พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล หารือเรื่องการจัดตั้งศูนย์ประสานงานการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างประเทศสมาชิกในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญขององค์กรที่จะกำกับดูแลการจ่ายไฟฟ้าซื้อขายไฟฟ้าและกำหนดราคาค่าไฟฟ้าระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการวางแผนการผลิตไฟฟ้าและการลงทุนในโครงการพลังงาน โดยเรียกร้องให้กระทรวงพลังงานมีการวางแผนและดำเนินการอย่างจริงจัง
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณ ท่านสมาชิกรัฐสภาผ่านท่านประธานรัฐสภาที่ได้แสดงความคิดเห็น ให้คําแนะนํา ให้กับกระทรวงพลังงานเรื่องเกี่ยวกับบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลในการจัดตั้ง ศูนย์ประสานงานการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างประเทศสมาชิกในอนุภูมิภาคลุ่มน้ําโขง หรือเรียก ย่อ ๆ ว่า อาร์พีซีซีผมอยากจะตอบย้ําเรื่องของศูนย์อาร์พีซีซีอีกครั้งหนึ่งว่ารัฐบาลไทย เองนั้นมีความประสงค์ต้องการให้ศูนย์อาร์พีซีซีนี้จัดตั้งอยู่ที่เมืองไทย เพราะว่าข้อตกลง กรอบบันทึกสัญญานี้แม้มีเพียง ๖ ประเทศ ในกลุ่มจีเอ็มเอสแต่ในอนาคตนั้นเรายังมีอีก ข้อตกลงหนึ่งก็คือในอาเซียน ฉะนั้นในอาเซียนกริดนี้ถ้าดูจากแผนที่ภูมิศาสตร์แล้วจะเห็นว่า ไทยเป็นศูนย์กลางของทุกประเทศ ฉะนั้นการที่ได้เป็นศูนย์กลางของจีเอ็มเอสแล้ว ในอนาคต เราจะเป็นศูนย์กลางของอาเซียนยิ่งมีโอกาสได้มากขึ้น ขณะเดียวกันเรื่องของศูนย์อาร์พีซีซีนี้ นะครับ จริง ๆ แล้วรายละเอียดต่าง ๆ ที่เป็นข้อตกลงเป็นการร่างบันทึกเท่านั้น รายละเอียด ต่าง ๆ นั้นจะต้องไปร่างกันอีกโดยตัวแทนของแต่ละประเทศที่ตั้งเข้าไป เช่น มาตรฐานเรื่อง แพลนนิง (Planning) เรื่องการปฏิบัติการ เรื่องข้อกําหนดทางเทคนิค เรื่องระเบียบวิธีการ ซื้อขายไฟฟ้า ซึ่งทุกประเทศนั้นมีข้อกฎหมายแต่ละประเทศแตกต่างกันซึ่งแต่ละประเทศนั้น ก็ต้องไปร่างแล้วก็นํามาใช้ สิ่งสําคัญที่สุดครับ เพื่อให้ท่านสมาชิกวุฒิสภาทุกท่านรับทราบ ง่าย ๆ ผมขออนุญาตเล่าวิธีการซื้อขายไฟฟ้าในระบบปัจจุบัน อย่างประเทศเราไปซื้อไฟฟ้า จากประเทศลาว เราก็ตกลงกับผู้ประกอบการของประเทศลาวที่ไปลงทุนนะครับ อย่างเช่น ทําเขื่อน ก็ตกลงกับผู้ทําเขื่อนว่าการลงทุนนั้นเป็นเงินเท่าไร ผลตอบแทนไออาร์อาร์ (IRR) เท่าไร ซึ่งการพิจารณานั้นไม่ใช่พิจารณาเฉพาะรัฐบาลไทยกับผู้ประกอบการที่ทําโรงไฟฟ้า เท่านั้น ยังต้องพิจารณาร่วมกับรัฐบาลลาวด้วย เมื่อตกลงกันได้แล้วจึงมีการเจรจาเรื่อง การซื้อขายไฟฟ้า
