สุรเดช จิรัฐิติเจริญ หารือเรื่องการจัดตั้งศูนย์ประสานงานการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างประเทศสมาชิกในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย และความสำคัญของการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างประเทศเพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าในอนาคต
เรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดปราจีนบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้เรามาพิจารณาในเรื่องบันทึกความเข้าใจ ระหว่างรัฐบาลต่อการจัดตั้งศูนย์ประสานงานการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างประเทศสมาชิก ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ําโขง ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นะครับ ท่านประธานครับ เราเป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าทําไมถึงจะต้องนํามาพิจารณาเรื่องจัดตั้งศูนย์ประสานงาน ในการซื้อไฟในประเทศเพื่อนบ้าน ก็สืบเนื่องมาจากว่าประเทศไทยมีความเจริญเติบโต ก้าวหน้าเป็นอันมาก ดังนั้นการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้น ความต้องการบริโภคก็มากขึ้น ความต้องการไฟฟ้าก็มากขึ้น ปัจจุบันนี้กําลังการผลิตของประเทศไทยมีประมาณ ๓๐,๐๐๐ เมกะวัตต์ ซึ่งเราใช้แมกซิมัม (Maximum) ซึ่งเราใช้แมกซิมัมอยู่ที่ประมาณ ๒๗,๐๐๐ เมกะวัตต์ แม้กระทั่งบางช่วงอย่างเช่นที่ผ่านมาที่พม่าซ่อมท่อแก๊ส ไฟก็ไม่เพียงพอ ทางการไฟฟ้าต้องใช้ไฟสํารองคือจากน้ํามันเตาก็ดี หรือแม้กระทั่งปัจจุบันนี้เราใช้แก๊สถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ในการผลิตกระแสไฟฟ้า แล้วที่เหลือเป็นพลังงานน้ํา พลังงานน้ํา จากเมืองไทยนั้นประมาณ ๒,๐๐๐ เมกะวัตต์ และพลังงานถ่านหินบางส่วน ซึ่งพลังงานหลักนั้น เป็นพลังงานสําคัญ เพราะว่าจะทําให้ต้นทุนการผลิตที่ถูกลง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการส่งเสริม พลังงานทดแทนก็เป็นสิ่งที่จําเป็น แต่ว่าเราคงต้องเรียนรู้ เนื่องจากว่าพลังงานทดแทน ในปัจจุบันนี้ราคาสูง อย่างเช่นพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งต้องจ่ายค่าแอดเดอร์ (Adder) ที่ ๘ บาท หรือ ๖.๕๐ บาท ซึ่งรวมค่าไฟฐานแล้วตกประมาณ ๑๐ บาท ทําให้ต้นทุนเราค่าไฟเราแพง ทั้ง ๆ ที่ค่าไฟปัจจุบันนี้อยู่ที่ ๓ บาทกว่าเกือบ ๔ บาท ท่านประธานครับ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เราใช้ไฟพลังงานหลักจากแก๊สถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วต้นทุนค่าไฟจากแก๊สธรรมชาติ ราคาตัวนี้อยู่ที่ ๔ บาทกว่าแล้ว และเมื่อเร็ว ๆ นี้ทางกระทรวงพลังงานได้อนุมัติไอพีพีไป ๕,๔๐๐ เมกะวัตต์ ซึ่งใช้เงินลงทุนถึง ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วปัจจุบันนี้เราซื้อไปจาก ประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะประเทศลาวนั้นถึง ๗,๐๐๐ เมกะวัตต์ ซึ่งใช้กันเป็นจํานวนมาก และเราเองก็มีความตกลง เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเราต้องซื้อไฟฟ้า เพราะเราเป็นประเทศผู้บริโภค พลังงาน แล้วปี ๒๕๕๘ เราเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งตามความตกลงนี้ทางรัฐบาล เองที่จะขออนุมัติในสภาแห่งนี้ในการจัดตั้งศูนย์ประสานงานซื้อขายไฟฟ้าระหว่างประเทศ ในประเทศลุ่มแม่น้ําโขงนั้น ผมคิดว่าในหลักการเห็นด้วยนะครับ อย่างประเทศสิงคโปร์ ประเทศสิงคโปร์นั้นเป็นศูนย์กลางทางการเงิน เราคงปฏิเสธไม่ได้ ศูนย์กลางการคมนาคม ทางเรือ หรือแม้กระทั่งศูนย์กลางด้านน้ํามันเชื้อเพลิง