พงศ์โพยม วาศภูติ เสนอแนวคิดการกระจายอำนาจ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีส่วนร่วมของประชาชน และการจัดแบ่งภารกิจอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจน พงศ์โพยม วาศภูติ เสนอแนวคิดการประนอมอำนาจ โดยเสนอให้มีสภาที่ปรึกษาที่ทำงานคู่ขนานกับ สภาเลือกตั้ง เพื่อลดความเป็นการเมืองท้องถิ่น และให้การแก้ปัญหาและสนองความต้องการของประชาชน พงศ์โพยม วาศภูติ เสนอแนวคิดการปล่อยให้ประชาชนรับผิดชอบตัวเองมากขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น น้ำท่วม น้ำแล้ง และการแบ่งเบาภาระของรัฐบาล
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผมขอหารือนะครับ เพราะว่าได้ตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่แล้วตอนผมนำเสนอ ครั้งแรกนั้นก็พูดไม่หายใจหายคอนะครับ ใช้เวลาไป ๑๕ นาที เหลืออีก ๕ นาที ผมขออนุญาตรวมมาเป็น ๑๕ นาทีครับ กราบเรียนท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านอาจจะสงสัยว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ รวมทั้งตัวพระราชบัญญัติกำหนดแผน และขั้นตอนการกระจายอำนาจเขาก็เขียนไว้ค่อนข้างละเอียดแล้ว เหลือแต่การนำไปปฏิบัติ เท่านั้นเอง ถ้าเราเขียนเหมือนเดิมแล้วก็นำไปปฏิบัติมันก็น่าจะโอเคไหม ผมอยากจะ กราบเรียนอย่างนี้ครับว่า ผมก็ลองมาวิเคราะห์ดูว่าในข้อเสนอ ๘ ประเด็นของเรานั้น มีความเหมือนและความต่างจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ อย่างไร ก็พบว่า ในเรื่องเน้นความเป็นอิสระหรือการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมนั้นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ ก็เขียนไว้ค่อนข้างดี แต่ว่าในส่วนที่แตกต่าง ผมขออนุญาตนำเรียน ว่าอย่างนี้ครับ
๑. เราเน้นเรื่องชุมชนค่อนข้างมาก อยากให้การกระจายอำนาจมันลงไปถึง ชุมชน ไม่ใช่เฉพาะตัวองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเท่านั้น อยากเห็นการมีส่วนร่วมของ ประชาชนในการเข้าไปดูแลบริหารจัดการ กำกับ แล้วก็ช่วยเหลือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
๒. เราเน้นเรื่องรูปธรรมในการขับเคลื่อน และข้อเสนอในการที่จะจัดให้มี องค์กรในการดูแลองค์กรปกครองท้องถิ่นเป็นการเฉพาะ
๓. เราเน้นเรื่องการจัดแบ่งภารกิจอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจนว่าอะไรที่ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคจะสามารถแบ่งมาให้ อะไรที่สามารถจะกระจายมาให้ อะไรที่สามารถจะทำ ร่วมกันได้
ประการที่ ๔ คือเราเน้นเรื่องการเงิน การคลัง และการบริหารงานบุคคลของ ท้องถิ่นไว้เป็นพิเศษ เพราะว่านี่คือหัวใจของการขับเคลื่อนการทำงาน องค์กรที่ไม่มีคนมันก็ สแตติก (Static) ไม่อาจจะไดนามิก (Dynamic) ได้
