ธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ เสนอข้อมูลและเอกสารประกอบการนำเสนอ และขออนุญาตแจกเอกสารให้เจ้าหน้าที่ จากนั้นได้หารือเรื่องการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน โดยเสนอความคิดเห็นและข้อเสนอแนะประกอบการพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน โดยมี 7 ประเด็นหลักในการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน และเรียกร้องการจัดตั้งคณะกรรมการจริยธรรมและธรรมาภิบาลแห่งชาติเพื่อดูแลและดำเนินการตามหลักจริยธรรมและธรรมาภิบาล
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ก่อนที่จะเริ่มเสนอ ผมขออนุญาตให้ทางเจ้าหน้าที่ได้แจกเอกสารเพื่อประกอบการนำเสนอ ของผมด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการแจกเอกสาร)
กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และท่านสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม นายธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ สมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ ในฐานะประธานกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ขออนุญาตนำเสนอความเห็นและข้อเสนอแนะประกอบการพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินได้ร่วมกันพิจารณาและมีความเห็น ในเบื้องต้น โดยคณะกรรมาธิการได้ตระหนักดีว่าเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เป็นเรื่องที่มีขอบข่ายกว้างขวาง เป็นเรื่องที่มีความเกี่ยวพัน เกี่ยวข้อง เชื่อมโยงกับการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการด้านอื่น ๆ เกือบจะทุกด้าน และที่สำคัญ กว่านั้นคือเป็นเรื่องที่อยู่ในความคาดหวังต้องการของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากภาคประชาชนสูงมาก สิ่งที่กระผมอยากจะขอกราบเรียน ทำความเข้าใจในเบื้องต้นก็คือ ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ที่กระผมได้รับมอบหมายให้เป็นผู้นำเสนอต่อไปนี้ เป็นความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญที่จะนำไปประกอบการพิจารณาว่า จะเห็นสมควรนำความคิดเห็น และข้อเสนอแนะเรื่องใดไปบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปประเทศบ้าง ซึ่งเราก็เข้าใจดีว่า คงจะมีเพียงไม่กี่ประเด็นเท่านั้นที่จะได้รับการบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญได้ เพราะท่านประธาน กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนก่อนปิดการประชุมในวันแรกนะครับ ภายหลังการนำเสนอของประธานคณะกรรมาธิการทั้ง ๘ ด้านว่าหากจะต้องนำข้อเสนอของ คณะกรรมาธิการทั้ง ๑๘ ด้าน ซึ่งมีอยู่รวมกันทั้งสิ้นถึง ๒๔๖ ประเด็น ไปบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ ทั้งหมดแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็คงจะเป็นรัฐธรรมนูญที่มีความยาวเหมือนกับรัฐธรรมนูญ หลายฉบับก่อน ๆ ที่ผ่านมา ซึ่งผมคิดว่าอาจจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ยาวที่สุดในโลกก็ได้ อย่างไรก็ตามครับ การเสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการปฏิรูปทั้ง ๑๘ ด้าน ต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติก่อนส่งมอบต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็เป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งมาตรา ๓๑ วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พุทธศักราช ๒๕๕๗ ที่กำหนดให้สภาปฏิรูปแห่งชาติเสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่อ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญภายใน ๖๐ วันนับแต่วันที่มีการประชุมสภาปฏิรูป แห่งชาติครั้งแรก ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ ๑๙ ธันวาคมที่จะถึงนี้
สำหรับในส่วนของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินนั้น ได้มีการประชุมหารือ ศึกษา วิเคราะห์ และจัดทำความเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อประกอบ การพิจารณาของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ รวม ๗ ประเด็นหลักด้วยกันคือ
ในประเด็นที่ ๑ เป็นเรื่องของจริยธรรมและธรรมาภิบาลในการบริหาร ราชการแผ่นดิน
ประเด็นที่ ๒ เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ของราชการบริหารส่วนกลาง ราชการบริหารส่วนภูมิภาค และราชการบริหารส่วนท้องถิ่น
ประเด็นที่ ๓ เป็นเรื่องของประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการบริหาร ราชการแผ่นดิน
ประเด็นที่ ๔ เป็นเรื่องของการเข้าถึงบริการภาครัฐและการมีส่วนร่วม ของประชาชน
ประเด็นที่ ๕ เป็นเรื่องของการจำกัดอำนาจ บทบาท ขนาด และการขยายตัว ของภาครัฐ
ประเด็นที่ ๖ เป็นเรื่องของความมั่นคงแห่งรัฐ
ประเด็นที่ ๗ เป็นเรื่องของการปฏิรูประบบงบประมาณและการคลัง
สำหรับในประเด็นที่ ๑ คือเรื่องของจริยธรรมและธรรมาภิบาลนั้น นับว่า เป็นเรื่องที่มีความสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งของระบบบริหารราชการแผ่นดิน หรือจะเรียกว่า เป็นหัวใจของการบริหารกิจการบ้านเมืองก็คงจะไม่ผิด เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง ของเราทุกวันนี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากปัญหาการขาดจริยธรรมและธรรมาภิบาลในการบริหาร ราชการแผ่นดินทุกระดับ ตั้งแต่นักการเมือง ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูงลงมา จนกระทั่งถึงระดับปฏิบัติ รวมทั้งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจรัฐในภาคเอกชนและ ประชาชนด้วย จากการนั่งฟังการนำเสนอของคณะกรรมาธิการทั้ง ๑๕ คณะ ความจริง ๑๖ คณะ และการอภิปรายตลอด ๒ วันที่ผ่านมา เกือบทุกคณะจะพูดถึงปัญหาเกี่ยวกับ เรื่องของจริยธรรม ธรรมาภิบาล และการบริหารราชการแผ่นดิน และหลายคณะก็ได้มีข้อเสนอแนะที่มีรูปธรรมชัดเจนไว้ในการนำเสนอให้เกิดธรรมาภิบาล ที่ชัดเจนด้วย เกี่ยวกับเรื่องนี้คณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินจึงเห็นว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการกำหนดเรื่องของจริยธรรมและธรรมาภิบาลของผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ในรัฐธรรมนูญดังเช่นที่เคยกำหนดไว้ ในรัฐธรรมนูญฉบับปีพุทธศักราช ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ที่ผ่านมา และเพื่อให้มีกลไกที่จะดูแล ให้มีการปฏิบัติตามหลักจริยธรรมและธรรมาภิบาลที่ได้ผลจริงจัง สมควรที่จะมีการจัดตั้ง องค์กรตามรัฐธรรมนูญในรูปของคณะกรรมการจริยธรรมและธรรมาภิบาลแห่งชาติ หรือองค์กรในลักษณะคล้ายคลึงกันขึ้น โดยให้มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลตรวจสอบ และดำเนินการให้มีการลงโทษผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำ การฝ่าฝืนจริยธรรมและธรรมาภิบาลอย่างร้ายแรงได้โดยรวดเร็วและเด็ดขาด โดยเห็นว่า ควรจะบรรจุไว้ในภาค ๓ หมวด ๒ เรื่องการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ อย่างไรก็ตามครับ หากเกรงว่าจะเป็นการเพิ่มองค์กรตั้งใหม่ขึ้นตามข้อสังเกตของท่านประธานกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญที่ให้ไว้เมื่อคืนนี้ กระผมก็คิดว่าองค์กรที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหาร ราชการแผ่นดินเสนอนี้อาจจะไปรวมไว้กับองค์กรอื่นที่มีอยู่แล้วเช่นสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ก็ได้ โดยเห็นควรปรับปรุงบทบาท อำนาจ ภารกิจขององค์กรดังกล่าวให้มีความเหมาะสม ชัดเจนยิ่งขึ้น ที่สำคัญก็คือหากไม่มีองค์กรระดับชาติที่จะดูแลให้เกิดการปฏิบัติได้ อย่างแท้จริงแล้ว เรื่องของธรรมาภิบาลก็จะเป็นเพียงข้อเขียนในรัฐธรรมนูญที่สวยแต่รูป แต่จูบไม่หอมครับ