เราเทียบราคากลางที่ประเทศสิงคโปร์ แต่ส่วนไฟฟ้านั้นมันไม่สามารถที่จะลอยมาได้ มันต้องเดินสาย ซึ่งประเทศไทยได้เปรียบ ทางด้านภูมิศาสตร์ คืออยู่รอบ ๆ กับประเทศอินโดจีนหรือซีแอลเอ็มวี (CLMV) จะเป็น ประเทศพม่า ประเทศลาว ประเทศกัมพูชาและประเทศเวียดนาม ดังนั้นเราเองเป็นผู้ใช้ และประเทศเพื่อนบ้านส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิต ดังนั้นความตกลงแลกเปลี่ยนกันระหว่างผู้ซื้อ และผู้ขายเป็นสิ่งที่จําเป็น ปัจจุบันนี้ที่ประเทศลาวถึงแม้ว่าไม่มีศูนย์ประสานงานการซื้อไฟฟ้าดังกล่าวนะครับ การไฟฟ้า ฝ่ายผลิตก็ได้ไปเจรจาซื้อขายไฟฟ้ากันอยู่แล้ว โดยผ่านช่องของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตก็ดี หรือการไฟฟ้าอีแกท อินเตอร์ (EGAT Inter) ก็ดีในการซื้อไฟ ซึ่งเราเองคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเราเอง ปัจจุบันนี้ซื้อไฟจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศลาวถึงเกือบ ๆ ๗,๐๐๐ เมกะวัตต์ ฉะนั้นโครงการน้ํางึมก็ดี น้ําเทินก็ดี หรือแม้กระทั่งขณะนี้กําลังก่อสร้างโครงการเขื่อนไฟฟ้าที่ โรงงานไซยะบุรีขนาด ๑,๒๐๐ เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นโครงการที่สร้างในประเทศลาว แต่นักลงทุน โดยคนไทย ผู้รับเหมาโดยคนไทยซัพพลายเออร์ (Supplier) หรือวัตถุดิบมาจากประเทศไทย แล้วขายไฟให้กับไทยในราคาถูก ท่านประธานครับ โครงการนี้ทางคณะกรรมาธิการการพลัง วุฒิสภา ได้มีโอกาสได้ดูงานได้สอบถามถึงความคืบหน้า สอบถามถึงการดําเนินการ สอบถาม ถึงปัญหาอุปสรรคที่วิตกกังวล ที่เพื่อนสมาชิกหรือแม้กระทั่งประชาชนต่าง ๆ วิตกกังวล จะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อมก็ดีว่าทางโครงการมีอย่างไร หรือแม้กระทั่งวิถีชีวิตเป็นอย่างไร เรื่องปลาวางไข่เป็นอย่างไร การดํารงชีวิตหรือการเวนคืนเป็นอย่างไร ซึ่งทางคณะกรรมการ ก็ไปดูและสอบถาม ซึ่งทางโครงการก็ได้ตอบเป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง แต่ถ้ามองเรื่องของ การซื้อขายราคาไฟฟ้า ราคาไฟฟ้าถ้าเราใช้ไฟฟ้าจากพลังงานจากแก๊สถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ นับวันราคาเพิ่มสูงขึ้น ปัจจุบันนี้ราคาไฟฟ้าฐานเรา ๓ บาทกว่า ราคาแก๊สเฉพาะไฟฟ้าจาก แก๊สราคา ๔ บาทกว่า และนับวันจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามราคาของเชื้อเพลิง ตามราคาของ น้ํามันเตา ซึ่งเป็นที่ทราบได้ว่าราคาพวกนั้นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่ถ้าเกิดราคาพลังงานประเทศ เพื่อนบ้านโดยเฉพาะพลังงานน้ํา ซึ่งทางคณะได้ไปดูแล้วโครงการนี้สัมปทาน ๒๙ ปีในราคา ที่ขายไฟฟ้าในราคาที่ ๒ บาทกว่าตลอด ๒๙ ปี ท่านประธานครับ ถือว่าถ้า ๒๙ ปีข้างหน้า หรือแม้กระทั่ง ๑๐ ปีข้างหน้าราคา ๒ บาทกว่านั้นผมว่าถูกมาก พอถึง ๒๙ ปีนั้นราคายิ่งถูก ในราคาพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานน้ําซึ่งเราซื้อจากประเทศเพื่อนบ้าน ถ้าเทียบ กับราคาจากแก๊สฟอสซิล นับวันตอนนี้ ๓ บาทกว่า ๔ บาทกว่า อีก ๑๐ ปีข้างหน้าอาจจะ เป็น ๖ บาทกว่า ซึ่งเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องไฟฟ้าหรือเรื่องพลังงานเป็นปัจจัยสําคัญในการ ผลิต ปัจจัยในการผลิตเป็นส่วนสําคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ในการที่จะ เจริญเติบโต เพราะเราเองต้นทุนถ้าเราแพงนั้นคงไม่มีปัจจัยที่จะเป็นเสน่ห์ที่จะดึงดูดนักลงทุน มาลงทุนในประเทศเราได้ หรือแม้กระทั่งคนไทยเองลงทุนก็ทําให้ต้นทุนในการผลิตสูง ซึ่งไม่สามารถที่จะต่อสู้กับประเทศเพื่อนบ้านได้ ท่านประธานครับ โครงการดังกล่าวนั้น ไม่เพียงแต่ที่โครงการประเทศลาว แม้กระทั่งในประเทศเมียนมาร์ซึ่งมีศักยภาพในการผลิต ไฟฟ้าเป็นจํานวนมาก อย่างเช่น โครงการที่ท่าซางซึ่งสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึง ๗,๐๐๐ เมกะวัตต์ ถ้าเทียบแล้วของบ้านเราเกือบ ๆ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่โครงการนี้ เป็นโครงการที่ในลุ่มแม่น้ําสาละวินใกล้ประเทศไทย แต่ผู้ได้ประโยชน์นั้นคือประเทศจีนได้รับ สัมปทานแล้ว ความตกลงนี้ถึงแม้ว่าไม่มีศูนย์ประสานงาน เราเองก็มีความร่วมมือ เรามีความ ตกลงกันระหว่างเอกชนต่อเอกชน หน่วยงานต่อหน่วยงาน ถ้ามีหน่วยงานกลางที่รับซื้อได้ ผมว่าเป็นสิ่งที่ดีที่จําเป็นเพราะเราเองเราเป็นผู้ได้เปรียบทางด้านภูมิศาสตร์ เราเป็นเพียง ผู้ซื้อ แต่ประเทศเพื่อนบ้านเป็นผู้ขาย ดังนั้นถ้าเราจัดตั้งโดยเร็ว โดยเฉพาะอย่างที่ทาง ท่านรัฐมนตรีบอกว่าประเทศต่าง ๆ ให้ความตกลงแล้ว จะเป็นประเทศจีนก็ดี ประเทศลาว หรือประเทศกัมพูชาหรือประเทศเวียดนามลงนามแล้ว เหลือระหว่างประเทศไทยกับประเทศ เมียนมาร์เท่านั้น ดังนั้นผมคิดว่าคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าต้องมีการจัดตั้ง ผมเองคิดว่า การจัดตั้งศูนย์ประสานงานการซื้อไฟฟ้าระหว่างประเทศเพื่อนบ้านนั้นเป็นสิ่งที่จําเป็น เพราะจะได้มีมาตรฐานกลางหรือหน่วยงานนี้อยู่นะครับ แต่ที่เพื่อนสมาชิกหลายคนได้ อภิปรายถึงข้อวิตกกังวล ผมคิดว่าก็เป็นสิ่งที่ทางรัฐบาลเองก็คงจะนําไปเป็นข้อสังเกตว่า เราจะวิตกกังวลอย่างไร ที่เพื่อนสมาชิกได้ผ่านมา ท่านประธานครับ ความตกลงระหว่างนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ความตกลง เป็นความตกลงระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยซึ่งต้องยอมรับ และยกเครดิต (Credit) ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยนะครับว่าเป็นหน่วยงานซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ ที่มีประสิทธิภาพ ดูแลผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสําคัญ ก็เรียกว่าการ์ด (Guard) ไม่ตก สามารถต่อรองผลประโยชน์ให้ประเทศเพื่อนบ้าน ให้ประเทศไทยมีไฟฟ้าอย่างเพียงพอ ให้ประเทศไทยมีไฟฟ้าที่ถูกนะครับ อันนี้ยืนยันได้ว่าสามารถต่อรอง แม้กระทั่งบริษัทเอกชน ก็ยังบ่น ๆ ว่า ชาวบ้านเขาพูดว่าอีแกทเคี่ยว ดังนั้นเองอยากจะให้มาตรฐานนี้ที่การไฟฟ้า ฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยรักษาไว้ ทําอยู่นั่นถ้าต่อไปจะมีการจัดตั้งศูนย์แล้วก็ขอให้รักษา ผลประโยชน์ของประเทศชาติเรื่องดูแลความมั่นคงของประเทศ ดูแลเรื่องราคาที่เหมาะสม ที่ถูก คนทําธุรกิจนั้นคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องมีกําไร แต่มีกําไรที่เหมาะสม ที่พอสมควร ดังนั้นเองก็ควรจะรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ รักษาผลประโยชน์ของประชาชน เป็นสําคัญ อันนี้ที่จะฝากไว้นะครับ แล้วก็ข้อต่าง ๆ นั้นเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้วก็ ขอเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลนะครับว่า โดยส่วนตัวเห็นด้วยในการจัดตั้ง ศูนย์ประสานงานการซื้อขายไฟฟ้าระหว่งประเทศสมาชิกในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ําโขงนะครับ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการซื้อขายไฟฟ้าในภูมิภาคนี้เพราะเราเองเป็นศูนย์กลางได้เปรียบทาง ภูมิศาสตร์อยู่แล้ว แต่ว่าขอให้กฎระเบียบ หรือข้อบังคับ หรือการเจรจาต่อรองรักษา ผลประโยชน์บนพื้นฐานของประเทศชาติเป็นสําคัญครับ ขอบคุณครับ