ประการที่ ๕ คือเรามีเรื่องใหม่ คือเรื่องของการประนอมอำนาจ เรามีเสนอ ให้มีสภาพลเมืองหรืออาจจะเป็นเรียกชื่ออะไรก็ตามเป็นสภาที่ปรึกษาที่ทำงานคู่ขนานกับ สภาเลือกตั้งถ้าจะมีนะครับ แล้วก็ลดความเป็นการเมืองท้องถิ่นลงมาเป็นการบ้านท้องถิ่น ไม่มีผู้แพ้ไม่มีผู้ชนะ เราเลือกตั้งผู้บริหารโดยตรง ส่วนสภาท้องถิ่นหลังจากเลือกตั้งแล้ว ทำอย่างไรถึงให้เกิดความสมานฉันท์ ร่วมไม้ร่วมมือกันทำงานเพื่อบ้านเกิดของตัวเองได้ ทั้งมีสมาชิกสภาปฏิรูป บางท่านเสนอถึงขนาดว่าไม่ต้องเลือกตั้งได้ไหม เลือกตั้งทางอ้อม แล้วก็มาทำงานร่วมกันนะครับ
ประการที่ ๖ คือว่าให้การแก้ปัญหาและสนองความต้องการของประชาชน ชุมชนในท้องถิ่นนี่เป็นโรงเรียนฝึกประชาธิปไตย กล่าวคือว่าประชาชนทำงานร่วมกับองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปของชุมชนท้องถิ่น และสามารถจะเปลี่ยนเกิดความเข้าใจ ในระบอบประชาธิปไตยทางปฏิบัติ แล้วก็เปลี่ยนตัวเองจากความเป็นพีเพิล (People) ประชาชน เป็นซิติเซน (Citizen) คือเป็นพลเมืองผู้ตื่นรู้ในสิทธิหน้าที่ความรับผิดชอบนะครับ แล้วก็
ประการสุดท้าย คือเราคิดว่าเรื่องสำคัญคือการกำกับดูแลเท่าที่จำเป็น แต่ว่าเรายอมรับว่าถ้ามีการถ่ายโอนอำนาจภารกิจหน้าที่ความรับผิดชอบลงมา ก็ชอบที่ องค์กรปกครองส่วนท้องหรือชุมชนท้องถิ่นนั้นชอบที่จะถูกตรวจสอบนะครับ โดยภาครัฐ โดยองค์กรอิสระ แต่กระผมในฐานะที่เคยเป็นนายอำเภอ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เคยกำกับ ดูแลท้องถิ่นมาแล้ว อยากจะสารภาพกับท่านประธานนะครับว่า การราชการคุมราชการนั้น มันไม่ได้เรื่องนะครับ มันทำไม่ได้ประสิทธิภาพ เพราะมันก็อยู่ด้วยกันทำงานด้วยกัน จะไปเข่นฆ่าอะไรเขามากมายมันก็ทำไม่ได้ ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดที่อยากจะใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่นี้คือการตรวจสอบโดยภาคประชาชน ประชาชนนี่เข้าไปกำกับดูแลควบคุม ตรวจสอบคนที่เขาเลือกมา แล้วก็นอกจากควบคุมตรวจสอบแล้วก็ช่วยเหลือมีจิตอาสา ในการทำงานร่วมกับท้องถิ่นนะครับ สิ่งสำคัญคือว่าทำอย่างไรเราถึงจะเปลี่ยนวัฒนธรรม ราชการนะครับ คนที่เป็นลูกเป็นหลาน พอเป็นผู้บริหารก็ดีเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นก็ดี มันก็เป็นซัมบอดี (Somebody) เป็นบางคนและต้องมียศฐาบรรดาศักดิ์มีเครื่องแบบ มีรถประจำตำแหน่งจะพบต้องนัดก่อน วัฒนธรรมอย่างนี้ทำอย่างไรถึงจะให้ประชาชน นี่เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ แล้วก็ผู้บริหารก็ดี สมาชิกก็ดี มีความรู้สึกเป็นลูก เป็นหลานที่จะต้องบริการกับพี่ป้าน้าอาผู้คนในพื้นที่ ดังนั้นเรื่องของโอนเนอร์ชิพ (Ownership) นี่เป็นเรื่องสำคัญครับ
สุดท้ายครับท่านประธาน ผมคิดว่าความยากเหมือนอย่างที่หลายท่านได้ กล่าวไปแล้วก็คือทัศนคติของฝ่ายการเมืองและฝ่ายประจำในอนาคต ที่จะเปิดโอกาสให้มีการ ถ่ายโอนภารกิจอำนาจหน้าที่ลงมา อยากให้พวกเราวาดภาพว่า ส่วนกลางไปต่อสู้กับโลก ซึ่งขณะนี้มันก็รุกรานเข้ามาโลกาภิวัตน์เรื่องของเอฟทีเอ (FTA) ดับเบิลยูทีโอ (WTO) อะไรนี่นะครับก็เยอะแยะไปหมด ดังนั้น เราก็ยังมีภารกิจในเรื่องของต่างประเทศ เรื่องของ ความมั่นคง