ประเด็นที่ ๒ เรื่องความสัมพันธ์ของราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นนั้น เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกันค่อนข้างใกล้ชิดกับคณะกรรมาธิการปฏิรูป การปกครองท้องถิ่นที่เพิ่งนำเสนอไปเมื่อสักครู่ โดยกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการ แผ่นดินเห็นว่า ที่ผ่านมายังไม่มีการกำหนดขอบเขตภารกิจอำนาจหน้าที่และความสัมพันธ์ ที่ชัดเจนระหว่างราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ซึ่งส่งผลให้ ประชาชนขาดความเข้มแข็ง และขาดโอกาสในการมีส่วนร่วม และมีบทบาทในการ บริหารงานในท้องถิ่นเท่าที่ควร ซึ่งที่ถูกต้องแล้วราชการบริหารส่วนกลางควรจะทำ เฉพาะกิจการด้านการป้องกันประเทศ การต่างประเทศ การยุติธรรม ระบบการเงินการคลัง การพลังงาน การสื่อสาร การคมนาคม และการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของประเทศ รวมทั้งงานที่ไม่อาจที่จะมอบให้ท้องถิ่นปฏิบัติได้เท่านั้น ส่วนกิจการอื่น เช่น งานในด้านการป้องกันอาชญากรรม การศึกษา ศิลปวัฒนธรรมก็ดี ก็ควรจะมอบให้ ท้องถิ่นเป็นผู้จัดทำ
สำหรับในส่วนภูมิภาค ก็ควรมีหน้าที่ประสานระหว่างการขับเคลื่อนนโยบาย ของส่วนกลางกับการตอบสนองการแก้ปัญหาของประชาชนในท้องถิ่น และกำกับดูแล การดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อประกันความมีธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพและความเสมอภาคในการจัดทำบริการสาธารณะและการพัฒนาคุณภาพชีวิต ของประชาชนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
สำหรับในส่วนของท้องถิ่นเอง ก็ให้มีอำนาจตัดสินใจในกิจการของท้องถิ่นได้ ภายใต้เงื่อนไขของการเปิดให้องค์กรชุมชนและภาคประชาสังคมเข้ามามีบทบาทในการ พัฒนาพื้นที่ได้มากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการในการพัฒนาและแก้ไขปัญหา ของประชาชนในพื้นที่ตามที่ได้มีการนำเสนอ แล้วก็ได้มีการอภิปรายกันไปแล้วเมื่อสักครู่นี้ ทั้งนี้เห็นควรที่จะให้มีการกำหนดไว้ในโครงร่างรัฐธรรมนูญในภาค ๒ หมวด ๗ การกระจาย อำนาจและการปกครองท้องถิ่น
ประเด็นที่ ๓ ด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการบริหารราชการ แผ่นดินนั้น เห็นควรเสนอให้มีการกำหนดไว้ในโครงร่างรัฐธรรมนูญภาค ๒ หมวด ๒ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ส่วนที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินไว้ว่า การบริหาร ราชการแผ่นดินทุกระดับต้องยึดหลักการตอบสนองความต้องการของประชาชน สอดคล้อง กับยุทธศาสตร์ชาติระยะยาว มีการวัดผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจนเชื่อถือได้ และที่สำคัญก็คือ ต้องรายงานผลให้ประชาชนทราบด้วย รายละเอียดก็จะปรากฏอยู่ในเอกสารฉบับรวมเล่มแล้ว
สำหรับในประเด็นที่ ๔ เรื่องการเข้าถึงบริการภาครัฐและการมีส่วนร่วมของ ประชาชน มี ๒ ประเด็นย่อยครับ
คือในประเด็นแรก เห็นควรกำหนดไว้ในโครงร่างรัฐธรรมนูญ ภาค ๔ การปฏิรูป ความปรองดอง หมวด ๑ การปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม โดยกำหนดว่าการจัดสรรทรัพยากรของชาติเพื่อการสาธารณะ เช่น พลังงานหรือป่าไม้ และการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะโดยใช้ทรัพยากรของชาติ เช่น ในเรื่องสื่อหรือ การคมนาคม ให้ดำเนินการโดยผู้ให้บริการที่เป็นอิสระจากภายนอก โดยในการจัดสรรและ การดำเนินภารกิจดังกล่าวก็ต้องมีกลไกกำกับดูแลโดยผู้มีอำนาจควบคุม จัดการ ที่เป็นอิสระ จากภายนอกเช่นกัน
