รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๖ · ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

สุกิจ อัถโถปกรณ์ หารือเรื่องการผลิตไฟฟ้าและขอความช่วยเหลือในการพัฒนาโรงไฟฟ้าให้เหมาะสมกับประเทศ โดยเน้นย้ำถึงความเสี่ยงของการหมดแหล่งพลังงานแก๊สธรรมชาติในอนาคต และเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ก็เพิ่งรู้ว่าเขาไม่ได้ประท้วงผมครับ ประท้วงนายประกิจครับ ท่านประธานครับ ผมจะเข้าเรื่องนะครับ ไม่ให้เสียเวลากับพวกประท้วง ซึ่งผมก็บอกแล้วครับ ถ้าใครไม่ละอายก็ไม่ต้องเจ็บร้อนอะไร จริง ๆ แล้วเรื่องแบบนี้ไม่ปฏิเสธ ก็เคยเป็น กรรมาธิการการพลังงาน ทราบดีครับว่าเรื่องพลังงานเป็นเรื่องสําคัญของประเทศโดยเฉพาะ เรื่องไฟฟ้านะครับ จึงแสดงจุดยืนไว้เลยว่าเห็นด้วยกับการตั้งศูนย์ประสานงานการซื้อขาย ไฟฟ้าระหว่างสมาชิกในอนุภาคลุ่มแม่น้ําโขงที่เสนอมา เพราะว่าไทยเรายังมีความจําเป็นต้อง ซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านอยู่ เราผลิตไฟฟ้าไม่พอใช้อยู่แล้วในประเทศ แล้วอีกประเด็นหนึ่ง ก็คือต้นทุนการผลิตของเราสูงมาก สูงกว่าเขา เพราะว่าส่วนใหญ่การผลิตไฟฟ้าของเรา เราใช้พลังงานเป็นแก๊สธรรมชาติประมาณถึง ๖๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันนี้เราจึงต้องซื้อ ไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เราซื้อมาก ที่เป็นตัวไฟฟ้า เราไม่นับถึงเรื่องแก๊สธรรมชาติที่ซื้อ จากประเทศพม่า ไฟฟ้าตรง ๆ เราซื้อจากประเทศเพื่อนบ้านของเราคือประเทศลาว ซึ่งส่วนใหญ่เขาใช้พลังน้ําในการผลิตไฟฟ้าซึ่งมีต้นทุนที่ต่ํากว่าการผลิตของเราที่ผมได้กล่าว ไปแล้วว่าเราใช้แก๊สธรรมชาติ เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าเราจะต้องซื้อเข้ามา ผมก็ทราบว่า ราคาก็ยังถูกกว่าเราผลิตเองอยู่ดี พูดถึงเรื่องนี้จริง ๆ แล้วผมก็ไม่อยากให้เราประมาท เพราะเราซื้อเขามากเหลือเกิน ทุกวันนี้เราก็อยู่ในสภาพของการยืมจมูกคนอื่นมาหายใจอยู่ เพราะว่าใครจะไปแน่ใจได้ครับท่านประธาน ท่านรัฐมนตรีครับว่าสถานการณ์ในอนาคต มันจะเป็นอย่างไร มันจะราบรื่นแบบนี้ตลอดหรือเปล่า ถ้าเกิดมีปัญหาอะไรก็ตามกับประเทศ เพื่อนบ้านขึ้นมา แล้วเขาเกิดเขาเลิกขายให้เรามันจะเกิดอะไรขึ้น แม้จะบอกว่าจริง ๆ แล้ว คนไทยของเราเข้าไปลงทุน ไปถือหุ้นอยู่ในโรงไฟฟ้าเหล่านั้นจํานวนค่อนข้างสูงก็ตาม แต่ถ้ามันเกิดปัญหาระหว่างประเทศขึ้นมาแล้วเขาจะทําอะไรก็ได้ใช่ไหมครับ เขาจะยกเลิก หุ้นไปเฉย ๆ เขาจะไม่ให้เราเข้าไปประเทศเขามันก็เป็นไปได้อยู่ดี เป็นไปได้ทุกอย่าง เราจึง ไม่ควรที่จะประมาท จึงควรที่จะพัฒนาโรงไฟฟ้าของเราให้เหมาะสมกับประเทศเรา ผมขอ เน้นคําว่า ให้เหมาะสมกับประเทศเรา ไปถึงท่านรัฐมนตรี เพราะของเราเมื่อประกาศออกไป