการทำลายความเป็นเอกภาพของชาติ หรือสร้างความขัดแย้งที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน เพราะเราถือว่าจะเกิดความเป็นเอกภาพของชาติก็ต้องมีความมั่นคงนะครับ แล้วถ้าไม่มี ความมั่นคงก็ไม่มีความมั่งคั่งนะครับ ให้มีการจัดตั้งสภาพลเมือง ให้ทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้ อำนาจ รวมทั้งการจัดสรรทรัพยากรสาธารณะของรัฐนะครับ
อันนี้ทั้งหมดนี่ก็เป็นข้อเสนอโดยสรุปรวมนะครับ ก่อนที่ผมจะยุติการนำเสนอ ก็ขอเรียนท่านสมาชิกทุกท่านนิดหนึ่ง พอดีในช่วงที่ผ่านมา ข้อเสนอค่อนข้างจะร้อน ๆ มีหลายท่านบอกว่านี่เป็นข้อเสนอของอาจารย์สมบัติ ถ้าเป็นของผมเองผมก็ยินดีนะครับ ยืนยัน แต่ปรากฏว่าไม่ใช่ก็เลยไม่อยากจะแอบอ้าง เพราะว่าข้อเสนอของผมบอกว่าให้ ประชาชนเลือกพรรค พรรคที่ชนะเลือกตั้งให้หัวหน้าพรรคเป็นนายก แล้วก็เลือก ส.ส. บอกให้ ใช้ระบบบัญชีรายชื่อจังหวัด บังเอิญว่าทั้ง ๒ กรณี ทั้ง ๒ ข้อเสนอตกไปนะครับ เพราะฉะนั้น ข้อเสนอที่เสนอมานี้ถ้าจะระบุให้เที่ยงตรงนะครับ เป็นข้อเสนอของคณะกรรมาธิการปฏิรูป การเมืองเสียงข้างมากครับ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