กนก วงษ์ตระหง่าน หารือเรื่องการจัดตั้งศูนย์ประสานงานการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างประเทศสมาชิกในอนุภูมิภาค ลุ่มน้ำโขง โดยมีปัญหาเกี่ยวกับความเป็นอิสระ ความเป็นกลาง และความโปร่งใสของหน่วยงาน และเรียกร้องให้รัฐบาลเตรียมการแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการมีอิทธิพลของประเทศจีน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการจัดตั้งระบบส่งจ่ายไฟฟ้าแห่งชาติ การซื้อขายกระแสไฟฟ้าระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน และการซื้อขายไฟฟ้าจากต่างประเทศ โดยเรียกร้องความโปร่งใสจากท่านรัฐมนตรีในการดำเนินการ
เรียนท่านประธาน ผม กนก วงษ์ตระหง่าน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตอภิปรายเรื่องบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาล ต่อการจัดตั้งศูนย์ประสานงานการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างประเทศสมาชิกในอนุภูมิภาค ลุ่มน้ําโขง) ท่านประธานครับ ผมคิดว่าข้อตกลงการจัดตั้งหน่วยงานนี้เป็นเรื่องที่ดี แต่ปัญหาที่สําคัญก็คือว่าหลักการดี แต่เมื่อไปสู่การปฏิบัติแล้วจะเป็นปัญหา ผมก็ขออนุญาต ที่จะชี้ประเด็นที่จะเป็นปัญหาในการปฏิบัติเพื่อหวังว่าท่านรัฐมนตรีจะใจกว้าง แล้วก็รับฟัง และนําไปแก้ไข
ในประเด็นที่ ๑ ครับท่านประธาน ในมาตรา ๒ ข้อ ๒ ได้พูดถึงว่า ศูนย์ประสานงานการซื้อขายไฟฟ้าแห่งนี้จะเป็นองค์กรที่มีความเป็นอิสระและมีความ เป็นกลาง ซึ่งตรงนี้เป็นเครื่องหมายคําถามมากว่าจริงหรือ เพราะว่าในการปฏิบัติ ข้อมูล ข่าวสารต่าง ๆ วิธีการเจรจา วิธีการทําข้อตกลงมันจะมีในรายละเอียดทางเทคนิคมากมาย และเมื่อเป็นเช่นนั้นคําถามที่ใหญ่มาก ซึ่งเดี๋ยวสักครู่ผมจะพูดต่อไปในเรื่องของ ความเป็นอิสระและความเป็นกลางนั้นจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ไม่ได้พูดถึง ที่สําคัญมากคือเรื่องของความโปร่งใสของการทํางานของหน่วยงาน เราไม่เห็นระบบ มาตรการและกลไกที่จะประกันคุณสมบัติในเรื่องของความเป็นอิสระ ความเป็นกลาง และความโปร่งใสของหน่วยงาน และยิ่งไปกว่านั้นในเรื่องของการเมืองระหว่างประเทศ คนที่ทํางานหรือเคยเจรจากับประเทศจีนก็จะรู้ดีว่าประเทศจีนมีวัฒนธรรมและพฤติกรรม ในเรื่องการเจรจาอย่างไร พูดง่าย ๆ ก็คือว่าประเทศจีนเมื่อมีอํานาจและอิทธิพล มีข้อตกลง ได้แล้ว เขาจะใช้ความใหญ่ของเขาบีบในทุก ๆ กรณี และวันนี้ภูมิภาคเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ก็กําลังถูกประเทศจีนบีบในหลาย ๆ เรื่อง ผมไม่ทราบว่าท่านรัฐมนตรีได้ตระหนัก ในเรื่องเหล่านี้และเตรียมการในการที่จะแก้อย่างไร จบลงเรามีหน่วยงานนี้ ของ ๖ ประเทศจริง แต่ประเทศจีนเป็นผู้ที่มีอํานาจมากที่สุดในบรรดาสมาชิกทั้งหมด และเป็นผู้ที่จะชี้นํา และในที่สุดประเทศไทยของเราก็จะสูญเสียความเป็นอิสระ และความเป็นกลางในเรื่องเหล่านี้
ในส่วนของมาตรา ๔ ข้อที่ ๒ เช่นเดียวกัน ได้พูดถึงเรื่องของการจัดตั้งระบบ ส่งจ่ายไฟฟ้าแห่งชาติ ในประเด็นนี้ผมคิดว่าประเทศไทย โดยเฉพาะการไฟฟ้าฝ่ายผลิต แห่งประเทศไทยจะต้องมีแผนเรื่องระบบการส่งจ่ายแล้ว แล้วก็ในการชี้แจงกับกรรมาธิการ งบประมาณผมได้ถามเรื่องนี้กับทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ทางการไฟฟ้า ฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ชี้แจงชัดเจนจะมีการปรับระบบเครือข่ายการจ่ายไฟฟ้า ของประเทศไทย แล้วก็ในแผนก็มีเวลากําหนดไว้ชัดเจน ผมอยากขอความมั่นใจจากรัฐมนตรี ที่จะกรุณาตอบนะครับว่าบทบาทของศูนย์การซื้อขายอันนี้สามารถที่จะทําได้อย่างสอดคล้อง กับแผนการปรับเนชันแนล กริด (National Grid) ของประเทศหรือไม่อย่างไร เพราะว่าส่วนนี้ จะมีความสําคัญอย่างยิ่งทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์ และความมั่นคงของ กระแสไฟฟ้าของเรา เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ก็เป็นเรื่องที่ ๑ ที่ผมอยากจะขออนุญาต ตั้งเป็นข้อสังเกตในเรื่องของข้อตกลงดังกล่าว
ประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน ท่านรัฐมนตรีได้ตอบแล้วนะครับว่าขณะนี้ ประเทศไทยของเราได้มีการทําเอ็มโอยูกับประเทศเพื่อนบ้าน คือประเทศลาว ประเทศพม่า ประเทศจีน ในการซื้อแล้วก็ขายกระแสไฟฟ้า ๑๑,๕๐๐ เมกะวัตต์ แต่ประเด็นที่น่าสังเกตก็ คือเรายังไม่มีข้อตกลงนี้เลยกับประเทศกัมพูชา ทั้ง ๆ ที่ในข้อเท็จจริงเราทราบอยู่แล้วนะครับ ว่าได้มีการเจรจาเรื่องของเขื่อนที่จะผลิตกระแสไฟฟ้าระหว่างไทยกับกัมพูชา แล้วได้มีการ วางแผนที่จะสร้างโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าถ่านหินที่เกาะกงนะครับ ซึ่งตัวเลขเหล่านี้และ ข้อมูลเหล่านี้ก็ได้มีการพูดกันแล้ว แต่คําถามก็คือว่าทําไมเอ็มโอยูระหว่างประเทศไทยกับ ประเทศกัมพูชาในเรื่องกระแสไฟฟ้าจึงยังไม่เกิดขึ้น ที่เป็นเช่นนี้ทําให้มีข้อสงสัยว่ากระทรวง พลังงานมีวาระซ่อนเร้นอะไรบ้าง ในการทําเอ็มโอยูนี้นอกจากจะพูดถึงจํานวนเมกะวัตต์ที่เรา จะซื้อจากประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ก็จะมีการพูดกันถึงเรื่องราคาหรือประมาณการราคา ซึ่งก็จะทําให้เราสามารถที่จะบอกได้ถึงต้นทุนของกระแสไฟฟ้าในอนาคต ซึ่งเดี๋ยวสักครู่ผมจะ ขออนุญาตอภิปรายต่อไป เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้สิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือว่าข้อตกลงระหว่าง ไทย-กัมพูชา ซึ่งผมเชื่อว่าท่านรัฐมนตรีก็ทราบอยู่ในใจอยู่แล้วนะครับว่าเป็นอย่างไร ขอความกรุณาท่านตอบเพื่อที่จะทําให้การทํางานของท่านโปร่งใส เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว ก็จะมีคําถาม แล้วก็มีการตีความและอาจจะทําให้ท่านเสียหายได้
ประการที่ ๓ ครับท่านประธาน จากแผนของทางรัฐบาลนี้ ในปี ๒๕๖๔-๒๕๗๓ ๑๐ ปีนี้ครับ เรามีแผนการซื้อขายซึ่งอยู่ในแผนนั้นจากต่างประเทศเพียงปีละ ๓๐๐ เมกะวัตต์ เท่านั้นเอง รวม ๑๐ ปีก็ประมาณ ๓,๐๐๐ เมกะวัตต์ ซึ่งถ้าดูตัวเลขต่อปริมาณความ ต้องการแล้วน้อยมาก เพราะฉะนั้นการใส่ตัวเลขเพียง ๓๐๐ เมกะวัตต์ ตรงนี้ ผมคิดว่า เป็นตัวเลขพลางนะครับ ไม่ใช่เป็นตัวเลขจริง ท่านรัฐมนตรีกรุณาบอกเราได้ไหมครับว่า ตั้งแต่ปี ๒๕๖๔-๒๕๗๓ นั้น ประเทศไทยจะซื้อจากต่างประเทศจริง ๆ เท่าไร เพราะว่าถ้าเรา จะซื้อเพียง ๓,๐๐๐ เมกะวัตต์เท่านั้น ผมคิดว่าความคุ้มค่าในส่วนที่เราจะต้องเสียจากการตั้ง หน่วยงานนี้อาจจะไม่คุ้ม แล้วเราได้ประโยชน์น้อยเกินไป ประเทศไทยจะต้องซื้อมากกว่า ๓,๐๐๐ เมกกะวัตต์แน่นอน เพราะฉะนั้นตรงตัวเลขตรงนี้ท่านแสดงความโปร่งใสบอกกับเรา สิครับว่ามันจริง ๆ เท่าไร เพราะว่าถ้าท่านไม่พูดตัวเลขอันนี้คนก็จะสงสัยท่าน แล้วก็จะ ตีความท่านไปในทางที่ไม่เป็นบวกนะครับ ตรงนี้ไม่เป็นผลดีกับประเทศชาติ ผมคิดว่าเรื่องนี้ เราควรจะต้องสร้างความไว้วางใจ แล้วก็เชื่อมั่นระหว่างกัน ตรงนี้ขอความกรุณาท่าน ช่วยตอบด้วยนะครับ เพราะว่าในปัจจุบันนี้เรามีกระแสไฟฟ้าของเราอยู่ประมาณ ๓๖,๕๐๐ เมกกะวัตต์ แล้วก็ในปี ๒๕๗๓ เราประมาณการว่าเราจะมีไฟฟ้าอยู่ประมาณ ๗๐,๖๐๐ กว่าเมกกะวัตต์ ซึ่งแผนการเพิ่มในแต่ละปีท่านมีนะครับ แต่เพิ่มจากการซื้อจาก ต่างประเทศมีเพียง ๓,๐๐๐ เมกกะวัตต์ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ท่านกรุณาตอบ นะครับว่าเพราะอะไร เพื่อที่อย่างน้อยที่สุดนะครับ ถ้าเรากลับไปดูคําถามที่เกี่ยวข้องกับ การเพิ่มของปริมาณเมกกะวัตต์ใน ๑๐ ปี ถึงปี ๒๕๗๓ นั้นราคารับซื้อของเราโดยเฉลี่ย ประมาณเท่าไรครับ แล้วที่สําคัญก็คือว่าค่าส่งกระแสไฟฟ้าที่ผ่านระบบหรือสายส่งของเรานั้น มีมูลค่าเท่าไร เพราะว่าระบบการสายส่งของประเทศของเรานั้น ที่ท่านรัฐมนตรีได้ตอบ ในตอนต้นว่าเราซื้อจากจุดไหนก็ตาม แล้วขายใช้ที่จุดไหนก็คิดราคาในจุดนั้น ตรงนั้นเป็น หลักการเบื้องต้นถูกต้องครับ แต่ในรายละเอียดของธุรกิจมันจะต้องมีค่าส่งครับ เพราะว่า สายส่งนั้นไม่ได้ส่งกันฟรี ๆ แล้วมันมีเรื่องของการสูญเสียระหว่างการส่ง สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่อง ที่รัฐมนตรีควรจะต้องบอกกับเราตั้งแต่ต้นว่าเราจะคิดค่าส่งแบบนี้ แล้วมันมีการสูญเสีย จํานวนเท่านี้ เพราะฉะนั้นราคาจึงเป็นเท่านี้ อย่างนี้เป็นต้น ถ้าเราไม่มีคําตอบนี้นะครับ สิ่งเหล่านี้จะเป็นพื้นที่ว่าง เป็นแดนสนธยาที่ไม่มีใครรู้ และผลประโยชน์ใครจะเป็นผู้ได้ อนาคตจะเป็นผู้พิสูจน์นะครับ และที่สําคัญที่ท่านรัฐมนตรีจะต้องตอบกับเราว่าระบบสายส่ง ทั้งหมดซึ่งจะเป็นหัวใจสําคัญของการเชื่อมต่อกับ ๖ ประเทศ ระบบสายส่งนี้จะต้องเป็น ทรัพย์สินของชาติเท่านั้น จะแปรรูปไม่ได้ จะขายให้กับใครไม่ได้ เพราะมันเป็นหลักของ ความมั่นคงของชาติของเรา ขอความกรุณาท่านรัฐมนตรียืนยันตรงนี้ว่าระบบสายส่งทั้งหมด จะเป็นทรัพย์สินของชาติ ไม่มีการแปรรูปหรือขายให้กับใครทั้งสิ้น
ประการที่ ๔ ครับท่านประธาน ราคาค่ากระแสไฟฟ้าขายส่งโดยเฉลี่ยนะครับ ขณะนี้ในปี ๒๕๕๖ มันอยู่ที่ ๓.๐๓ บาทต่อหน่วย แล้วท่านประมาณการว่าในปี ๒๕๕๖ มันจะอยู่ที่ ๔.๔๔ บาทต่อหน่วย ผมถามคําถามง่าย ๆ ว่า ค่าไฟฟ้าเมื่อท่านประมาณการ ค่าไฟฟ้าขายส่งแบบนี้ ค่าไฟฟ้าที่ประชาชนจะต้องจ่ายมันราคาเท่าไรในปี ๒๕๕๖ ต่อหน่วย เพราะว่าท่านคิดโดยสมมุติฐานของอาร์โอไอซี (ROIC) อยู่ที่๖.๕ เปอร์เซ็นต์ ผมถามว่า ๖.๕ เปอร์เซ็นต์ตรงนี้จะเปลี่ยนหรือไม่ในอนาคต เพราะถ้าเปลี่ยนแล้วจะกระทบกับราคา แน่นอน แล้วตรงนั้นมันก็จะกระทบต่อประชาชนที่จะต้องเป็นผู้จ่ายค่าไฟฟ้าในที่สุด ในที่สุด แล้วท่านจะต้องคิดถึงประชาชนที่จะต้องเป็นผู้แบกภาระค่าใช้จ่ายเหล่านี้ และเป็นคนที่จะ แบกมากที่สุด ตรงนี้เป็นคําถามใหญ่ในทางปฏิบัติ หลักการที่ท่านจะไปตกลงตั้งหน่วยงานนี้ ไม่มีปัญหาหรอกครับ แต่พอถึงตอนปฏิบัติแล้วจบลงแปรไปสู่ค่าไฟฟ้าของประชาชนตรงนั้น เป็นปัญหาใหญ่ครับท่านประธานที่เป็นเรื่องที่สําคัญ
ประการที่ ๕ ครับท่านประธาน ทั้งหมดที่ผมหยิบประเด็นที่มาพูดถึงนี้เป็นแต่ เพียงเรื่องหลัก ๆ ที่เป็นหัวใจ แต่มันสะท้อนให้เห็นถึงความโปร่งใสของการทําธุรกิจ กระแสไฟฟ้าของประเทศไทยครับ วันนี้ครับท่านประธาน ผมมีความเสียใจที่ต้องเรียน ท่านประธานไปยังรัฐมนตรีตรง ๆ ว่ากระทรวงพลังงานและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคไม่ได้รับ ความเชื่อถือจากประชาชนในเรื่องของความโปร่งใสเลย เพราะว่ามีผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น มากมาย ผมขออนุญาตยกตัวอย่างเรื่องเดียวง่าย ๆ แล้วก็เป็นที่พูดกันแล้ว และเคยพูด ในสภานี้แล้วก็คือเกี่ยวกับเรื่องโซลาร์เอ็นเนอร์จี (Solar Energy) พลังงานแสงอาทิตย์ วันนี้ กระทรวงให้ใบอนุญาตไปประมาณ ๒,๐๐๐ เมกะวัตต์ แล้วก็ปฏิบัติไม่ได้ ในประกาศเหล่านั้น ก็บอกแล้วว่าถ้าทําไม่ได้จะต้องยกเลิก ทําไมไม่ยกเลิกครับ วันนี้ท่านรัฐมนตรีประกาศในสภา แห่งนี้ได้ไหมว่าจะยกเลิกเรื่องเหล่านั้นทั้งหมด ผมถามเรื่องนี้กับข้าราชการของกระทรวง พลังงานนะครับ ท่านก็โยนไปบอกว่าเป็นเรื่องของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่จะเป็นคนทํา สัญญาพีพีเอ (PPA) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคก็บอกเป็นเรื่องนโยบายกระทรวงพลังงาน และถ้า จะเอาเรื่องที่ใกล้ตัวมากที่สุด เมื่อไม่กี่วันนี้ท่านได้ประกาศออกมาแล้วนะครับ นโยบาย รูฟท็อป (Rooftop) ปรากฏว่ามีไม่กี่รายเท่านั้นที่ได้ใบอนุญาตจากท่านไป สิ่งเหล่านี้เป็น ปัญหาที่ประชาชนเขาตั้งคําถามว่ากระทรวงพลังงานโปร่งใสจริงหรือ แล้ววันนี้ก็ได้มีการต่อสู้ กันในเรื่องผลประโยชน์ว่ากระทรวงพลังงานผ่าน แต่กระทรวงอุตสาหกรรมไม่ให้ ร.ง. ๔ เรียกค่า ร.ง. ๔ ใบละหลายล้านบาท อย่างนี้เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ผมเชื่อว่าท่านรัฐมนตรี ทราบดีกว่าผมและมีข้อมูลมากกว่าผมด้วยซ้ําไป แต่ตรงนี้เป็นตัวสะท้อนให้เห็นว่า ความน่าเชื่อถือต่อความโปร่งใสในการที่จะรักษาผลประโยชน์ของประชาชนอย่างเป็นธรรมนั้น มันไม่เกิดขึ้นจากธุรกิจกระแสไฟฟ้าของประเทศไทยของเรา และเมื่อเป็นเช่นนี้ประชาชน ก็คิดต่อไปว่าถ้ามีการตั้งหน่วยงานนี้แล้วก็เจรจากับ ๖ ประเทศมันไม่ยิ่งมากมายกว่านี้ อีกหรือ แล้วถ้าอย่างนั้นผลประโยชน์เหล่านี้ไปตกอยู่กับใครและกลุ่มใด ท่านประธานครับ