รสนา โตสิตระกูล หารือเรื่องพลังงาน โดยเฉพาะการผลิตและซื้อขายไฟฟ้า โดยเสนอให้รัฐบาลส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนและลดการผลิตพลังงานฟอสซิล
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร ดิฉันเองก็เห็นเหมือนกับเพื่อนสมาชิกว่ากรณีของการพิจารณาในเรื่องนี้เข้ามาเร็วมาก แล้วก็ เพิ่งได้รับเอกสารวันนี้เอง เพราะตอนแรกยังเข้าใจว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับเรื่องอื่น แต่อยู่ ๆ ก็ยก เรื่องนี้ขึ้นมา แล้วก็ใช้เวลาค่อนข้างสั้น ทั้งที่ดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในเรื่องของพลังงาน ซึ่งเวลานี้ก็เป็นปัญหาทั่วโลก การที่ทางรัฐบาลจะขอในเรื่อง การทําเอ็มโอยูเกี่ยวกับเรื่องการจัดตั้งศูนย์ประสานงานการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างประเทศ สมาชิกในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ําโขง เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พูดไปแล้วว่า ก็ยังไม่ได้มีความ ชัดเจนในเรื่องว่าจะมีผลในการที่จะนํามาปฏิบัติในประเทศอย่างไร ในการที่จะกําหนดที่จะ ให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการซื้อขายพลังงานเหล่านี้ทํางานอย่างเป็นเนื้อเดียวกัน หรือไปในทิศทางเดียวกัน ก็มีแนวโน้มว่าพอเราตั้งศูนย์เพื่อซื้อขายไฟฟ้านั้น แนวโน้มมัน กลายเป็นว่าประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่จะรับซื้อไฟฟ้าหรือเชื้อเพลิงเพื่อมาผลิตไฟฟ้าใน ประเทศจากประเทศเพื่อนบ้าน แทนที่เราจะมีการกําหนดนโยบายระยะยาวว่า ประเทศไทย ควรจะเป็นประเทศที่ผลิตเพื่อขายให้กับผู้อื่นบ้าง ไม่อย่างนั้นแล้วกลายเป็นว่าประเทศไทยก็ ยืมจมูกคนอื่นหายใจทั้งหมด ข้าวเวลานี้ซึ่งเราเคยเป็นเจ้าใหญ่ในการส่งออกข้าวมี ประสิทธิภาพ มีคุณภาพดี แต่กลายเป็นเวลานี้ข้าวของประเทศกัมพูชา ประเทศลาว ประเทศ เวียดนาม ก็มาสวมสิทธิมาขายในประเทศไทย ตอนนี้กลายเป็นว่าไฟฟ้าเราก็ตั้งศูนย์ขึ้น มาแล้วเราก็จะต้องไปซื้อไฟฟ้าจากที่อื่นอีกนะคะ ในขณะที่ดิฉันคิดว่าทางกระทรวงพลังงาน เองถ้าหากว่าจะพยายามปรับปรุง โดยเฉพาะเรามีแผนสํารองพลังงานไฟฟ้าที่เรียกว่า แผนพีดีพี ๒๐๑๐ ซึ่งเป็นแผน ๒๐ ปี แต่ว่าก็ปรับปรุงทุกปีนะคะ สิ่งที่เราได้เห็นอย่างชัดเจน ในเวลานี้ก็คือว่า พลังงานฟอสซิลนั้นมันมีวันหมดค่ะ แต่ในแผนของรัฐบาลในระยะยาว ในการที่จะส่งเสริมให้พลังงานหมุนเวียนนั้นสามารถเข้ามาทดแทนนั้นก็ยังไม่ได้มีความชัดเจน ในเรื่องนี้ ดิฉันเองเห็นว่าถ้าหากว่าเราจะทําเอ็มโอยูกับประเทศเพื่อนบ้านในเรื่องการซื้อขาย ไฟฟ้า เราควรจะมีนโยบายเชิงรุกว่าประเทศเราควรจะส่งเสริมเพื่อที่จะส่งขายไฟฟ้าให้กับ ประเทศเพื่อนบ้านบ้าง ไม่ใช่ตั้งศูนย์ขึ้นมาเพื่อจะรับซื้อไฟฟ้าจากคนอื่น แล้วโดยเฉพาะ การรับซื้อไฟในกลุ่มประเทศในลุ่มแม่น้ําโขงนั้น ในหลาย ๆ ทางแล้วไปทําลายสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเขื่อนไซยะบุรีซึ่งก็มีการคัดค้านค่อนข้างมาก ซึ่งถ้าหากประเทศไทยซึ่งเป็น ลูกพี่ใหญ่ในภูมิภาคแถบนี้มีภูมิศาสตร์ซึ่งเป็นศูนย์กลาง แทนที่เราจะไปรับซื้อไฟที่จะทําให้ เกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม ดิฉันคิดว่าประเทศไทยควรจะมีนโยบายส่งเสริมอย่างจริงจังนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลานี้หลายประเทศมีข้อมูลที่ตรงกันว่าพลังงานหมุนเวียนนั้นมีราคา