ส่วนในประเด็นย่อยที่ ๒ เห็นควรกำหนดเรื่องการปฏิรูปการบริหารงาน ภาครัฐตามหลักธรรมาภิบาลแบบบูรณาการระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริงไว้ในโครงร่างรัฐธรรมนูญส่วนที่ว่าด้วยการมีส่วนร่วม ทางการเมืองหรือในภาค ๒ หมวด ๒ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ
ในประเด็นที่ ๕ เรื่องการจำกัดอำนาจ บทบาท และการขยายตัวของภาครัฐ มี ๒ ประเด็นย่อยครับ
โดยในประเด็นแรก เป็นเรื่องที่เห็นควรกำหนดแนวทางจำกัดอำนาจ บทบาท และปรับลดบทบาทของภาครัฐที่อาจเข้าไปแทรกแซงกลไกตลาดเพื่อให้ภาคเอกชนและ ภาคประชาสังคมสามารถจัดบริการสาธารณะได้ตามที่กฎหมายกำหนด โดยได้รับการดูแล สนับสนุนและวัดผลสัมฤทธิ์ในการจัดทำบริการสาธารณะให้ได้มาตรฐาน มีคุณภาพ และเป็นธรรม ซึ่งจะส่งผลให้ภาครัฐมีขนาดเล็กลงและภาคสังคมมีขนาดใหญ่ขึ้น ทั้งนี้เห็นควรกำหนดไว้ในภาค ๒ หมวด ๒ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และหมวด ๖ ความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการ นักการเมือง และประชาชน
ส่วนในประเด็นย่อยที่ ๒ เป็นเรื่องที่เห็นควรจำกัดการขยายตัวของภาครัฐ เพื่อไม่ให้เกิดภาระด้านงบประมาณและเป็นการขยายอำนาจของภาครัฐโดยไม่มีที่สิ้นสุด ดังเช่นในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ ปีเดียวนะครับ มีการเพิ่มจำนวนกระทรวงจาก ๑๔ กระทรวงเป็น ๒๐ กระทรวง แล้วก็มีจำนวนกรมที่เพิ่มตามมาหลังจากนั้นอีก ๑๐ กรมนะครับ นอกจากนั้น ก็ยังมีส่วนราชการระดับกองเพิ่มขึ้นอีก ๑๖๒ กอง ส่วนราชการประจำจังหวัดเพิ่มขึ้นถึงอีก ๔๑๐ ส่วนราชการ กับหน่วยงานกลางที่ไปอยู่ในส่วนภูมิภาคเพิ่มขึ้นอีก ๑๒๒ ส่วนราชการ ก็จะเห็นนะครับว่าอันนี้มีการขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ นะครับ ด้วยเหตุนี้จึงเห็นควรให้มี ข้อกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ภาค ๒ หมวด ๒ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐว่าการจัดตั้ง ส่วนราชการหรือหน่วยงานภาครัฐใหม่ในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคจะต้องมีความจำเป็น และมีความชัดเจนในการกำหนดภารกิจ และจะต้องไม่เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่จัดทำ บริการสาธารณะที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และจะกระทำได้ เฉพาะเมื่อมีการปรับ ยุบ เลิกส่วนราชการเดิมเท่านั้น คือถ้าจะตั้งก็ต้องยุบเพื่อตั้งนะครับ
สำหรับในประเด็นที่ ๖ ซึ่งเป็นเรื่องความมั่นคงแห่งรัฐก็มี ๒ ประเด็นย่อย เช่นเดียวกันครับ
โดยในประเด็นแรก เห็นควรกำหนดไว้ในภาค ๒ หมวด ๒ แนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐว่าการบริหารราชการแผ่นดินต้องมีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะยาว ที่มุ่งเน้นผลประโยชน์ของชาติและประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งนี้ เพราะเท่าที่ผ่านมานั้นทราบว่า การจัดทำยุทธศาสตร์ชาตินั้นเป็นการจัดทำของนักศึกษา วปอ. ในแต่ละรุ่นนะครับ แล้วก็ นำแถลงก่อนที่จะจบหลักสูตร โดยไม่ได้มีการนำไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง ในประเทศไทย ยังไม่เคยมีการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติที่มีระยะยาว ๑๐ ปีหรือเกิน ๑๐ ปีขึ้นไปเลยนะครับ มีแต่ยุทธศาสตร์หรือแผนพัฒนาต่าง ๆ เป็นเรื่อง ๆ ไป ไม่ได้มีการบูรณาการภาพรวมทั้งหมด ดังนั้นเพื่อให้รัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศมีกรอบการดำเนินงานในระยะยาว ที่มีการกลั่นกรองมาอย่างดีด้วยการจัดทำเป็นยุทธศาสตร์ชาติขึ้น ก็จะทำให้การบริหาร ราชการแผ่นดินเป็นไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนโดยรวม
สำหรับในประเด็นย่อยที่ ๒ เห็นควรให้มีการกำหนดนโยบายความมั่นคง ของรัฐที่ชัดเจนไว้ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในด้านความมั่นคงนะครับ โดยมุ่งเน้น ผลประโยชน์ของชาติในภาพรวม ซึ่งจะครอบคลุมทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การป้องกันประเทศและการดำรงอยู่อย่างมั่นคงยั่งยืนของสถาบันหลักของชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมทั้งการอยู่ ร่วมกันอย่างเป็นปึกแผ่น สันติสุข เป็นธรรมและมีกำลังทหารที่มีศักยภาพในการปกป้องภัย คุกคามจากภายนอก
ในประเด็นสุดท้ายครับ เป็นเรื่องของการปฏิรูประบบงบประมาณและการคลัง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งอีกเรื่องหนึ่ง เพราะระบบงบประมาณเป็นหัวใจของ การขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดินและการพัฒนาประเทศ ข้อเสนอเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็มี ๒ ประเด็นย่อยเช่นกัน
โดยในประเด็นแรก เสนอให้มีการกำหนดไว้ในภาค ๒ หมวด ๕ การคลัง และการงบประมาณของรัฐ โดยให้การจัดทำงบประมาณมีลักษณะเน้นการควบคุมที่ผลงาน และการสร้างกลไกบูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานตามภารกิจต่าง ๆ
และในประเด็นย่อยที่ ๒ เสนอให้มีการกำหนดการจัดระบบงบประมาณ แบบคู่ขนานคือการจัดสรรงบประมาณตามภารกิจหรือที่เรียกว่าฟังก์ชัน เบสด์ บัดเจตติง (Function based budgeting) และการจัดสรรงบประมาณตามพื้นที่ หรือที่เรียกว่า แอเรีย เบสด์ บัดเจตติง (Area based budgeting) ซึ่งการจัดสรรงบประมาณตามภารกิจเป็นการ จัดสรรงบประมาณที่ตอบสนองนโยบายจากส่วนกลางเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ในภาพรวมผ่านการทำงานของกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ ที่จะต้องดำเนินไปตาม แผนพัฒนาและยุทธศาสตร์ชาติระยะยาว ส่วนการจัดสรรงบประมาณตามพื้นที่ เป็นการ จัดสรรงบประมาณที่ตอบสนองการแก้ปัญหาและการพัฒนาท้องถิ่นและพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ ตามโจทย์ปัญหาของแต่ละพื้นที่ มีวิธีการงบประมาณที่ยืดหยุ่นและเปิดให้ประชาชน มีส่วนร่วมในการวางแผนโครงการโดยตรงได้มากขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธาน และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติผู้ทรงเกียรติ ทุกท่าน ที่กระผมได้กราบเรียนสรุปมาทั้งหมดนี้คือความเห็นและข้อเสนอแนะของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ที่เห็นควรพิจารณาบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยฉบับที่กำลังยกร่างอยู่ในขณะนี้ แต่ผมก็ได้กราบเรียนไว้ในเบื้องต้น แล้วว่า เราเข้าใจดีว่าการเสนอความเห็นและข้อเสนอแนะเหล่านี้คงไม่อาจได้รับการบรรจุไว้ ในรัฐธรรมนูญทั้งหมด กรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินจึงได้เตรียมการที่จะ ดำเนินการต่อไปในการที่จะนำไปสู่ขั้นตอนของการปฏิรูป โดยจะไม่รอผลการพิจารณาของ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพราะเราเห็นว่าความเห็นและข้อเสนอแนะทั้งหมด ที่เสนอมานี้ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญและมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการปฏิรูปให้เกิด การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นโดยไม่ชักช้าครับ จึงขอกราบเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา ตามที่เห็นสมควร ขอกราบขอบพระคุณครับ