สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๗

อำพล จินดาวัฒนะ เสนอการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจของรัฐ โดยให้ประชาชนมีอำนาจในการจัดการชีวิตและชุมชนตนเองมากขึ้น และเสนอแนวคิดการจัดสรรเงินตามสิทธิของประชาชน เช่น หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และการศึกษา นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการจัดสรรงบประมาณเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยเรียกร้องให้ปรับเปลี่ยนระบบการจัดสรรเพื่อให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น

นายอำพล จินดาวัฒนะ ประธานกรรมาธิการ

กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ อำพล นี่ไปเปลี่ยนเป็นกำพลอาจจะได้ขึ้นก่อนครับ ต้องกราบขอบพระคุณ ท่านประธานได้กรุณาเมตตาครับ คือเผอิญเมื่อกี้นี้หนังมันขาด ผมได้เสนอในกรรมาธิการ ชุดที่แล้ว ๖ นาที มันไม่หมดหรอกครับ เพราะผมได้กราบเรียนแล้วว่าเรื่องบริหาร ราชการแผ่นดิน เรื่องปกครองท้องถิ่น เรื่องชุมชนเข้มแข็ง มันเป็นเรื่องเดียวกันทั้งหมด คือการปรับโครงสร้างอำนาจนะครับ ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธาน ผมคิดว่าที่ คณะกรรมาธิการชุดนี้ของท่านธีรยุทธ์ได้เสนอ ๗ ประเด็น ผมจะแตะเพียงบางเรื่องเท่านั้น ซึ่งก็เป็นการต่อยอดจากที่ได้อภิปรายไปในช่วงที่แล้ว ผมได้มอบเอกสารซึ่งถือว่าเป็นปัญญา ของสังคมที่ได้มีผู้คนทำไว้ในเรื่องการปฏิรูปบ้านเมืองมาให้กับท่านทั้งหลาย หลาย ๆ เรื่อง ฟังแล้วผมรู้สึกว่าสบายใจแต่ยังไม่สบายใจ ที่ว่าสบายใจเพราะผมคิดว่าทิศทางทั้งหลาย ดูเหมือนว่าเราจะคิดเหมือนกันครับ ทั้งสังคมกำลังคิดเหมือนกัน แต่ที่ไม่สบายใจก็คือว่า ทุกอย่างนี้มันยังไม่เป็นความจริงครับ มันจะต้องถูกไปบรรจุในรัฐธรรมนูญและในกฎหมาย และปรับเรื่องต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมันเป็นเรื่องโครงสร้างอำนาจนะครับ ในเล่มสีส้ม ข้อเสนอการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ ถ้าท่านดูในหน้า ๑๔ เขียนไว้ได้จับจิตจับใจ ไม่ได้เขียนไว้ ทำร้ายทำลายกันเลยนะครับ แต่เขียนดีมาก บอกว่าตลอดระยะเวลา ๑๒๐ ปีที่ผ่านมาระเบียบอำนาจของรัฐได้ถูกจัดโครงสร้างไว้รวม ศูนย์ส่วนกลาง รัฐบาลบังคับบัญชาสูงสุดในการบริหารราชการแผ่นดิน ประกอบด้วย กระทรวง ทบวง กรม ที่เป็นกิ่งก้านสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ เมื่อสักครู่ท่านประธาน ก็บอกว่าเราก็ไปทิศนี้แล้วขยายไปอีกนะครับ มีอำนาจบริหารจัดการทุกพื้นที่ทั้งสังคม ทุกปริมณฑลนะครับ แต่ในนี้เขียนไว้บอกว่า ปฏิเสธไม่ได้นะครับว่าการปกครองแบบนี้ได้ทำ ให้ประเทศไทยผ่านพ้นอาณานิคม และเราก็เป็นปึกแผ่นมาได้จนถึงทุกวันนี้ ๑๒๐ ปี เวลาผ่านไป เศรษฐกิจเปลี่ยนแปลง การเมืองเปลี่ยนแปลง