ถูกลงมาก ยกตัวอย่างหน่วยงานวิจัยด้านพลังงานทดแทนของบลูมเบิร์ก นิว เอ็นเนอร์จี ไฟแนนซ์ (Bloomberg New Energy Finance) ของประเทศออสเตรเลียรายงานว่าต้นทุน การผลิตพลังงานทดแทนจากพลังงานหมุนเวียนนั้นลดลงอย่างมากนะคะ ยกตัวอย่าง ลมถูกกว่าถ่านหิน ๑๔ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ถูกกว่าก๊าซ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ ถ้าพูดถึงพลังงาน แสงอาทิตย์เวลานี้มีราคาลดลงจากเดิม ๒๙ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่พลังงานฟอสซิลนั้นแพงขึ้น ดิฉันคิดว่าเราควรจะต้องมีการมอง แล้วท่านรัฐมนตรีเองก็กําลังจะปรับปรุงแผนพีดีพี ปีปัจจุบันเป็นแผนพีดีพี ๒๐๑๓ แต่สิ่งที่สังคมได้รับทราบก็คือว่าท่านจะเพิ่มในเรื่องของ พลังงานฟอสซิลเหมือนเดิม ก็คือว่าพลังงานจากถ่านหิน ดิฉันคิดว่าถ้าท่านหันมาส่งเสริม ในเรื่องของพลังงานหมุนเวียนอย่างจริงจังก็จะเป็นสิ่งที่จะช่วยได้มากขึ้น แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลานี้สิ่งที่ระบบเศรษฐกิจทั้งหมดกังวลก็คือว่าทําอย่างไรที่ต้นทุน พลังงานควรจะถูกลงแทนที่จะแพงขึ้น ในขณะที่ประเทศไทยนั้นราคาพลังงานนั้นไม่มี แนวโน้มว่าถูกลงนะคะ มันจะมีลักษณะว่าแพงขึ้น ประเทศไทยเราคือในแผนของกระทรวง พลังงานที่ใช้พลังงานหมุนเวียน ดิฉันคิดว่าหลาย ๆ เรื่องที่อยากจะเสนอท่านประธานผ่านไป ยังท่านรัฐมนตรีว่าควรจะมีการพิจารณา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนอกจากเรื่องของต้นทุนของ เชื้อเพลิงแล้วดิฉันคิดว่าในเรื่องของระบบการขนส่งควรจะต้องมีการปรับปรุง โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง กฟผ. ก่อนที่จะมีการแปรรูปเมื่อหลายปีก่อนที่มีแผนจะแปรรูปได้ปรับปรุง โครงสร้างค่าไฟ ปรับปรุงโครงสร้างการคิดราคาของ กฟผ. โดยอยู่บนพื้นฐานของการลงทุน คือเน้นการลงทุน แล้วก็มีการประกันกําไร ๘.๔ เปอร์เซ็นต์ที่เราเรียกว่าอาร์โอไอซี ๘.๔ เปอร์เซ็นต์ เวลานี้จะบอกว่าเหลือประมาณ ๖.๕ แต่ดิฉันคิดว่าอันนี้มันเป็นโครงสร้าง ที่น่าจะเปลี่ยน เพราะเนื่องจากว่า กฟผ. ไม่ได้มีการแปรรูป เพราะฉะนั้นโครงสร้างตรงนี้ ทําให้ กฟผ. จะต้องเน้นในเรื่องของการลงทุนตลอดเวลา แทนที่จะเน้นในเรื่องการประหยัด การประหยัดซึ่งอยู่ในแผนพีดีพี (PDP) ที่เราเรียกว่าเอนเนอร์จี เอฟฟิเชียนซี (Energy Efficiency) นั้นมีอยู่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าการประหยัดนั้นเรายังเป็นเรื่องของ การประชาสัมพันธ์เรียกร้องจิตสํานึกมากกว่า ในขณะที่ต่างประเทศนั้นการทําอีอี หรือเอนเนอร์จี เอฟฟิเชียนซีนั้นเป็นการลงทุน ดิฉันมีโอกาสได้ไปดูงานที่สหรัฐอเมริกาในปีนี้ นะคะ มีองค์กรในสหรัฐอเมริกานั้นที่เข้ามาประมูล แทนที่จะประมูลสร้างโรงไฟฟ้า เขาประมูลทําอีอี คือประมูลการประหยัดไฟ แล้วเขาจะได้ส่วนต่างตรงจุดนี้ ในสหรัฐอเมริกานั้น เขามีหลักเกณฑ์ข้อหนึ่ง ในรัฐที่ดิฉันไปดูงานนะคะ ไม่ให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่จนกว่า จะพิสูจน์ได้ว่าราคาของการประหยัดนั้นแพงกว่าการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่จึงจะให้สร้างนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าในประเทศเราซึ่งอยู่ในประเทศเขตร้อน