ประการที่ ๒ คือเรื่องสายส่ง สายส่งนั้นเป็นสิทธิของแต่ละประเทศ อย่างประเทศไทยก็เป็นสิทธิของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็นผู้ทําสายส่งทั้งหมด ดังนั้นไฟฟ้าที่ข้ามสายส่งเข้ามา ใครส่งขายไฟฟ้าเข้ามาก็ต้องคิดค่าสายส่งเข้าไปบวกโดยเฉลี่ย เท่ากัน ฉะนั้นทั่วประเทศจึงขายไฟฟ้าในราคาเดียวกัน เพราะค่าไฟฟ้าสายส่งนั้นเราบวกเป็น ค่าก่อสร้างแล้วคิดเป็นค่าไฟฟ้าไปแล้วว่ากี่สตางค์ ฉะนั้นไฟฟ้าที่มาขายจุดปลายทาง เช่นเข้าเชียงรายไปซื้อที่ปาดังเบซาร์ราคาค่าไฟเท่ากัน เพราะว่าค่าขนส่งบวกไปแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีการแตกต่าง ดังนั้นไม่ใช่ว่าขนไฟจากจังหวัด เชียงรายไปขายจังหวัดยะลาต้องบวกค่าขนส่งเป็นระยะทางอันยาวไกลไม่ใช่อย่างนั้นครับ ซึ่งแต่ละประเทศก็มีความแตกต่างกัน ประเทศอื่นอย่างประเทศจีนเขาจะให้บริษัท ในรัฐวิสาหกิจเป็นผู้ก่อสร้างสายส่ง ในประเทศลาวยังไม่มีบริษัทสายส่งจริงก็ให้ผู้รับสัมปทาน โรงไฟฟ้านั้นเป็นผู้สร้างสายส่ง ซึ่งปัจจุบันกฎหมายของประเทศลาวก็กําลังจะออกเพื่อให้ สายส่งเป็นของประเทศ แต่ระบบทุกระบบทุกประเทศครับ อย่างประเทศจีน ประเทศลาว ประเทศไทย ระบบสายส่งประเทศไทยกับประเทศลาวอาจจะใกล้เคียงกัน แต่กับประเทศจีน มีความแตกต่างกัน ส่งเป็นกระแสสลับก็มี ส่งเป็นกระแสดีซี (DC) ก็มี ซึ่งองค์กรนี้จะไปเขียน ระเบียบ วิธีการต่าง ๆ ให้สอดคล้องตรงกันเพื่อให้การซื้อขายไฟฟ้านั้นง่าย ดังนั้นต่อไปราคา ไฟฟ้าที่ซื้อมันจะมี ๒ รูปแบบ รูปแบบหนึ่งคือสมมุติประเทศไทยไปตกลงกับรัฐบาลลาว ในการตั้งโรงไฟฟ้า ๑ โรง หลังจากที่มีองค์กรนี้แล้ว เมื่อตกลงราคากันได้ก็คิดผ่านค่าสายส่ง องค์กรนี้จะมีหน้าที่กํากับดูการจ่ายไฟฟ้า ซื้อขายไฟฟ้าว่ามีจํานวนเท่าไร หรืออย่างไร แต่กรณีขาดไฟเพิ่มเติมจะซื้อจากประเทศลาว ซึ่งองค์กรเรกกูเลเตอร์ของลาวก็ต้องกําหนดว่า ค่าไฟที่ขายระหว่างประเทศนั้นเท่าไร อย่างเช่นประเทศไทยตกลงกับประเทศมาเลเซีย ปัจจุบันค่าไฟที่เราซื้อฉุกเฉินจากประเทศมาเลเซีย ๑๐ กว่าบาท นั่นคือราคาที่ตกลงกัน แต่ถ้ากรณีที่ซื้อจากโรงไฟฟ้าของประเทศมาเลเซียก็อีกราคาหนึ่ง นั่นคือประเทศไทย ประเทศมาเลเซีย และโรงไฟฟ้านั้นจะต้องตกลงกันซึ่งมีข้อแตกต่าง ทุกอย่างต้องเป็นไปตาม กฎหมายของแต่ละประเทศ อันนี้ก็กราบเรียนให้ท่านสมาชิกทุกท่านรับทราบนะครับ
ส่วนเรื่องเงินงบประมาณค่าใช้จ่ายนะครับ จริง ๆ แล้วค่าใช้จ่ายนี่ องค์กรนี้ จะเป็นองค์กรที่เขาเรียกว่าไม่แสวงหากําไร เป็นองค์กรร่วมระหว่างประเทศจึงไม่มีกําไร ฉะนั้นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทุกประเทศต้องลงทุนเท่ากับหมด เป็นค่าตั้งศูนย์ ค่าดําเนินการ เกี่ยวกับเรื่องของทําการศึกษาวิจัย แต่การลงทุนระหว่างประเทศนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าประเทศนั้น จะลงทุนอย่างไร ส่วนเรื่องของการบริจาคเงินจะต้องไม่มีผลต่อการตัดสินใจของการ ดําเนินการของศูนย์ เช่นสมมุติว่าโรงไฟฟ้าโรงใดโรงหนึ่งมาบริจาคเพื่อจะให้ค่าไฟสูงขึ้นนั้น เป็นไปไม่ได้ เพราะว่าเรื่องค่าไฟเป็นเรื่องของคนละองค์กรกัน องค์กรนี้จะไม่มีอิทธิพล ต่อรัฐบาลทั้ง ๒ ประเทศในการเจรจาค่าไฟฟ้าซึ่งกันและกันนะครับ
