สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๗

จิระ โกมุทพงศ์ หารือเรื่องการปฏิรูปองค์กรที่มีลักษณะงานคล้ายกันและเหมือนกัน โดยเสนอให้รวมสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เข้ามาอยู่ในองค์กรเดียวกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของระบบบริหารราชการแผ่นดิน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องเงินเดือนและเกษียณอายุราชการ โดยเน้นย้ำว่าควรทำโครงสร้างเงินเดือนให้เป็นระบบเพื่อป้องกันการคอร์รัปชันและให้เงินเดือนเท่าเทียมกัน และตั้งคำถามว่าทำไมข้าราชการบางส่วนถึงได้รับการเกษียณอายุราชการก่อนเวลาอันควร และเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหานี้ด้วยการบริหารจัดการที่ดี

พลเอก จิระ โกมุทพงศ์

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพทุกท่านครับ กระผม พลเอก จิระ โกมุทพงศ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ กระผมขออนุญาตนำเสนอ ในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องประสิทธิภาพและประสิทธิผลของระบบบริหารราชการแผ่นดิน สิ่งที่ผมนำเสนอก็คือการปฏิรูปองค์กร ๒ องค์กรที่มีลักษณะงานคล้ายกันและเหมือนกัน เข้ามาอยู่ในองค์กรเดียวกัน ไม่ใช่เป็นการก่อตั้งองค์กรใหม่อย่างที่ท่านประธาน คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นห่วงนะครับ กล่าวคือ สำนักงานป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. มีหน้าที่ไต่สวน สอบสวน ชี้มูลความผิด ของคดีทุจริตของเจ้าหน้าที่ของรัฐ คือตั้งแต่ระดับ ๘ ขึ้นไป รวมทั้งข้าราชการการเมือง แล้วก็องค์กรอิสระนะครับ ในขณะที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ คือ ป.ป.ท. มีอำนาจที่จะไต่สวน สอบสวนคดีทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐระดับ ๗ ลงมา ซึ่งเป็นหน่วยงานในกระทรวงยุติธรรมนะครับ ส่วน ป.ป.ช. เป็นองค์กรอิสระนะครับ ท่านเห็นหรือไม่ครับว่า ๒ องค์กรนี้มีอำนาจหน้าที่เหมือนกันเลย ต่างกันตรงที่ว่า ผู้ถูกสอบสวนเป็นเจ้าหน้าที่ต่างระดับกัน ผมก็คิดว่าน่าจะรวมกันได้แล้วนะครับ ตัวอย่าง ผอ. กอง ระดับ ๘ ถูกสอบสวน ป.ป.ช. ก็จะไปสอบสวน แต่ในขณะที่รอง ผอ. กอง ระดับ ๗ ลงมา กลับให้ ป.ป.ท. ไปสอบสวน ทำไมต้องให้ ๒ องค์กรมาสอบสวน การสอบสวน ก็จะไม่มีมาตรฐานนะครับ กระผมเห็นว่าหากรวมกันอยู่ใน ป.ป.ช. แล้วจะเกิดประสิทธิภาพ แล้วก็ประสิทธิผล แล้วก็มีความเป็นเอกภาพมากขึ้นนะครับ ผู้สอบสวนก็มาจากองค์กร เดียวกัน มาจากระเบียบบริหารราชการอย่างเดียวกัน องคาพยพต่าง ๆ ของ ป.ป.ท. ก็อาจจะไปอยู่ใน ป.ป.ช. กลับไปอยู่ ป.ป.ช. หรือคนที่ไม่สมัครใจก็ยังมีหน่วยงานอื่นที่ทำงาน สืบสวนสอบสวนที่จะอ้าแขนรับได้ ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ความเห็นของผมที่เสนอนี้ ก็ปรากฏว่าไปตรงกับคณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านการเมืองนะครับ ซึ่งท่านเห็นว่า ป.ป.ท. น่าจะไปรวมกับ ป.ป.ช. ได้นะครับ นอกเหนือไปกว่านั้นคือเอา ปปง. ไปอยู่ใน ป.ป.ช. ได้อีกด้วยนะครับ

