สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๗

ทนงศักดิ์ ทวีทอง หารือเรื่องการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พึ่งตนเองและตัดสินใจในกิจการของท้องถิ่นได้เอง ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐาน แห่งรัฐ พัฒนาเศรษฐกิจของท้องถิ่นและระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการ ตลอดจน โครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศในท้องถิ่น ให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนา จังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ ของประชาชนในจังหวัดนั้น

นายทนงศักดิ์ ทวีทอง

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพครับ กระผม นายทนงศักดิ์ ทวีทอง ก่อนอื่นต้องขอกราบเรียนว่าในฐานะที่มาจาก ต่างจังหวัด เป็นผู้บริหารท้องถิ่นซึ่งเหมือนเป็นคนบ้านนอกเชย ๆ ตัวดำ ๆ แต่เมื่อเข้ามา ในสภาปฏิรูปแห่งชาตินี้ผมคิดว่าความรู้สึกที่มีได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากเกือบทุก คณะกรรมาธิการในสภาปฏิรูปแห่งชาตินี้ได้มีความรู้สึกที่ดีต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะได้คิดที่จะมอบภารกิจต่าง ๆ มากมายให้พวกเราได้ทำ ซึ่งตรงนี้ก็สอดคล้องกับ ในเรื่องของเจตนารมณ์ของการกระจายอำนาจ ก่อนที่ผมจะได้พูดถึงในประเด็นที่ใน คณะกรรมาธิการได้นำเสนอไว้ซึ่งเห็นด้วย ก็อยากจะขออนุญาตท่านประธานได้ยก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในมาตรา ๗๘ ซึ่งผมคิดว่าเป็นหลักการที่สำคัญ มาตรา ๗๘ รัฐต้อง ดำเนินการตามแนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ดังต่อไปนี้ โดยเฉพาะใน (๒) นั้น ในคณะกรรมาธิการชุดนี้ได้เขียนในการแบ่งหน้าที่ในเรื่องของราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นชัดเจน ซึ่งไม่ได้ปรากฏในคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน เท่านั้น อยู่ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น ซึ่งผมคิดว่าเป็นการสอดคล้องกัน ของคณะกรรมาธิการอย่างน้อย ๒ คณะที่เห็นความสำคัญ โดยเฉพาะใน (๓) ได้บอกว่า กระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพึ่งตนเองและตัดสินใจในกิจการของท้องถิ่นได้เอง ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐาน แห่งรัฐ พัฒนาเศรษฐกิจของท้องถิ่นและระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการ ตลอดจน โครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศในท้องถิ่น ให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนา จังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ ของประชาชนในจังหวัดนั้น ผมคิดว่าตรงนี้เป็นหลักการที่สำคัญในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่ได้มีมานะครับ แต่ในส่วนที่ผมอยากจะกราบเรียนในเรื่องประเด็นที่ได้เสนอของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินนั้น โดยเฉพาะในเรื่องของประเด็น จัดระบบงบประมาณเป็นคู่ขนาน และโดยเฉพาะได้พูดถึงการจัดสรรงบประมาณตามพื้นที่ เพื่อเพิ่มอำนาจและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจให้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อตอบสนองความต้องการ ผมว่าตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่จะปรากฏใน รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในการที่เน้นให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม ภาคประชาชนได้มีส่วนร่วมในการคิดที่จะดูแลพื้นที่ของเขาเอง ผมคิดว่าตรงนี้เป็นประการสำคัญ ในการที่จะพัฒนาประเทศไทยของเรา แล้วก็มีความสอดคล้องกันในเรื่องของคณะอนุกรรมาธิการ ปฏิรูปการคลัง การงบประมาณ ที่พูดถึงรัฐพึงจัดระบบภาษีเป็น ๒ ระดับ คือระดับชาติและ ระดับท้องถิ่น และดำเนินการให้ภาษีท้องถิ่นมีรายได้มากพอสมควรแก่การใช้จ่ายของท้องถิ่น และให้มีระบบการตรวจสอบ ได้เน้นว่าให้มีระบบการตรวจสอบการใช้งบประมาณของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีประสิทธิภาพ ก็ต้องขอบคุณท่านคณะกรรมาธิการหลาย ๆ คณะ ที่ได้มีความพยายามที่จะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นเป็นองค์กรของพี่น้องประชาชน อย่างแท้จริง ได้เน้นย้ำในเรื่องของท้องถิ่น ประชาสังคม และประชาชน ซึ่งพวกเราเองนั้น ได้ทำงานร่วมกันมาโดยตลอด ผมอยากจะสะท้อนปัญหาให้เห็นในเรื่องของปัญหางบประมาณ ของท้องถิ่นที่เกิดขึ้นทำให้พวกเรายากแก่การทำงานที่ผ่านมา เพื่อเป็นฐานข้อมูลให้ทุกท่าน ได้ทราบ โดยเฉพาะท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในการที่จะออกแบบนั้นจะต้อง สอดคล้องเพื่อที่จะไปสู่กฎหมายลูกให้ได้ ไม่ใช่เพียงแต่บอกว่าให้มีกฎหมายรายได้เท่านั้น ประเด็นปัญหาที่สำคัญคือวิธีการจัดสรรงบประมาณนั้น ก็อยากกราบเรียนว่าขณะนี้ หลายคณะกรรมาธิการมีความต้องการที่จะตั้งองค์กรต่าง ๆ มีการเพิ่มเติมในเรื่องสวัสดิการต่าง ๆ ให้พี่น้องประชาชน แต่ก็โชคดีที่เมื่อวานได้ฟังใน คณะกรรมาธิการในเรื่องของเศรษฐกิจได้พูดถึงเหมือนกับการปฏิรูปในเรื่องของการจัดเก็บ ภาษีครั้งใหญ่ของประเทศ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าไปเก็บภาษีให้เพิ่มขึ้นกับผู้ซึ่งเสียอยู่แล้ว แต่ไปเก็บภาษีในส่วนที่ยังขาดที่ไม่ได้เก็บผู้ที่ไม่เสียภาษี ผมคิดว่าตรงนี้เป็นส่วนที่สำคัญ ในงบประมาณของประเทศของเรานั้นในปี ๒๕๕๘ ได้กำหนดรายได้รัฐบาลอยู่ที่ประมาณ ๒.๓ ล้านล้าน ซึ่งเป็นยอดที่มีความต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ มา ๑,๓๐๐,๐๐๐ ล้านล้าน จนมาถึงวันนี้ ซึ่งตรงนี้มีส่วนสำคัญที่จัดแบ่งให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตาม พระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจในปี ๒๕๔๒ ได้กำหนดว่าให้มีรายได้ ของท้องถิ่นไม่น้อยกว่าร้อยละ ๓๕ ต่อรายได้สุทธิรัฐบาล แต่ปรากฏว่าในปี ๒๕๔๙ นั้น มีการเปลี่ยนแปลง ได้ปรับให้ไม่เกินร้อยละ ๒๕ ต่อรายได้สุทธิรัฐบาล ผมว่าประเด็นตรงนี้ครับ รัฐธรรมนูญต้องหาทางกำหนดว่าในเมื่อมีกฎหมายแล้วอยู่ ๆ มาเปลี่ยนแปลงเฉย ๆ ผมว่า เป็นการกระทบต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งผมอยากจะเรียนว่ารายได้ท้องถิ่นนั้นมาจาก ๔ ทาง คือรายได้ที่ท้องถิ่นจัดเก็บเอง รายได้ที่รัฐบาลจัดเก็บให้ และรายได้ที่รัฐบาลแบ่งให้ แล้วก็เงินอุดหนุน ซึ่งอยากจะขอเรียนเพิ่มเติมนิดหนึ่งว่ารายได้ที่รัฐบาลอุดหนุนนั้นประมาณ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และรายได้ที่เราต้องใช้ไปในเรื่องของการบริหารงานบุคคลซึ่งท้องถิ่นนั้น กำหนดไม่ให้เกิน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ผมคาดว่าไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นเรามี งบประมาณที่จะใช้จ่ายอยู่ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเอง ท่านลองเอา ๗,๘๕๓ ท้องถิ่น หารกับ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เราได้คนละไม่เท่าไหร่เอง นี่คือปัญหาของพวกเราที่ไม่สามารถ ตอบสนองความต้องการได้ เพราะฉะนั้นก็อยากจะฝากเรียนว่าในการออกแบบในการที่จะให้ รายได้ท้องถิ่นนั้นควรจะต้องออกแบบอย่างไรให้สามารถดำเนินการได้ และไม่ให้มีอำนาจจาก รัฐบาลไปดำเนินการในการที่จะสอดแทรกในเรื่องของเอาโครงการที่เป็นนโยบายรัฐบาลไปให้ เป็นภาระกับท้องถิ่น ซึ่งตรงนี้ก็อยากจะขอฝากท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอบคุณครับ