เจตน์ ศิรธรานนท์ หารือเรื่องการเซ็นเอกสารที่จะทำให้ประเทศไทยมีความมั่นคงในการจัดหาพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนในโครงการจีเอ็มเอส และการเป็นศูนย์อาร์พีซีซี โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อความเป็นธรรมกับประเทศ 6 ประเทศที่เป็นภาคีอนุสัญญา และลดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมส่งเสริมพลังงานสะอาดเพื่ออนาคตของประเทศ
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เอกสารเล่มนี้ผมเพิ่งได้รับเมื่อเช้านี้ ผมคิดว่าในเรื่องนี้เอ็มโอยูของรัฐบาลต่อการจัดตั้ง ศูนย์ประสานงานการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างประเทศสมาชิกอานุภาคลุ่มแม่น้ําโขงเป็นเรื่องที่ดี แล้วทางรัฐมนตรีก็สามารถตอบได้ แล้วก็เรื่องที่ดีอย่างนี้เป็นเรื่องที่น่าสนับสนุน แต่ว่าสมาชิก ก็อาจจะติติงหรือมีเรื่องที่ค้านในบางประเด็นดังที่สมาชิกได้อภิปรายมา เรื่องที่ดีอย่างนี้ทําไม รัฐสภาหรือเจ้าหน้าที่ทํางานที่ให้เอกสารเรา โดยเฉพาะทางด้านวิชาการจึงส่งเรื่องมาช้า อย่างนี้ เพราะว่าอันนี้มันเป็นประโยชน์นะครับ ถ้าหากว่าเรื่องที่ไม่ดี เรื่องที่มีผลเสีย เรื่องที่มี สมาชิกอภิปรายมากมายอย่างนั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง ท่านประธานครับ ในเรื่องนี้มันไปเกี่ยวโยง กับเรื่องของแผนงานจีเอ็มเอส ซึ่งได้ฉลองความร่วมมือครบรอบ ๒๐ ปีในปี ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการค้า การอํานวยความสะดวกทางการค้าและการขนส่ง ข้ามพรมแดน ได้ดําเนินการในแผนงานของจีเอ็มเอสทั้งหมดประมาณ ๑๗๙ โครงการ ประกอบด้วยการลงทุนวงเงินรวมสูงถึง ๑๕,๐๐๐ ล้านยูเอสดอลลาร์ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของ คมนาคม พลังงาน โครงการด้านวิชาการต่าง ๆ เหล่านี้ จีเอ็มเอสนี้เป็นความร่วมมือของ อนุภาคลุ่มน้ําโขงซึ่งประเทศหลักก็คือประเทศจีน ในเอกสารที่ท่านให้มานี้มันไม่ใช่ประเทศจีน ทั้งประเทศ มันเฉพาะเขตยูนนาน เพราะฉะนั้นในเขตยูนนาน แล้วก็รวมกับ ๕ ประเทศ ที่เหลือ รวมทั้งประเทศไทยมีศักยภาพสูงมาก แล้วก็อย่างที่เพื่อนสมาชิกอภิปรายมันก็มี บางประเทศที่ใช้ความเป็นใหญ่ ใช้อิทธิพลความเป็นมหาอํานาจกดดันหรือสร้างอํานาจ ในการต่อรอง เพราะฉะนั้นในการที่เราจะเซ็นเอ็มโอยูในเรื่องของอาร์พีซีซีผมขอใช้คําย่อ มันก็จะต้องเป็นเรื่องที่เราจะต้องระวังมากพอสมควร เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ผมเห็นด้วย กับเรื่องนี้เพราะว่าเป็นประโยชน์ในการเพิ่มทางเลือก เพิ่มความมั่นคงในการจัดหาพลังงาน ไฟฟ้าในประเทศ ลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากฟอสซิล (Fossil) และช่วยขยายโอกาส ในการลงทุนทางธุรกิจ เพราะว่าโรงงานต่าง ๆ ภาคอุตสาหกรรมจะได้ย้ายโรงงานไปอยู่ใกล้กับ พรมแดน ซึ่งก็จะทําให้มีผลต่อว่าใช้ไฟฟ้าที่มาจากต่างประเทศได้ในราคาถูก ท่านประธานครับ ที่ผมเห็นด้วยเพราะว่าเรามีปัญหาในประเทศอย่างน้อย ๒ เรื่อง เรื่องที่ ๑ การปิดท่อส่งแก๊ส จากประเทศพม่าในปีที่ผ่านมาจากปัญหาที่ฐานขุดเจาะ ซึ่งตรงนั้นเรามีปัญหาค่อนข้างมาก อันนั้นก็เป็นเรื่องที่ทุกคนในที่นี้รู้อยู่แล้ว เพราะว่าเราพึ่งพลังงานจากแก๊สสูงถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เรื่องที่ ๒ คือภาคใต้ ๑๔ จังหวัดมีไฟฟ้าดับทั้งภาคเพราะมีโรงไฟฟ้า ไม่พอแล้วก็ดับเพราะสายส่งถูกฟ้าผ่า ท่านประธานครับ ๒ เรื่องนี้มันเพียงแต่เป็นยอดน้ําแข็ง ซึ่งจริง ๆ มันจะมีปัญหาในวันข้างหน้าอีกเยอะถ้าหากว่าเราไม่มีการบริหารจัดการที่ดี เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่ผมเห็นด้วยว่าความมั่นคงในการจัดหาพลังงานเป็น เรื่องของความจําเป็น ถึงแม้ผมจะเห็นด้วยแต่ผมมีข้อสังเกตดังนี้นะครับ
ข้อที่ ๑ ที่ตั้งศูนย์อาร์พีซีซียังไม่ได้ถูกกําหนด เพราะว่าเราจะต้องเซ็นรับรอง ในภาคีอนุสัญญานี้ร่วมกับประเทศพม่า เพราะติดกรอบว่าจะต้องนําเข้าในรัฐสภา เช่นเดียวกับประเทศพม่า เพราะฉะนั้นครบ ๖ ประเทศมันก็ถึงจะเลือกที่ตั้งของศูนย์ได้ เพราะว่าจะต้องให้ความเป็นธรรมกับ ๖ ประเทศนั้น แต่เท่าที่ทราบแคนดิเดท (Candidate) มีแค่ ๒ ประเทศ คือประเทศไทยกับประเทศจีน แต่ว่าประเทศไทยได้เปรียบสูงมาก ด้วยภูมิประเทศ ตําแหน่งที่ตั้งของประเทศไทยติดกับประเทศเพื่อนบ้านอีก ๔ ประเทศ ยกเว้นยูนนาน เพราะฉะนั้นในกรณีที่เรามีภูมิประเทศที่ดีมันก็เป็นแนวโน้มที่เราจะได้เป็นศูนย์นะครับ เพราะว่าข้อหนึ่งในการประเมินของคณะกรรมการที่จะเลือกว่าประเทศใดเป็นที่ตั้งของศูนย์ มีการให้คะแนน แล้วก็ความสะดวกของศูนย์อาร์พีซีซีในการติดต่อกับประเทศอื่น ๆ มีคะแนน ๒๐ คะแนน คุณภาพความเป็นอยู่ของชีวิตในด้านสุขภาพ การศึกษาและค่าครองชีพ มีอีก ๒๐ คะแนน จาก ๑๐๐ คะแนน นี่ก็ได้ไป ๔๐ คะแนนแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเกณฑ์ การตัดสินซึ่งจะประกอบด้วยตัวแทนของเอดีบี (ADB) เวิลด์แบงก์ (World Bank) แล้วก็ เอเอฟบี (AFB) ของฝรั่งเศส ตัวแทนจากประเทศออสเตรเลียคือออสเอด (AusAID) กรรมการจากตัวแทนของประเทศเหล่านี้ ของหน่วยงานเหล่านี้จะเป็นผู้เลือกที่ตั้งของศูนย์ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าด้วยเกณฑ์ที่เรามีความได้เปรียบนี้เราก็น่าจะได้เป็นศูนย์ของ อาร์พีซีซี เพราะฉะนั้นทางรัฐมนตรีท่านตอบได้ไหมครับว่าในกรณีนี้ความมั่นใจของเรา ที่จะได้เป็นศูนย์นี้มากน้อยแค่ไหน เพราะว่าในความเชื่อผมเองผมคิดว่าการเป็นศูนย์ เราได้ประโยชน์ แล้วเราก็ได้เปรียบ เพียงแต่ว่ามีข้อติติงว่าสัดส่วนของประเทศทั้ง ๖ ประเทศ ที่ลงทุนมันไม่ได้มีความชัดเจน ไม่ได้เขียนมาในเอกสารว่าแต่ละประเทศนี้ลงทุนเท่าไร เพราะว่าตรงนี้มันต้องใช้เกณฑ์การลงทุนที่เป็นสัดส่วน แน่นอนครับมันหนีไม่พ้น แล้วก็ ประเทศที่ลงทุนมากเขาก็ย่อมได้เปรียบ อันนั้นเป็นเรื่องปกติเหมือนกับเรื่องสัญญา อนุสัญญาหลาย ๆ เรื่องที่ผ่านรัฐสภาแห่งนี้