ประเด็นที่ ๒ เกี่ยวกับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง เงินเพิ่มต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะ องค์กรที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม เงินมีความแตกต่างและเหลื่อมล้ำกันอย่างสิ้นเชิง องค์กรหนึ่งขอเพิ่มเงิน อีกองค์กรหนึ่งจะต้องจ้องตามขึ้นเงินเดือนตามนะครับ ในขณะที่ โดยอ้างว่าให้เหตุผลว่า ต้องใช้ความยุติธรรมอย่างยิ่งยวด ไปเป็นบอร์ดก็ไม่ได้ ไปเป็น คณะกรรมการอื่นก็ไม่ได้นะครับ เป็นการป้องกันการคอร์รัปชัน เป็นการป้องกัน การหาประโยชน์ส่วนตัวเข้านะครับ จึงให้มีเงินเดือนหรือเงินเพิ่มมากนะครับ ในขณะที่ หน่วยงานต้นน้ำของกระบวนการยุติธรรม เช่น พนักงานสอบสวน นิติกร หรือนายทหาร พระธรรมนูญ จะมีเงินเดือนอันน้อยนิดนะครับ เท่ากับว่าจะให้ค่าจ้างระดับต้น ๆ ระดับ ต้นน้ำสามารถที่จะไปคอร์รัปชันไปหาผลประโยชน์ส่วนตัวได้อย่างนั้นใช่หรือไม่นะครับ ผมว่าไม่ใช่วัตถุประสงค์ในกระบวนการยุติธรรมอย่างแน่แท้นะครับ ดีเอสไอ (DSI) มีเงินเดือน มากกว่ากรมอื่น ๆ ในกระทรวงยุติธรรม ทำให้มีการสมองไหลในกระทรวงยุติธรรม จากกรมนี้ กรมคุ้มครองสิทธิก็ดี กรมราชทัณฑ์ก็ดี ไปอยู่ดีเอสไอจำนวนมาก รวมทั้ง ข้าราชการในกระบวนการยุติธรรมในกระทรวงอื่นก็ไหลเข้าไปในดีเอสไอเป็นจำนวนมากครับ เจ้าหน้าที่ในองค์กรอิสระก็มีเงินเพิ่มสูงกว่าข้าราชการในกระทรวง ทบวง กรมอื่นอย่างเห็นได้ชัด นะครับ สิ่งที่ผมเห็นก็คือเกิดการสมองไหล เกิดการทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม ของข้าราชการที่ปักหลักหรือทำงานอยู่ที่ทำงานที่ตนแรกเริ่มเข้ามานะครับ นอกเหนือ ไปกว่านั้นข้าราชการที่จบการศึกษาในด้านอื่น ๆ เราก็ไม่ควรจะไปมองข้ามเขานะครับ เขามีส่วนที่จะนำพาประเทศให้เจริญก้าวหน้าเช่นเดียวกับข้าราชการในกระบวนการยุติธรรม ดังนั้น การทำโครงสร้างเงินเดือนของระบบกระบวนการยุติธรรม เราจะต้องทำให้เป็นระบบ

ประเด็นที่ ๓ เรื่องการเกษียณอายุราชการ มีหลายท่านที่นำเสนอว่า เกษียณ ๖๐ ปี ก็ได้ ๖๕ ปี ก็ได้ หรือ ๗๐ ปี ก็ได้นะครับ ผมว่าในเมื่อเราเป็นข้าราชการด้วยกันน่าจะ เกษียณอายุราชการที่ระดับเดียวกันนะครับ เพราะว่าเมื่อได้ชื่อเป็นข้าราชการแล้วก็ควรจะมี อายุเกษียณราชการเท่า ๆ กันนะครับ แต่ถ้าองค์กรของท่านขาดแคลนบุคลากรก็สามารถ ที่จะแก้ไขปัญหาได้ โดยมีการบริหารจัดการที่ดีนะครับ

ประเด็นสุดท้ายนะครับ เกี่ยวกับการได้เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสายสะพาย จะมี ๒ องค์กรที่มีเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่แตกต่างจากองค์กรอื่นนะครับ ในขณะที่เป็นหนุ่ม เป็นสาวเราจะเห็นว่า ชั้นสายสะพายได้สาย ๔ แล้ว ในขณะที่ข้าราชการ พลเรือน ทหาร ตำรวจ ทำงานมาเท่า ๆ กันก็ไม่สามารถที่จะได้เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสายสะพาย ชั้นที่ ๔ นะครับ ก็ถือว่าเป็นความแตกต่างและเป็นความเหลื่อมล้ำของข้าราชการนะครับ ผมก็ขอขอบพระคุณมากครับ