สังคมเปลี่ยนแปลง การสั่งการ แบบบนลงล่างไร้ประสิทธิภาพ ไม่สอดคล้องกับความจริงที่สลับซับซ้อน เมื่อเช้าจะเห็นว่า ท่านอาจารย์ธรรมรักษ์ การพิศิษฎ์ ได้พูดถึงในกลุ่มไลน์ (Line) ของ สปช. นะครับ ท่านพูดถึง ยุคผู้ใหญ่ลี คือ ๕๐ กว่าปีที่แล้ว แล้วท่านบอกก็มาถึงยุคฉันทนา วันนี้เป็นยุคอะไรครับ ยุคเหนียวไก่ ยุคครูอังคณา ก็คือยุคดิจิทัล (Digital) ครับ สังคมเปลี่ยนไปอย่างมากแล้ว ในนี้ก็เสนอชัดเจนว่าโครงสร้างอำนาจที่ถือเอารัฐเป็นตัวตั้งแบบนี้ต้องพัฒนาแล้วละครับ เพราะมันอยู่ไม่ได้แล้ว การควบคุมศูนย์อำนาจโดยส่วนกลางทำให้ท้องถิ่นอ่อนแอ ทำลายอัตลักษณ์หลายแห่ง ท้องถิ่นสูญเสียอำนาจในการจัดการชีวิตตนเอง สูญเสียศักดิ์ศรี ความภูมิใจในวัฒนธรรมและความเป็นตัวตน เมื่อสักครู่นี้ก่อนท่านประธานขึ้นมา ผมเอง ก็ได้รับเชิญออกไปข้างนอก และท่านประธานก็ไปรับหนังสือจากเครือข่ายประชาชน คนเล็กคนน้อยที่มาเรียกร้องเรื่องสิทธิชุมชน และมาขอเรียกร้องเรื่องหยุดการคุกคามของรัฐ ที่มีต่อเขา จะเห็นว่าเรื่องเหล่านี้เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมดครับ ถ้าเราไม่ปรับการจัดสรร อำนาจกันใหม่ มันก็จะไปไม่ได้ ในนี้ได้เตือนไว้อย่างดีนะครับว่า การปรับโครงสร้างอำนาจ ไม่ใช่ย้ายอำนาจจากส่วนกลางไปไว้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่จำเป็นต้องไปนะครับ ที่สำคัญก็คือมันต้องไปสู่ระบบการเพิ่มอำนาจประชาชน ในนี้เขียนว่าหลักการเบื้องต้น ที่สำคัญก็คือต้องทำให้ประชาชนเขาจัดการชีวิตและจัดการชุมชนตนเองได้มากขึ้น ในเรื่องเกี่ยวกับการวางแผน การพัฒนาคุณภาพชีวิต การตัดสินใจ อำนาจอนุมัติ อนุญาต เรื่องต่าง ๆ ที่กระทบต่อชีวิตของเขา ก็หมายความว่าบทบาทภารกิจมันต้องผ่านไป การตัดสินใจต้องลงไป ในขณะเดียวกันทรัพยากรต้องลงไปครับ แล้วไม่ใช่ไปอยู่ที่ท้องถิ่น เท่านั้น แต่ไปอยู่ที่ชุมชนที่ต้องมีอำนาจเข้ามาควบคุมกำกับ เข้ามามีส่วนร่วม เข้ามา ตรวจสอบ และเข้ามาร่วมทำงานนะครับ ในที่นี้ก็จะพูดชัดเจน ผมจะลงตรงท้ายนี้ ซึ่งท่านทั้งหลายท่านก็อ่านแล้ว แล้วก็คิดว่าทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญท่านคงดู อย่างละเอียดนะครับ ในสุดท้ายนี้ได้เขียนไว้ว่าการปรับโครงสร้างอำนาจในบ้านเรา ต้องถอดสายอำนาจบัญชาการของรัฐบาลจากส่วนกลางที่ได้เข้าไปแทรกในการบริหาร จัดการในทุกมิติของสังคม แล้วจัดสรรอำนาจกันให้เหมาะสมลงตัวนะครับ อันนี้ก็ขออนุญาต กราบเรียนเพื่อเป็นการย้ำว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องเดียวกัน เป็นการปรับดุลอำนาจนะครับ และเรากำลังจะเดินไปด้วยกัน เราก็หวังว่ารัฐธรรมนูญที่ท่านกรรมาธิการได้กล่าวถึง เมื่อสักครู่นี้จะเป็นเครื่องมือในการวางหลักการ เป้าหมาย ทิศทาง และวิธีการ คือมาตรการ สำคัญ ๆ ที่จะนำไปสู่การจัดสรรอำนาจกันใหม่ในสังคมนะครับ

