รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๖ · ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

วิบูลย์ คูหิรัญ เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาการขาดแคลนพลังงานในอนาคต โดยเสนอให้กำหนดมาตรฐานในการคิดค่าไฟฟ้า และสนับสนุนการแลกเปลี่ยนไฟฟ้ากับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงการลงทุนตั้งโรงไฟฟ้ากระจายเพื่อรองรับโหลดในแต่ละพื้นที่

นายวิบูลย์ คูหิรัญ สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

กราบเรียนประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม นายวิบูลย์ คูหิรัญ สมาชิกวุฒิสภา แบบสรรหาภาคเอกชน ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ใคร่ขอแสดงความคิดเห็น ผมเห็นด้วยที่ไทยจะไปลงนามเอ็มโอยูในบันทึก ความเข้าใจระหว่างรัฐบาลต่อการจัดตั้งศูนย์ประสานงานการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างประเทศ ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ําโขง ทั้งนี้เพื่อจะได้ช่วยในการบริหารให้มีการซื้อขายพลังงานไฟฟ้า ในภูมิภาคนี้ ทั้งจากประเทศจีน ประเทศพม่า ประเทศลาว ประเทศเวียดนาม ประเทศเขมร แล้วก็รวมไปถึงประเทศมาเลเซียด้วย ในการดําเนินการอันนี้ก็คงจะต้องมีการกําหนด มาตรฐานเกี่ยวกับเรื่องสายส่งให้สามารถรับส่งกันได้ แล้วก็ให้มีการลงทุนในภูมิภาค อย่างคุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ตามศักยภาพของแต่ละประเทศ โดยคํานึงถึงความยั่งยืนของ สิ่งแวดล้อม ซึ่งการลงนามนี้คิดว่าไทยจะได้ประโยชน์ เพราะต่อไปประเทศไทยซึ่งมีปัญหา ในการที่จะขาดแคลนพลังงานในอนาคต แต่อย่างไรก็ตามในการที่จะดําเนินการต่อไปก็คง จะต้องคํานึงถึงว่าพลังงานไฟฟ้านี้เป็นสาธารณูปโภค เพราะฉะนั้นเมื่อมีการตั้งศูนย์แล้วจะมี การกําหนดค่าพลังงานไฟฟ้าก็คงจะต้องคํานึงถึงด้วยว่าอันนี้เป็นสาธารณูปโภค เพราะฉะนั้น ในการเจรจาทั้งหลายหรือการตั้งกําหนดค่าไฟฟ้าทั้งหลายก็คงจะต้องคํานึงในเรื่องนี้ด้วย เพราะว่าเมื่อตั้งศูนย์แล้วก็จะต้องมีการกําหนดมาตรฐานในการคิดค่าพลังงานไฟฟ้าที่จะซื้อ ขายกันที่แน่นอนให้พอดีพอเหมาะ สําหรับศูนย์นี้จะช่วยลดปัญหาการที่จะมีปัญหาระหว่าง ประเทศได้ในด้านพลังงาน เพราะจะสามารถเลือกซื้อพลังงานจากประเทศใดก็ได้ ซึ่งเดิม ประเทศไทยเคยมีกําหนดกําลังสํารองไว้ที่ไม่เกินประมาณ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของดีมานด์ (Demand) เพื่อไม่ให้เกิดการขาดแคลนเมื่อมีปัญหาระหว่างประเทศ ดังนั้นเมื่อมีการตั้งศูนย์นี้ขึ้นมา เราก็สามารถที่จะเลือกซื้อจากประเทศที่ไม่มีปัญหากับ ประเทศเราได้ในช่วงนั้น ๆ ในช่วงนี้ที่ยังต้องมีความจําเป็นที่จะต้องหาพลังงานมาเพิ่มเติม ในช่วงที่ยังไม่มีศูนย์นี้ เพราะฉะนั้นในการที่จะเจรจาซื้อพลังงานจากประเทศเพื่อนบ้าน เป็นประเภทไบเลทเทอรอล (Bilateral) ก็คงจะต้องคํานึงถึงในการเจรจา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกี่ยวกับประเทศพม่า ซึ่งได้ทราบว่าในขณะนี้ในการเจรจานี้ประเทศพม่าจะใช้ระบบค่าไฟฟ้า ที่จะคิดจากประเทศไทย เป็นระบบที่ไปอ้างอิงถึงค่าพลังงานจากน้ํามันหรือจากแก๊ส ซึ่งมีแต่ จะสูงขึ้นเป็นลําดับ เพราะฉะนั้นเมื่อแก๊สหรือน้ํามันสูงขึ้น ค่าไฟฟ้าก็จะสูงขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นก็คงจะต้องคํานึงในเรื่องนี้ ซึ่งอาจจะถือจากประเทศลาวเป็นหลักที่มีคนไทย ไปเป็นผู้ลงทุน ซึ่งในการคิดค่าไฟฟ้าระหว่างประเทศไทยกับประเทศลาวนั้น ใช้ระบบเอา ค่าลงทุนมาเป็นตัวตั้ง แล้วก็อาจจะมีบวกกําไร แล้วก็มีการคิดค่าเสื่อม ทําให้ค่าไฟฟ้านี้สูงขึ้น แต่ไม่มากนัก แล้วก็เป็นค่าที่คงที่ เพราะฉะนั้นก็จะทําให้ค่าไฟฟ้าถูก คิดว่าในการเจรจากับ ประเทศพม่าก็ควรจะถือหลักอันนี้ด้วย