แสงอาทิตย์เรามีความเข้ม ของแสงดีมาก แต่ว่าในกระบวนการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนเหล่านี้ยังไม่ได้ทําอย่างจริงจัง ซึ่งดิฉันคิดว่าถ้าหากว่าทางกระทรวงพลังงานนั้นจะหันมาส่งเสริมอย่างจริงจัง โดยเฉพาะ อย่างยิ่งระบบที่เรารับมาใช้คือฟีด อิน แทริฟ (Feed in tariff) นั้น เราไปกําหนดที่แตกต่าง จากประเทศอื่นเขา ซึ่งประเทศอื่นอย่างประเทศเยอรมัน ฟีด อิน แทริฟเขาจะกําหนด การชดเชยแอดเดอร์ (Adder) เป็นรายปี โดยเชื่อว่าในแต่ละปีที่เทคโนโลยีทางด้านพลังงาน หมุนเวียนดีขึ้นราคาจะลดลง เพราะฉะนั้นเขาจะไม่ฟิกซ์ (Fix) แบบเรา เช่นว่ารับซื้อ แสงอาทิตย์แล้วก็มีแอดเดอร์ ๖.๕๐ บาท แต่เขาจะกําหนดเลยว่าถ้าไฟฟ้าของเอกชน ที่เข้าภายในปี สมมุติว่าปี ๒๐๑๓ เขาจะให้แอดเดอร์ ๖.๓ สมมุติอย่างนี้นะคะ พอปีถัดไป ราคาจะลดลงเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นวิธีการแบบนี้จะแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันได้ ซึ่งการ คอร์รัปชันของเราคือการมีการซื้อใบอนุญาตเก็บเอาไว้แล้วก็ไปขายต่อสร้างผลกําไรต่าง ๆ ขึ้นมา ซึ่งทําให้การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนนั้นไม่สามารถเป็นไปได้ แล้วอีกประการหนึ่ง ดิฉันเองก็ยังไม่แน่ใจว่าเมื่อเราทําศูนย์แบบนี้เพื่อซื้อขายไฟฟ้าแล้วค่าไฟจะถูกลงหรือไม่ เพราะในระบบสายส่งของเรานั้นถ้าตราบเท่าที่ กฟผ. ไม่ได้มีการปรับปรุงในเรื่องของตัว อาร์โอไอซี แทนที่จะไปเน้นเรื่องว่าถ้าคุณสร้างโรงไฟฟ้า ๑๐๐ บาทคุณจะได้ผลตอบแทน ๘.๔ หรือ ๖.๕ ก็จะไปเน้นการก่อสร้างมากขึ้น แต่ถ้าเราเปลี่ยนกลับใหม่ว่าถ้าคุณลดได้เท่าไร ลดการสร้างโรงไฟฟ้าเท่าไรให้เขาได้กําไรเพิ่มขึ้น ดิฉันคิดว่าสิ่งนี้ก็จะเป็นการช่วยทําให้เกิด การประหยัดในระยะยาวนะคะ ในระยะสั้นทางกระทรวงพลังงานจะยังคิดว่ามีราคาแพง แต่ดิฉันคิดว่าในระยะยาวแล้วพลังงานหมุนเวียนเราจะไม่มีต้นทุนในเรื่องของเชื้อเพลิง ในขณะที่ต้นทุนเชื้อเพลิงจากฟอสซิล ไม่ว่าจะเป็นถ่านหิน ไม่ว่าจะเป็นก๊าซหรือต่อให้เป็น นิวเคลียร์นะคะ ดิฉันคิดว่าต้นทุนเชื้อเพลิงจะเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นในแง่นี้ดิฉันคิดว่าถ้าหากว่า เราจะเป็นศูนย์กลางของการเป็นศูนย์จัดตั้งการซื้อขายไฟฟ้าของอนุภูมิภาคแถบนี้นะคะ ประเทศไทยควรจะมีนโยบายในการที่จะส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนเพื่อขายให้กับประเทศอื่น เพราะว่าในหลายประเทศแม้แต่อย่างประเทศเยอรมันถ้าพูดชัดเจนนะคะว่าภายในปี ๒๕๗๓ หรือปี ๒๐๓๐ ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของแผนพีดีพี ๒๐๑๐ นี้นะคะ เขาจะสามารถใช้พลังงาน หมุนเวียน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดของอเมริกาก็ยืนยันว่าเทคโนโลยี สําหรับพลังงานหมุนเวียนนั้นที่จะใช้ได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นั้นเป็นไปได้ในปี ๒๕๗๓ ดิฉันเอง หวังว่าถ้าเราจะทําเอ็มโอยูอะไรก็ตามในเรื่องนี้ก็อยากจะขอเสนอว่าขอให้มีการผลักดัน นโยบายพลังงานของประเทศเราให้เราเป็นผู้ส่งออกพลังงาน แทนที่จะเป็นผู้รับซื้อแต่เพียง ฝ่ายเดียวนะคะ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราสามารถเน้นในการที่จะเป็นผู้ส่งออกได้ดิฉันเชื่อว่า พลังงานบ้านเราจะถูกลงแล้วก็จะเป็นประโยชน์กับระบบเศรษฐกิจของบ้านเราค่ะ ขอบพระคุณค่ะ