เรื่องที่ ๒ ประเทศไทยไม่มีนโยบายที่ชัดเจนในการลดการใช้พลังงาน อย่างมีประสิทธิผล ท่านประธานครับ ท่านรัฐมนตรีอาจจะบอกว่าเรามีนโยบายมากมาย มีแผนงานโครงการเยอะแยะที่เราจะลดการใช้พลังงาน แต่ว่ามันเป็นแค่ผิวเผิน การลดการใช้ พลังงาน การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การส่งเสริมพลังงานสะอาดหรือพลังงาน ทางเลือกอื่นมันเป็นสิ่งที่รัฐบาลทํา หรือกระทรวงพลังงานทํา อย่างคล้าย ๆ กับอย่าง เสียไม่ได้ มันมีความเชื่อจากประชาชนหลายกลุ่ม มีความเชื่อว่ารัฐบาลไม่ต้องการขัดขา ตัวเอง รัฐบาลต้องการประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับ ปตท. ตรงนี้ท่านรัฐมนตรีช่วยตอบให้ชัดเจน นิดหนึ่งได้ไหมว่ารัฐบาลเอาจริงเอาจังกับเรื่องของพลังงานสะอาด เพราะว่าพลังงานสะอาด มันเป็นอนาคตของประเทศ ถ้าหากว่าเราผลักดันจนเอ็มโอยูเรื่องนี้ผ่านรัฐสภาไปแล้ว ท่านให้คํามั่นสัญญาต่อรัฐสภาแห่งนี้ได้ไหมว่าท่านจะคงนโยบาย แล้วก็จะเพิ่มนโยบาย ของพลังงานสะอาดให้มากกว่าที่เป็นอยู่ หรือว่าอย่างน้อยไม่ลดลง เพราะว่าผมไม่แน่ใจ เพื่อนสมาชิกหลายคนก็อภิปรายว่าเสร็จแล้วเมื่อท่านทําเอ็มโอยูเรื่องนี้แล้ว มีความตกลง ในผลสุดท้ายแล้วราคาไฟฟ้าจะถูกลงหรือไม่ ท่านตอบได้ไหมครับว่าราคาไฟฟ้าจะถูกลง หรือเปล่า เพราะว่าถ้าถูกลงมันก็ยิ่งมีปัญหา มันก็จะทําให้คนไทยใช้ไฟฟ้ามากขึ้น ก็ต้องระวังเหมือนกันนะครับ แต่ว่าถ้าท่านไม่มั่นใจว่าไฟฟ้าถูกลง แต่ว่าอย่างน้อย ผมเชื่อว่าความมั่นคงมันก็จะดีขึ้นนะครับ ถ้าไม่ถูกลง อย่างน้อยก็ต้องชะลอในกรณีที่ ค่าไฟฟ้ามันจะเพิ่มขึ้น แต่ที่แน่ ๆ การใช้แก๊สที่เป็นแหล่งของพลังงานมันก็จะต้องน้อยลง เพราะว่าผมเป็นห่วงเรื่องพีดีพี ๒๐๑๐ (PDP 2010) ที่ท่านพยายามจะลดการใช้แก๊ส แต่ก็ ไม่สัมฤทธิ์ผล เพราะว่าปริมาณการใช้มันเพิ่มสูงขึ้นมากโดยที่ว่าท่านก็ควบคุมไม่ได้ ตรงนี้ เป็นห่วงนะครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ผมคิดว่าในเรื่องของรัฐบาลนี้คงจะต้อง ตอบว่าในเมื่อท่านผ่านเอ็มโอยูนี้ไปแล้วค่าไฟฟ้าจะถูกลง เพราะว่าตรงนี้มันเป็นผลประโยชน์ ของประเทศชาติโดยรวมนะครับ ในเรื่องของพลังงานจากแสงอาทิตย์ พลังงานจากกระแสลม พลังงานจากไบโอแมส (Biomass) ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นอนาคต เป็นความมั่นคงของพลังงาน ที่จะยั่งยืนต่อไป ถ้าหากว่าท่านไม่มีนโยบายหรือไม่ผลักดันอย่างชัดเจนในเรื่องพลังงาน สะอาดเหล่านี้แล้ว ผมก็คิดว่าถึงเราจะมีเอ็มโอยู จัดตั้งอาร์พีซีซี เราก็จะลดความเสี่ยงทาง พลังงานลงมาได้ แต่ว่าผลสุดท้ายในระยะยาวแล้วก็ไม่เกิดประโยชน์ ถ้าเราไม่มีโครงการ ที่จะทําพลังงานสะอาด ผมก็อยากจะฝากไว้เท่านั้น ขอบคุณครับ