ในขณะนี้ทางด้านประเทศไทยเราได้รับซื้อไฟฟ้าโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิต แห่งประเทศไทยซึ่งซื้อจากประเทศลาว แล้วก็มีการแลกเปลี่ยนไฟฟ้ากับประเทศมาเลเซีย ส่วนที่เราขายให้กับประเทศลาว ประเทศพม่า แล้วก็ประเทศเขมรนี้ก็เป็นการขายผ่านระบบ ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สําหรับประเทศควรจะมีการตั้งโรงไฟฟ้า ตามที่เพื่อนสมาชิกได้ เป็นห่วงในเรื่องว่าเมื่อมีระบบแล้วจะทําให้ไฟฟ้าอาจจะยังดับอยู่ เพราะฉะนั้นก็มี ข้อเสนอแนะว่าถึงแม้จะมีระบบศูนย์อันนี้แล้ว ทางด้านระบบสายส่งก็ควรจะต้องมีให้มั่นคง แล้วก็ต้องมีกระจาย รวมทั้งโรงไฟฟ้าที่มีก็ควรจะต้องมีให้กระจายเพื่อที่จะให้สามารถรองรับ โหลด (Load) ของแต่ละพื้นที่ให้ได้ ดังนั้นถ้าเผื่อว่าเมื่อไฟฟ้าเกิดปัญหาขึ้น โรงไฟฟ้าแต่ละ โรงก็ควรจะต้องรับให้ได้ ดังนั้นที่จะมีการตั้งโรงไฟฟ้าในที่ต่าง ๆ ก็ควรจะต้องคํานึงถึง ในเรื่องนี้ด้วย เพราะว่าที่มีการต่อต้านกันนั้นจะเป็นผลต่อในการสร้างโรงไฟฟ้าในที่ต่าง ๆ เพื่อที่จะให้เป็นการกระจายโรงไฟฟ้าออกไปตามพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะนี้ที่เป็นห่วง กันมากก็คือจะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้น จริง ๆ แล้วขณะนี้ทางด้านเทคโนโลยีที่มีอยู่ ในขณะนี้ ซึ่งสามารถที่จะรองรับค่ามลพิษที่โดยเฉพาะค่าซีโอทูไม่เกิน ๐.๓๘๖ กิโลกรัม ต่อกิโลวัตต์ฮาวร์ได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็น่าจะเป็นทางออกได้ เพื่อประโยชน์ของประเทศไทย ผมขอสนับสนุนในการที่จะไปลงนามในบันทึกในครั้งนี้ครับ ขอบคุณครับ