ว่าจะสร้างโรงไฟฟ้าเมื่อไร รับรองเลยครับ ยังไม่ทันฟัง ไม่ทันคิดอะไรกัน ก็จะมีการต่อต้าน เกิดขึ้น ยกตัวอย่างโรงไฟฟ้าที่เราบอกว่าประหยัดที่สุดที่มันควรจะเกิด แล้วเมื่อก่อนหน้านี้สัก ๒-๓ ปี ก็บอกว่าเป็นโรงไฟฟ้าที่ปลอดภัยที่สุด แล้วก็ยั่งยืนที่สุดก็คือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ตอนนี้มันก็ กลับตาลปัตรแล้วครับเมื่อเกิดปัญหาขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น ตอนนี้ผมว่าพับแล้วละ พับฐานแล้ว ไม่สามารถที่จะสร้างได้แล้ว โรงไฟฟ้าถ่านหินครับ ที่ท่านพยายามจะไปให้เขาสร้างที่โน่นที่นี่ ไปขอให้เขาให้ความร่วมมืออะไรนะครับ แต่ผมดูแล้วว่ามันก็ยากเย็นครับ ยากที่จะเกิดครับ มีทางเดียวที่ผมเคยเสนอท่านว่าท่านต้องสร้างให้เขาเห็นที่ใกล้บ้านท่านก่อนแล้วคนอื่นเขาถึง อาจจะยอมรับได้ โรงไฟฟ้าชนิดอื่นก็ตาม ชีวมวลหรืออะไรนะครับ ซึ่งจริง ๆ แล้วผมก็ดูว่า มันก็ไม่ได้ร้ายแรงอะไรสักเท่าไร แต่เนื่องจากความหวาดกลัว ความหวาดวิตกในอดีตที่มันยัง ฝังจําอยู่ในสมองของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ กรณีของแม่เมาะที่จังหวัดลําปางนะครับ ยังส่งผลมาจนถึงทุกวันนี้ ทําให้พี่น้องประชาชนถึงแม้ว่าจะอยากได้ไฟฟ้าก็ตาม แต่ไม่อยาก ให้มาสร้างโรงไฟฟ้าที่ใกล้ ๆ บ้านของตัวเอง แต่อย่างไรก็ตามผมก็เรียนผ่านท่านประธาน ไปยังท่านรัฐมนตรีว่ามันไม่ใช่เหตุผลที่เราต้องหยุดความพยายามนะครับ ผมอยากให้ ท่านพยายามต่อไป คิดอะไรเหมือนที่ผมเน้นไว้ข้างต้นครับ ว่าให้มันเหมาะสมกับประเทศเรา คือเหมาะสมกับการลงทุน แล้วก็เหมาะสมกับความต้องการของพี่น้องประชาชนด้วยนะครับ อันนี้ผมว่าเป็นเรื่องที่สําคัญมากที่สุด แต่ว่าขอร้องอย่างหนึ่งว่าอย่าใช้นิสัยแบบที่รัฐบาลนี้ เคยทํานะครับ เมื่อตอนกรณีที่ ขออนุญาตเอ่ยนามคุณวัชระ เพชรทอง ได้พูดไปก่อนหน้านี้ ก็คือกรณีที่มีไฟฟ้าดับทั่วภาคใต้ แล้วก็มาบอกว่าเป็นเพราะภาคใต้มีโรงไฟฟ้าไม่พอ พูดอย่างนี้ มันทําให้พี่น้องประชาชนเขาเกิดความรู้สึกครับ ท่านพูดไปถึงว่าเป็นเพราะว่าชาวภาคใต้นี่ คนใต้นี่ต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินของท่าน ความจริงวันนั้นขนาดโรงไฟฟ้าภาคใต้ที่ผมก็เคย อภิปราย ผมจําได้ ท่านก็ฟังผมอยู่ แล้วท่านก็ตอบผมว่ามันมีการปิดซ่อมไปตั้งหลายโรงครับ แต่จริง ๆ แล้วก็มีการดึงไฟฟ้าไปจากโรงไฟฟ้าราชบุรีแค่ ๔๓๐ เมกะวัตต์เท่านั้นเองในช่วงที่ ปิดซ่อมกันตั้งหลายโรงในตอนนั้น และในปี ๒๕๕๗ คือปีหน้านี้โรงไฟฟ้าจะนะ โรงที่ ๒ ก็จะ สร้างเสร็จ ขนาด ๘๐๐ เมกะวัตต์ และอีก ๓ ปีข้างหน้า คือในปี ๒๕๕๙ โรงไฟฟ้าขนอม ซึ่งปัจจุบันนี้ ๗๐๐ เมกะวัตต์นะครับ แต่ว่าด้วยความเก่า กําลังจะหมดอายุการใช้งาน เลยจะต้องมีการทดแทนโรงไฟฟ้าขนอมด้วยโรงใหม่ขนาด ๙๐๐ เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นจากเดิม อีกประมาณ ๒๐๐ เมกะวัตต์ อันนี้ก็เท่ากับว่าอีก ๓ ปีข้างหน้าถึงปี ๒๕๕๙ กําลังการผลิตไฟฟ้า ในภาคใต้จะเพิ่มอีกประมาณ ๑,๐๐๐ เมกะวัตต์ ปัจจุบันนี้ก็มีอยู่ประมาณ ๒,๑๐๐ เมกะวัตต์ ถ้าผลิตเต็มที่นะครับ ถ้าเพิ่มอีก ๑,๐๐๐ เมกะวัตต์ เป็น ๓,๐๐๐ เมกะวัตต์กว่า ๆ ท่านว่า พอไหมครับ เพียงพอสําหรับภาคใต้ไหม ผมว่าเพียงพอครับ เพราะฉะนั้นถ้าเขาไม่เต็มใจ นะครับ อย่าพยายามไปยัดเยียดโรงไฟฟ้าถ่านหินให้เขาเลย ผมเคยอภิปรายเรื่องนี้และเอา ภาพของโรงไฟฟ้าถ่านหินมาให้ท่านดู ควันดําโขมงเลย ท่านก็บอกว่านั่นมันรุ่นเก่า ท่านสมาชิกก็ประท้วงผมว่ารุ่นเก่า ผมก็ไม่เถียงหรอกครับรุ่นเก่า แต่ท่านไปดูที่จังหวัดกระบี่ วันนี้สิครับ ที่จริงผมมีภาพแต่ผมไม่ได้เตรียมมา เพราะว่าอย่างที่บอกเพิ่งรู้เมื่อวานซืนนี้เองว่า เรื่องนี้จะเข้าสภา ทุกวันนี้นั่งเครื่องบินก่อนเครื่องบินจะลงที่สนามบินกระบี่ มองไปที่ปล่อง ของโรงไฟฟ้าครับ ท่านไปดูสิครับ ควันดําโขมง นั่นคือโรงไฟฟ้าถ่านหินครับ ท่านจะไปบอก อย่างไรก็ตามว่ารุ่นใหม่มันไม่มีอย่างนี้หรอก ควันมันขาวสะอาด แต่ถ้าทุกวันชาวบ้านก็ยัง เห็นว่ามันดําอยู่อย่างนั้นจะให้เขารู้สึกอย่างไร เขาอยากมีไหม เขาอยากสร้างไหม โดยเฉพาะ จังหวัดกระบี่นี้เป็นเมืองท่องเที่ยวด้วย จังหวัดตรังบ้านผมก็มีการพยายามยัดเยียดเข้าไปครับ แล้วก็เป็นเมืองท่องเที่ยวอีกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นท่านก็คิดดูใหม่ก็แล้วกัน ทบทวนดูใหม่ว่า มันคุ้มกันไหมที่จะไปทํา ในเมื่อผมกราบเรียนแล้วว่าอีก ๓ ปีข้างหน้านี้ไฟฟ้าของภาคใต้ เพียงพอ ทุกวันนี้ต้องดึงไปจากส่วนกลางบ้าง แล้วเขามีสิทธิไหมครับ เขามีสิทธิจะใช้ไหมล่ะ ในเมื่อคนภาคใต้เขาก็เป็นคนไทยนะครับ แล้วโรงไฟฟ้าจังหวัดราชบุรีนี้มันก็ไม่ได้ห่างภาคใต้ อะไรเลย จะนับว่าเป็นภาคใต้ก็ได้เสียด้วยซ้ํา เพียงแต่ท่านไปขีดเส้นเป็นภาคกลางเองเท่านั้น ละครับ เพราะฉะนั้นเขาก็มีสิทธิที่จะใช้โรงไฟฟ้าราชบุรีซึ่งมีกําลังผลิตที่มากที่สุดในประเทศไทย อยู่ขณะนี้ ท่านก็อย่าไปว่าเขาเลยว่าโรงไฟฟ้าภาคใต้ไม่พอ ไม่เพียงพอนะครับ ความจริงแล้ว ที่ท่านน่าจะเป็นห่วงนะครับ ผมเองก็เป็นห่วงพี่น้องประชาชนก็คือที่ภาคอีสานครับ เพราะว่า ถ้ารวมโรงไฟฟ้าภาคอีสานทั้งหมด โรงไฟฟ้าน้ําพองซึ่งถือว่าเป็นโรงใหญ่ที่สุด แล้วก็ใช้ พลังงานจากแก๊สนะครับ รวมกับโรงไฟฟ้าที่มาจากเขื่อนต่าง ๆ อีก ทั้งหมดรวมกันแล้ว ภาคอีสานปัจจุบันนี้ก็ผลิตได้เพียง ๓๘๕ เมกะวัตต์ครับ ในขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้านี้ ถึงวันละ ๒,๕๐๐ เมกะวัตต์ คือผลิตได้แค่ ๑๗ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเองครับ เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ถ้าไม่ได้ไฟฟ้าจากฝั่งลาวมาช่วยไม่มีทางเพียงพอ ผมถึงว่าครับ ว่าอย่าประมาท อย่าคิดที่จะยืมจมูกคนอื่นเขาหายใจร่ําไป ถ้าเกิดวันไหนไฟฟ้าจากฝั่งลาว มาช่วยไม่ได้ละก็ ไฟฟ้าภาคอีสานดับทั้งภาคแน่นอนครับ แล้วท่านก็จะไปโทษคนอีสานอีกว่า ไม่ให้สร้างโรงไฟฟ้า เหมือนกับที่ท่านเคยทํากับคนภาคใต้มาแล้ว จึงควรที่ท่านจะเร่งในการ สร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ผมไม่บอกว่าสร้างที่ไหนหรอกครับ เพราะสร้างที่ตรงไหนมันก็เข้าสู่ ระบบ แล้วมันก็กระจายไปทั่วด้วยระบบสายส่งที่เราก็สามารถจะส่งไปได้ทุกที่ เพราะฉะนั้น อย่าไปเที่ยวกะเกณฑ์เลยว่าต้องสร้างที่นั่น ต้องสร้างที่นี่ ที่นั่นไม่พอ ไม่ให้สร้าง ชาวบ้าน ต่อต้าน ชาวบ้านคิดไม่ดี ไม่หวังดีต่อประเทศอะไรอย่างนี้ เลิกพูดครับ เลิกพูดคําพูดแบบนี้ โดยเด็ดขาด ท่านประธานครับ ศูนย์อาร์พีซีซี (RPCC) ที่จะตั้งขึ้นนี้นะครับ ผมดูแล้วว่าก็มี ประโยชน์มาก เพราะว่าจะมาดูแลเรื่องต่าง ๆ อย่างเช่น การเชื่อมกันของระบบไฟฟ้า ระหว่างประเทศซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แล้วศูนย์นี้จะดูแลให้การซื้อขายไฟฟ้าเป็นไปโดยยุติธรรม และโปร่งใส อันนี้ก็ดีอีก ศูนย์นี้จะพัฒนาระบบไฟฟ้าโดยรวมของอนุภาคลุ่มแม่น้ําโขง ลุ่มน้ําโขง ๖ ประเทศ คือประเทศไทย ประเทศลาว ประเทศจีน ประเทศเวียดนาม ประเทศพม่า และประเทศกัมพูชา ก็เป็นเรื่องที่ดีครับ ศูนย์จะดูแลความร่วมมือด้านพลังงานในระยะยาว ก็ดีครับ ก็จะเห็นว่าทุกอย่างล้วนแต่มีประโยชน์ทั้งนั้นครับ จึงไม่มีปัญหาอะไร ผมเชื่อว่า ทุกคนก็คงจะเห็นด้วยอยู่แล้ว

สุดท้ายครับท่านประธาน เรื่องพลังงานนี้คือปัญหาสําคัญของประเทศเรา ในปัจจุบันและในอนาคต โดยเฉพาะเรื่องของไฟฟ้าที่เราพึ่งแก๊สธรรมชาติเป็นแหล่งพลังงาน ว่ากันว่าอีกประมาณ ๒๐ ปีข้างหน้านี้ แก๊สของเรา แก๊สธรรมชาติที่เราเป็นเจ้าของอยู่จริง ๆ ก็คงจะหมด แล้ววันนั้นเราจะคิดกันอย่างไรครับ ถ้าเราไม่เตรียมวางแผนล่วงหน้าตั้งแต่วันนี้ ก็คงจะไม่ได้แล้วละครับ แต่น่าเสียดายที่ว่าสภาเราจะไม่มีโอกาสได้พิจารณาความตกลง กับต่างประเทศเรื่องพลังงานแบบนี้อีกแล้วในอนาคต ผมอาจจะได้พูดเรื่องนี้เป็นครั้งสุดท้าย คือข้อตกลงว่าด้วยเรื่องพลังงานระหว่างประเทศ ก็เพราะว่าเดี๋ยวผมพูดไปท่านก็ประท้วงอีก แต่ก็ต้องพูดครับ เพราะว่าเมื่อวานนี้ลงมติแก้ไปเรียบร้อยแล้วครับ มาตรา ๑๙๐ ตัดอํานาจ ของตัวเอง ของสภาเราเอง ตัดการตรวจสอบของพี่น้องประชาชนไปเรียบร้อยครับ ก็ต้อง คอยดูกันต่อไป ที่เพื่อนหลายคนอภิปรายด้วยความเป็นห่วงว่าแหล่งพลังงานที่สําคัญคือ แก๊สธรรมชาติและน้ํามันในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา มูลค่าประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจะไปอยู่ในมือใครครับ