เรื่องของเงินตราอะไรนี่ที่รัฐบาลจะต้องต่อสู้ดูแลชาติบ้านเมืองอยู่เยอะแล้ว เพราะฉะนั้นเราอยากเห็นว่าส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคลดความเป็นผู้ปฏิบัติดูเออร์ (Doer) นี่ลงมาได้ไหม หันมาเป็นแฟซิลิเตเตอร์ (Facilitator) มาเป็นซัปพอร์ตเตอร์ (Supporter) คือ ผู้ช่วยเหลืออำนวยความสะดวก แนะนำ ส่งเสริม แล้วก็ปล่อยให้ท้องถิ่นคือองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นร่วมกับภาคประชาสังคมเขาบริหารจัดการแก้ไขปัญหาและสนอง ความต้องการของตัวเอง มีมิติทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การบริหาร แล้วก็ที่สำคัญ คือการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ แม่น้ำ ป่าเขา ลำคลอง ซึ่งอยู่ในบ้านของเขาเองนะครับ
ข้ออ้างของความยากที่จะไม่ปฏิบัติก็คือความพร้อม กระผมอยากจะ กราบเรียนว่ามันก็เหมือนลูกเราครับ พ่อแม่เลี้ยงลูกถ้ายังเล็กอยู่ก็ดูแลใกล้ชิด บัดนี้ลูกก็ได้ โตขึ้นแล้วนะครับ แล้วก็มีความสามารถที่จะดูแลตัวเองได้ก็คงต้องปล่อยไปบ้างนะครับ เพราะฉะนั้นก็อยากจะกราบเรียนวิงวอนไปถึงทาง คสช. ครม. สนช. คณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ และที่สำคัญคือเพื่อนข้าราชการของผมตามหน่วยราชการต่าง ๆ นี่แหละครับ ได้เห็นความจำเป็นของการที่จะต้องสร้างพลเมืองขึ้นมา เอาฐานประชาชน ๖๐ ล้านคน แก้ไขปัญหา เราเห็นความอ่อนแอของประชาชนมามากนะครับท่านประธาน ปลูกอะไร ขายไม่ได้ก็มากองถนน ปิดถนน ทำอะไรไม่ได้ก็ต้องมาเรียกร้อง มาทำเนียบ มาอะไร ฉะนั้นถ้ายโสธร ร้อยเอ็ด มีข้าวเหนียว มีข้าวหอมมะลิดี เป็นไปได้ไหมไปขายกันเองเลยแทนที่จะต้องมารอ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์อะไรกัน เราอยากเห็นภาพอย่างนี้ในการที่ เขาจะแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำแล้ง น้ำท่วม โดยแน่นอนทางฝ่ายรัฐซึ่งเป็นฝ่ายวิชาการก็คงต้อง ช่วยเหลือสนับสนุน กระผมเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดผมมี ๒๐ กระทรวง มี ๑๕๐ กรม แบ็กอัป (Backup) ผมอยู่ ดังนั้นถ้าท้องถิ่นได้มีโอกาสดูแลจัดการตนเองก็อยากให้ทางส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคกำกับดูแลด้วยเมตตา ช่วยเหลือ แล้วผมยืนยันว่างานของท่านยังเหลืออีกเยอะ แล้วสิ่งที่จะตามมาก็คือว่าการแบ่งเบาภาระของรัฐบาล แล้วก็เรียนยืนยันว่าไม่ใช่การล้ม อำนาจรัฐ เพราะว่าความเป็นรัฐเดี่ยวอันหนึ่งอันเดียวแบ่งแยกมิได้ของเราก็ยังยืนยันอยู่ การกำกับดูแลมีความจำเป็น แล้วสิ่งสำคัญก็คือว่าถ้าหากอำนาจวาสนาทั้งหลายลงมายัง ข้างล่างแล้ว กระผมเชื่อว่าการต่อสู้ทางการเมืองในระดับชาติก็จะเบาบางลงไปด้วย เราจะเห็นประชาชนมีความตื่นตัว เพราะว่าสิ่งที่พูดกันในสภาผู้แทนราษฎรอะไรอย่างนี้ มันก็จะไปปรากฏเป็นรูปธรรมอยู่ในพื้นที่นะครับ ผมก็ฝากกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยัง ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วยความเคารพครับ ขอบพระคุณครับ