รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๖ · ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล แถลงถึงการยื่นหนังสือเอกสารตามมาตรา 190 และเรื่องของศูนย์อาร์พีซีซี ซึ่งเป็นศูนย์กลางซื้อขายไฟฟ้า โดยอธิบายว่าประเทศไทยได้รับประโยชน์จากการเชื่อมโยงซื้อขายไฟฟ้าระหว่างประเทศ และเสนอว่าประเทศไทยควรสร้างศูนย์กลางซื้อขายไฟฟ้า โดยเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการผลิตไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน และลดค่าใช้จ่ายในการผลิตไฟฟ้าในประเทศไทย

นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติครับ กระผม นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ผมขออนุญาตชี้แจง เรื่องข้อตกลงบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลในการจัดตั้งศูนย์ประสานงานการซื้อขาย ไฟฟ้าระหว่างประเทศสมาชิกอนุภูมิภาคลุ่มน้ําโขง จากการฟังอภิปรายที่ผ่านมานะครับ

เรื่องแรกที่สมาชิกหลายท่านสงสัยเรื่องของการยื่นหนังสือเอกสารตาม มาตรา ๑๙๐ นี้เข้ามา บันทึกนี้เข้ามานะครับ ผมขอลําดับความว่ากระทรวงพลังงานทํางาน อย่างไรในเรื่องของศูนย์อาร์พีซีซีที่ผ่านมานะครับ แล้วทําไมจึงถึงสภาล่าช้า แล้วก็ มาตรา ๑๙๐ นั้นมีความสําคัญอย่างไร ข้อตกลงระหว่างอาร์พีซีซีนั้นเกิดขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ ๑๗-๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ณ กรุงเวียงจันทน์ มีการพูดคุยกันทั้ง ๖ ประเทศ แล้วมีความตกลงร่วมกัน มีการลงนามเบื้องต้น เพื่อจะให้รัฐบาลแต่ละรัฐบาลนั้นไปคุย รายละเอียดของรัฐบาล และต่อมาวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๕ คณะอนุกรรมการจึงเห็นชอบ ในหลักการเอ็มโอยูที่ร่างขึ้นมาทั้งหมดนี้ แล้วก็ให้แต่ละประเทศนั้นไปขอความเห็นชอบต่อไป ในเดือนตุลาคม ๒๕๕๕ พอมาเดือนธันวาคม ๒๕๕๕ เดือนตุลาคม เดือนพฤศจิกายน เดือนธันวาคม ก็ ๒ เดือนต่อมาก็มีการลงนาม เป็นการประชุมรัฐมนตรี ๖ ประเทศ แล้วเป็น การลงนามกัน ก็มีการลงนามเพียง ๔ ประเทศ คือประเทศกัมพูชา ประเทศจีน ประเทศลาว ประเทศเวียดนาม ก็เหลือประเทศไทยกับประเทศเมียนมาร์ที่ยังลงนามไม่ได้ ต้องไป ดําเนินการ กระบวนการภายในประเทศยังไม่แล้วเสร็จนะครับ ต่อมาปี ๒๕๕๖ ก็คือ กุมภาพันธ์ก็มีการประชุม กพช. ก็มีมติเห็นชอบในเรื่องของเอ็มโอยูนี้ แล้วก็นําเข้าสู่ ครม. เมื่อเดือนมีนาคม หลังจากนั้นกระทรวงพลังงานก็ทําหนังสือบันทึกความเข้าใจต่าง ๆ นี้ ชี้แจงประชาชนให้เข้าใจ โดยลงเว็บไซต์ (Web site) ทั้งสองหน่วยงาน มีการไฟฟ้าฝ่ายผลิต กระทรวงพลังงานก็ชี้แจงประชาชนทั่วไปถึงบันทึกสัญญานี้ แล้วก็นําสู่ ครม. เพื่อเสนอเข้า รัฐสภานะครับ เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๖ นี้ส่งเข้าสภาแล้วนะครับ แต่ว่าเนื่องจากเอกสารนั้น มีข้อขัดข้องท้วงติงในเรื่องเอกสารจากกระทรวงการต่างประเทศ จึงมีการแก้ไขใหม่ จึงส่ง อีกครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๕๖ ครม. จึงมีมติเห็นชอบให้เข้าสู่สภาได้ ดังนั้นเรื่องนี้ จึงส่งเข้าไว้ในวาระการประชุมของรัฐสภาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ๒๕๕๖ แล้วนะครับ ภาพรวมของศูนย์อาร์พีซีซีนี้ประเทศไทยเกิดประโยชน์อย่างไร เรื่องแรกครับ ศูนย์นี้ เป็นศูนย์กลางซื้อขายไฟฟ้า วิธีการซื้อขายไฟฟ้าคงไม่ใช่เป็นการดําเนินการกันในแต่ละ ประเทศ เป็นการเชื่อมโยงระหว่างประเทศนะครับ วิธีการซื้อขายไฟฟ้าก็คือว่าการซื้อขาย ไฟฟ้านั้นจะผ่านเส้นทางเซคชัน ไลน์ (Section line) หรือสายส่ง ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิต จะเป็นผู้ที่ดูแลสายส่งทั่วประเทศสําหรับประเทศไทยนั่นเอง แต่ประเทศอื่นประเทศนั้น ๆ ก็จะดูแลสายส่งประเทศนั้น ๆ ฉะนั้นไฟแต่ละประเทศที่ทุกประเทศที่ผลิตแล้วเหลืออยู่นี้ ก็จะจ่าย ณ ชายแดนของแต่ละประเทศ ฉะนั้นเมื่อเราซื้อที่ชายแดนเข้ามา ไฟเราซื้อที่จุดไหน เราไม่ต้องขนจากจุดชายแดนนั้นไปสู่ปลายทางจุดหนึ่ง เพราะไฟนี้ซื้อตรงไหนมันก็เหมือนกัน เพราะมันอยู่ในสายส่งที่เต็มอยู่ เหมือนกับน้ําที่เต็มท่ออยู่ ดูดตรงไหนก็ได้นะครับ ตัวอย่างเช่น สมมุติว่าซื้อไฟที่ภาคเหนือที่จังหวัดเชียงราย ภาคใต้พอน้ําเต็ม ดูดน้ําเข้ามานี่ ภาคใต้ก็ใช้ไฟได้ทันที อย่างนี้เป็นต้นนะครับ

ที่มีศูนย์การซื้อขายอาร์พีซีซีจะเกิดประโยชน์อย่างไรครับ ตามที่สมาชิก รัฐสภาหลายคนอภิปรายว่าการที่ประเทศไทยนั้นต้องซื้อไฟจากต่างประเทศ เช่นประเทศลาว อยู่ ๗,๐๐๐ เมกะวัตต์ ประเทศจีนซึ่งมีข้อตกลงแล้ว ๓,๐๐๐ เมกะวัตต์ แต่ป่านนี้ยังไม่ได้ซื้อ เลยนะครับ ซึ่งประเทศพม่าเรามีข้อตกลง แต่ก็ยังไม่มีการซื้อขายจริง ประเทศกัมพูชาเองก็ ซื้อไฟฟ้าจากประเทศไทยบางส่วนนะครับ ส่วนประเทศเวียดนามก็ยังไม่ได้มีการซื้อขายไฟฟ้า ซึ่งข้อตกลงตรงนี้จะทําให้มีการซื้อขายเกิดขึ้นจริง แล้วทําให้เกิดความมั่นคง เพราะว่าอย่างที่ ท่านสมาชิกอภิปรายว่าถ้าประเทศใดประเทศหนึ่งเกิดผิดใจกับประเทศเราขึ้นมาแล้วไม่ขาย ไฟฟ้าให้ประเทศไทยจะเกิดปัญหาอย่างใหญ่หลวง จริง ๆ ข้อตกลงนี้เป็นข้อตกลง ๖ ประเทศตกลงร่วมกันแล้วมันจะเกิดความมั่นคง เพราะว่าจะมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณา ว่า ผู้ผลิตไฟฟ้าแต่ละประเทศนั้นผลิตอยู่ที่ไหน ต้นทุนเท่าไร แล้วหน่วยกลางของ แต่ละประเทศนั้นเขาจะมีเรกกูเรเตอร์ (Regulator) ของแต่ละประเทศ ซึ่งจะประชุมร่วมกัน ทั้ง ๖ ประเทศ เมื่อประชุมร่วมกันจะกําหนดค่าไฟฟ้าแต่ละฐานที่ เหลือไฟฟ้า ซึ่งตรงนั้นจะจ่ายไฟฟ้าเข้ากริด (Grid) พอจ่ายเข้าตรงไหน แล้วก็ออกตรงไหน ก็จะมีหน่วยกริดเข้ามาวัด ซึ่งวิธีการนี้ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้นการที่ประเทศไทยเป็น ศูนย์กลางของ ๓ ประเทศติดกันก็คือ ประเทศเมียนม่าร์ ประเทศลาว และประเทศกัมพูชา จึงมีความสําคัญมากที่น่าจะเป็นศูนย์กลางซื้อขาย ถ้าเป็นศูนย์กลางซื้อขายแล้วประเทศไทย ได้ประโยชน์อย่างไรครับ เพราะปัจจุบันเองการสร้างโรงไฟฟ้าประเทศไทยนั้นมีการต่อต้าน มากในทุกรูปแบบ ทําให้ค่าก่อสร้างโรงไฟฟ้าไทยแพงกว่าปกติ แล้วก็มีค่าใช้จ่ายทําให้ค่าไฟฟ้าสูง อย่างที่สมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไป คือค่าไฟฟ้าเราใช้จากแก๊สธรรมชาตินั้นราคาหน่วยหนึ่ง ประมาณ ๔ บาท ซึ่งในอนาคตนั้นที่ประมูลครั้งสุดท้ายปี ๒๕๖๒ ค่าไฟจะตกประมาณ ๔.๒๓ บาท ที่ทําจากแก๊ส ซึ่งประเด็นนี้ประเทศเพื่อนบ้านเราผลิตไฟฟ้าต่ํากว่า อย่างเช่นประเทศลาว ค่าไฟฟ้าจากน้ําประมาณ ๑.๖๐ บาท หรือ ๑.๘๐ บาท ซึ่งถูกมาก เราก็ซื้อมาถัวเฉลี่ย ค่าไฟฟ้าเขายังต้องผันแปรกับค่าอัตราแลกเปลี่ยนของเงินด้วย เพราะถ้าค่าเงินบาทอ่อนลง ค่าไฟฟ้าก็จะแพงขึ้นเป็นเงาตามตัวเช่นกัน ส่วนประเทศจีนปัจจุบันนี้ที่ต้องพูดถึงเพราะเป็น ประเทศใหญ่ และมีกําลังผลิตไฟฟ้าสูง ประเทศจีนนี้มีการผลิตไฟฟ้าสูงมาก ถ้าจําได้ว่ามีการต่อต้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพราะการผลิตซีโอทู (CO2) นั้น หรือทําให้ โลกร้อนนั้นเกิดขึ้นทั่วโลก แล้วก็จะมีการลงนามเกียวโต คอนเวนชัน (Kyoto Convention) ปีนั้นประเทศจีนผลิตไฟฟ้าถ่านหินได้ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ เมกะวัตต์ ๑๐๐,๐๐๐ เมกะวัตต์ ก็เท่ากับโรงไฟฟ้าประเทศไทยประมาณ ๑๒๐ โรง ซึ่งการลงนามครั้งนั้นประเทศจีนบอกว่า ประเทศเขาเป็นประเทศที่ประชาชนยังยากจนอยู่ จําเป็นต้องใช้ไฟฟ้าเป็นฐานการผลิต อุตสาหกรรม แล้วก็เป็นฐานของครัวเรือน เป็นทุนของชีวิตของประเทศเขา ดังนั้นเขาจําเป็น จะต้องไม่ลงนามเพราะเขาไม่เห็นด้วยที่จะลงนามเพราะต้องผลิตไฟฟ้า หลังจากวันนั้นมา ประเทศจีนได้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มขึ้น จาก ๑๐๐,๐๐๐ เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้น ๒๐๐,๐๐๐ เมกะวัตต์ เป็น ๓๐๐,๐๐๐ กว่าเมกะวัตต์ ท่านจะเห็นว่าประเทศจีนผลิตไฟฟ้าขึ้นอีก ๒๐๐,๐๐๐ เมกะวัตต์นั้นจํานวนมหาศาลครับ ขณะที่ประเทศไทยจากวันนั้นถึงวันนี้ยัง ไม่สามารถผลิตโรงไฟฟ้าได้เลย เราได้แต่รอไฟฟ้าราคาแพง ถ่านหินนี่ให้ค่าไฟตกเฉลี่ยแล้ว ประมาณ ๒ บาทเศษ ๆ ๒.๕๐-๒.๖๐ บาท ซึ่งจะถูกกว่าค่าไฟฟ้าจากแก๊สมาก ซึ่งก็ทําให้ ค่าไฟฟ้าของประเทศจีนนั้นค่อนข้างจะถูก ทําให้อุตสาหกรรมเขาเติบโต ประชาชนเขาใช้ ไฟฟ้าถูก แล้วเขาสามารถแข่งขันได้ การเชื่อมโยงศูนย์ไฟฟ้าเหล่านี้ เราก็ต้องมีการสร้าง กริดเชื่อมโยงกันต้องมีข้อตกลงกันว่ากริดแต่ละอันที่สร้างเชื่อมโยงกันหรือสายส่งที่สร้าง เชื่อมโยงกันนั้นค่าใช้จ่ายเท่าไร จะคิดค่าผ่านสายส่งแต่ละประเทศเท่าไร แล้วคิดค่าไฟฟ้า เท่าไร หลังจากนั้นจะมีการซื้อขายกัน ดังนั้นการซื้อขายกันก็ขึ้นอยู่แหล่งกําลังการผลิตของ ไฟฟ้านั้น ประเทศไทยเองก็หวังว่าจะซื้อไฟฟ้าจากส่วนทางทิศตะวันตกของประเทศจีน คือส่วนของยูนานซึ่งมีฐานการผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ํามาก เพราะมีเขื่อนจากน้ําเยอะแยะเลย นะครับ แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงไฟฟ้าถ่านหินก็มาก ทําให้กําลังการผลิตตรงนี้ ประเทศไทยต้องการ ฐานการผลิตอีกอันหนึ่งของประเทศจีนก็คือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ครับ ปัจจุบันมีการขยายโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพิ่มขึ้นมากมาย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตเองก็ไปทําข้อตกลง เพื่อจะลงทุนศึกษาเกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ประเทศจีน ก็คือลงทุนสร้างที่ประเทศจีน นะครับ หุ้นก็คงเล็กน้อยคือ ๑๐ หรือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เพื่อจะให้ประชาชนของเราหรือ ข้าราชการในการไฟฟ้าฝ่ายผลิตนั้นได้เรียนรู้กระบวนการการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นะครับ ภาพรวมตรงนี้ท่านจะมองเห็นว่าเมื่อศูนย์นี้ตกลงขึ้นได้ ประเทศไทยนั้นก็มีโอกาสที่จะเป็น ศูนย์กลางในการซื้อขายไฟฟ้า ดังนั้นโอกาสที่เราจะขายไฟฟ้านั้นคงจะยากลําบากเพราะค่า ไฟฟ้าเราแพง โอกาสซื้อไฟฟ้าเข้ามานั้นก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

ทีนี้มาตอบคําถามครับว่า เมื่อไฟฟ้าซื้อมาแล้วภาคใต้จะได้ประโยชน์อย่างไร หรือไม่จากการไฟฟ้าดับครั้งที่แล้ว ไฟฟ้าที่ดับคราวที่แล้วนะครับ เราก็มองเห็นปัญหาใหญ่ ผมเองนําเสนอ ครม. ซึ่ง ครม. ได้กรุณาอนุมัติเงินพัฒนาสายส่งจากภาคใต้ จากบางสะพาน ลงไปอีก ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งปัจจุบันจะลง ๕๐๐ เควี (KV) ไปถึงจังหวัดสุราษฎร์ ธานี แล้วจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีจะเป็น ๒๓๐ เมกะวัตต์อยู่ ขณะเดียวกันก็ขยายสายส่งจาก จังหวัดสุราษฎร์ธานีไปยังจังหวัดภูเก็ตเพื่อจะให้โครงข่ายไฟฟ้านั้นสามารถส่งผ่านได้ เพราะถ้า สายส่งไม่ใหญ่พอ ถึงแม้นว่าทางภาคใต้ขาดไฟ มีโรงไฟฟ้าราชบุรีอยู่จะส่งไฟไปก็ส่งไม่ได้ เหมือนกับท่อน้ําเล็ก ๆ จะส่งไฟ ไฟมันก็จะดึงให้ไฟฟ้าขาด ดังนั้นเราจึงแก้ให้สายส่ง ปัญหา ทางภาคใต้ก็จะหมดไปถ้าสร้างโรงไฟฟ้าได้ปัญหาจะหมด เพราะว่าท่อส่งไฟฟ้านี่ใหญ่ขึ้น นะครับ ก็จะหมดไป แต่ขณะเดียวกันระหว่างนี้อยู่ระหว่างการทําอีไอเอ (EIA) ระหว่าง การเริ่มดําเนินการจัดประกวดราคาจัดซื้อจัดจ้างซึ่งก็ต้องใช้เวลาจัดซื้อจัดจ้างนั้นอีกประมาณ ๒-๓ ปี คงไม่สามารถทําได้เร็ววัน ในปีหน้านั้นเองโรงไฟฟ้าจะนะที่ ๘๐๐ เมกะวัตต์ แม้จะ เสร็จลงนะครับ ปัญหาก็เกิดขึ้นอีกอันหนึ่งก็คือว่าท่อส่งแก๊สจากเจดีเอ (JDA) ประเทศไทย ที่ร่วมกันกับประเทศมาเลเซีย ท่อแก๊สเจดีเอที่จะส่งมาอ่าวไทยนั้นท่อแก๊สได้ชํารุดแล้วก็ ซ่อมแซมไปบางส่วนเป็นระยะเวลายาวนานนั้นจะต้องปิดซ่อมแซมอีกครั้งหนึ่ง ทําให้ โรงไฟฟ้าที่จะนะนั้นจะหายไป ๖๐๐ เมกะวัตต์ ซึ่งขณะนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กระทรวงพลังงานก็ได้วางแผนที่จะส่งกําลังหรือว่าวางแผนการป้องกันไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง นะครับ ดังนั้นถ้าปัญหาเกิดขึ้นที่ภาคใต้ครั้งหนึ่งก็จะดับไปเฉพาะบางจุด ซึ่งมีการวางแผนไว้ว่าถ้าเกิด ไฟฟ้าตรงนั้นเกิดกระชากก็ไฟดับบางจุด แม้กระทั่งการเชื่อมโยงกับประเทศมาเลเซียในการ ซื้อขายไฟฟ้าก็มีการพูดคุยและทดลองกันเพิ่มขึ้นเพื่อจะรองรับการขาดแก๊สในประมาณ ปลายปี ๒๕๕๗ ซึ่งเราก็จะไม่คิดว่าจะซื้อไฟจากมาเลเซียได้ เพราะว่าการขาดแก๊สเจดีเอนั้น ประเทศมาเลเซียเองก็ขาดโรงไฟฟ้าด้วยเช่นกัน ก็ทําให้ปัญหานี้ค่อนข้างจะซีเรียส (Serious) ซึ่งใกล้ ๆ ผมจะนําเรียนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรภาคใต้อีกครั้งหนึ่งครับ เพราะว่าตอนนี้กําลัง ทํารายละเอียดกันอยู่ว่าแผนการป้องกันในภาพรวมอย่างไรนะครับ นี่ก็เป็นภาพรวมของเรื่อง ไฟฟ้าภาคใต้นะครับ

ส่วนเรื่องการซื้อขายไฟฟ้าราคา ทั้งหมดทุกประเทศ ๖ ประเทศที่ตั้งศูนย์กัน นี้เขาจะมอบหมายให้กับเรกกูเลเตอร์ เรกกูเลเตอร์นั้นจะเป็นตัวแทนของการเจรจาทั้งหมด นะครับ ซึ่งก็ต้องไม่ใช่คนใดคนหนึ่งมีอํานาจสิทธิขาดในการเจรจา เพราะเรกกูเลเตอร์แต่ละ คนที่เป็นตัวแทนนั้นเจรจาก็ต้องผ่านคณะกรรมการเรกกูเลเตอร์และเสร็จแล้วก็ต้องนําเสนอ ให้รัฐบาลอนุมัติอีกครั้งหนึ่งครับ ก็เป็นเรื่องของรูปแบบ แต่สิ่งที่ดีที่สุดก็คือว่าสายส่งไฟฟ้า ระหว่างประเทศนั้นจะมีการทํางานเป็นระบบเดียวกันและเชื่อมโยงกัน แล้วก็สามารถส่งถ่าย ไฟฟ้ากันได้สะดวกรวดเร็ว ผมขออธิบายหลักการเบื้องต้นให้กับที่ประชุมเพียงเท่านี้ก่อน นะครับ ส่วนการชุมนุมที่ไฟฟ้าอีแกท (EGAT) ทางสหภาพก็ได้แจ้งผมมาว่าเป็นเรื่องของ การต่อต้านการยกเขื่อนให้กับกระทรวงน้ํา ซึ่งมีการร่าง พ.ร.บ. กระทรวงน้ําขึ้นมา แล้วก็คิด ว่าจะเอาเขื่อนของไฟฟ้าฝ่ายผลิตไปให้เขาซึ่งเขาไม่เห็นด้วย ซึ่งสมาชิกสหภาพเองก็ได้พบผม ผมชี้แจงไปแล้วว่าเรื่องนี้คงไม่เกิดขึ้น แต่ว่าเป็นการร่างของ ส.ส. เข้าสภาครับ ก็ยังไม่ใช่เป็น มติของรัฐบาล ขอบคุณครับ