สุดท้ายนี้ผมขออนุญาตกราบเรียนเรื่องของการเพิ่มเติมเรื่องงบประมาณ นิดหนึ่ง ที่ท่านกรรมาธิการได้กล่าวถึง ๑ ใน ๗ เรื่องนะครับ เรื่องงบประมาณ และเมื่อวานนี้ มีคณะกรรมาธิการการคลัง วานนี้และวานซืนนะครับ การงบประมาณได้กล่าวถึง ในนี้พูดถึง เรื่องของงบประมาณว่าให้ปรับไปสู่งบประมาณตามภารกิจ กับงบประมาณตามพื้นที่นะครับ ถ้าได้อ่านเอกสารฉบับนี้จะเห็นว่ามีการเสนอไปขั้นหนึ่งครับ คือเสนอเรื่องการจัดสรร งบประมาณตามตัวประชาชน ตามสิทธิของประชาชน เพื่อให้เขาเลือกการใช้บริการหรือ ใช้สิทธิของเขานะครับ ถ้ายกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นเงิน ตามตัวเขาครับ และเขามีสิทธิ ถ้าในเรื่องการศึกษา ถ้างบประมาณไปตามตัวเขาและเขา มีสิทธิเลือกในการเข้าถึงการศึกษา มันก็จะเปลี่ยนแปลงไป อาจจะถือว่ามีระบบการจัดสรร งบประมาณไม่ใช่ ๒ ครับ ต้องมี ๓ มันถึงจะก้าวหน้าไป

และสุดท้ายที่อยากกราบเรียนคือ ในงานศึกษาของคณะกรรมาธิการปฏิรูป ชุดท่านชัยอนันต์นั้นนะครับ ได้มีการทำการบ้านไว้สำคัญเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะขออนุญาต กล่าวถึง ท่านอาจารย์ชัยอนันต์ สมุทวณิช ท่านเป็นแกนสำคัญในการทำเรื่องนี้ครับ ก็คือเรื่องการจัดสรรงบประมาณเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม อยู่ในเอกสารเล่มสีส้มนี้ และอยู่ในเล่มสีน้ำเงินนะครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่าอันนี้อาจจะไม่ได้อยู่ในรัฐธรรมนูญ แต่ในขั้นตอนถัดไปของสภาปฏิรูปเราอาจจะต้องมีการขบคิดเรื่องนี้ ถ้าเราจะลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มความเป็นธรรม ขณะนี้การจัดสรรงบประมาณไม่เป็นธรรมครับ จังหวัดที่ยากจนได้น้อย จังหวัดที่ร่ำรวยและมีโอกาสกลับได้มาก มีการศึกษาวิจัยในนี้ไว้ชัดเจน แล้วมีข้อเสนอ เรื่องการปรับงบประมาณนี้เพียงใช้งบประมาณแผ่นดินเพียง ๕ เปอร์เซ็นต์ จัดระบบใหม่ แล้วไม่ต้องออกกฎหมายใหม่ด้วย แค่ขั้นกฤษฎีกาก็สามารถที่จะพลิกไปสู่การใช้ระบบ งบประมาณที่ไปลดความเหลื่อมล้ำเพิ่มความเป็นธรรม และฝึกการทำงานประชาธิปไตย แบบมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ด้วย ผมขออนุญาตกล่าวถึงไว้เพราะผมคิดว่า เรื่องเหล่านี้คือทุนทางปัญญาในสังคมไทยเราที่สามารถนำมาต่อยอดได้โดยจากการทำ รัฐธรรมนูญก็ดี หรือจากการทำเรื่องการปฏิรูปที่พวกเราจะต้องมีหน้าที่ขบคิดกันต่อ ขอขอบคุณท่านประธานครับ