คําถามหลายคําถามที่ท่านสมาชิกรัฐสภาพูดขึ้นก็มีสมาชิกรัฐสภาตั้งคําถาม ก็ตอบกันเองหลายคําถาม แต่มีบางคําถามยังไม่ตอบ ผมขออนุญาตตอบในที่นี้เลย เช่น การถามเรื่องแผนพีดีพี ทําไมมีไฟฟ้าตั้งแต่ปี ๒๕๖๔ มีแผนเพียง ๓๐๐ เมกะวัตต์ วิธีการคิด แผนพีดีพีอย่างนี้ครับ คืออย่างเช่นที่ประเทศกัมพูชาก็มีการวางแผนว่าจะสร้างโรงไฟฟ้า ถ่านหินที่เกาะกง ๒,๐๐๐ เมกะวัตต์ เป็นความคิดเฉย ๆ นะครับ แล้วก็มีการสร้างเขื่อน ผมจําชื่อไม่ได้ที่ชายแดนไทยกับประเทศกัมพูชานี่เขื่อนหนึ่ง เขื่อนสตึงนัม ก็เพื่อจะให้น้ํา เข้ามาอยู่เมืองไทย เขื่อนอยู่ฝั่งประเทศกัมพูชา ซึ่งก็เป็นแนวคิด แนวคิดมันยังบรรจุแผนไม่ได้ จนกระทั่งผู้ลงทุนนั้นไปทําการศึกษาจนกระทั่งมีแนวโน้มแน่นอนแล้วว่ามีโอกาสจะสร้าง ก็จึงมาขออนุญาตกับกระทรวงพลังงานว่าจะบรรจุในแผนว่าจะลงทุนสร้างเมื่อไร แผนไฟฟ้า จะจ่ายเมื่อไร ซึ่งการบรรจุแผนนี้อย่างประเทศเมียนมาร์ก็เช่นกัน โครงการท่าซาง เขื่อนท่าซาง หรือเขื่อนมายตง ๗,๐๐๐ เมกะวัตต์ เป็นโครงการที่ประเทศไทยต้องการมาก เป็นโครงการ น้ําที่ให้ไฟฟ้าสูงนะครับ ผลปรากฏว่าดําเนินการมาแล้ว ๒๐ ปียังไม่สามารถบรรจุแผนได้ เพราะว่าผู้ประกอบการทําการศึกษาค้นคว้าแล้วยังไม่ได้ผ่านอะไรหลาย ๆ อย่าง ซึ่งกําหนด แผนก็ไม่รู้ว่าจะจ่ายไฟได้เมื่อไร อย่างนั้นบรรจุแผนไม่ได้ ดังนั้นการบรรจุแผนพีดีพี การทํางานของกระทรวงพลังงานก็ต้องมีให้เอกชนมาดําเนินการบ้าง รัฐวิสาหกิจ ดําเนินการบ้าง บริษัทต่าง ๆ ดําเนินการบ้าง แต่ว่าเมื่อมีผล ใกล้สัมฤทธิ์ผลแล้วจึงสามารถ บรรจุแผน
เรื่องระบบสายส่งของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตประเทศไทยเรานั้นผมยืนยันว่า จะไม่มีการแปรรูปซึ่งมีผู้สอบถาม แล้วก็เรื่องของมาตรฐานของไฟฟ้าประเทศเรายังมาตรฐาน ไม่เหมือนกันอย่างเช่นภาคใต้สายส่งของการไฟฟ้าภูมิภาคอยู่ที่ ๓๓๐ เควี แล้วก็ทาง กรุงเทพมหานคร ๒๒๐ เควี ปัจจุบันรัฐบาลกําลังเปลี่ยนแปลงให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ทั้งหมด ซึ่งเมื่อ ๒ เดือนที่แล้วได้อนุมัติงบประมาณให้การไฟฟ้าภูมิภาคเปลี่ยนสายส่ง ในภาคใต้ไปส่วนหนึ่งจาก ๓๓๐ เควี เป็น ๒๓๐ เควี ซึ่งก็ให้งบประมาณไป เพราะฉะนั้น การจ่ายงบประมาณไปก็ต้องค่อยเป็นค่อยไปเพราะว่างบประมาณต้องใช้อย่างอื่นด้วยนะครับ แต่ทั้งหมดเราจะมุ่งหมายสู่ในมาตรฐานเหมือนกันนะครับ
เรื่องการกําหนดราคาตอบแล้วนะครับ เรื่องของพลังงาน เรื่องการสร้าง จิตสํานึกในการสร้างเอ็นเนอร์จี เอฟฟิเชียนซี ซึ่งผมขอเรียนว่ากระทรวงพลังงานได้ประกาศ นโยบายนี้ไปแล้วเมื่อ ๓ เดือนที่แล้ว ให้เรกกูเลเตอร์ ไปดําเนินการจัดหาผู้ประมูลไฟฟ้าจาก การใช้ไฟฟ้าของบริษัทใหญ่ ๆ หรือตึกใหญ่ ๆ ที่มีใช้ไฟฟ้าถ้าไปดูแล้วใครลดไฟฟ้าได้ก็จะ จ่ายเงินชดเชยให้ ซึ่งคาดว่าในเดือนหรือ ๒ เดือนข้างหน้าก็คงจะมีผลประกาศใช้เพราะอยู่ ระหว่างการศึกษาอยู่ ก็คิดว่าคงจะมีผลเท่านี้ ผมขอตอบเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