รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒ ตุลาคม ๒๕๕๕

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หารือเรื่องโครงการวิจัยเรื่องเมฆที่รัฐบาลยกเลิก และเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการนี้ รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น และไม่ควรนำปัญหานี้มาใช้ในการโจมตีคณะรัฐมนตรี

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จริง ๆ ไม่ได้ตั้งใจจะใช้สิทธิในการอภิปรายครับ แต่เกรงว่าเพื่อนสมาชิกและพี่น้องประชาชน ที่ฟังคําชี้แจงของท่านรองนายกรัฐมนตรีจะเกิดความสับสนขึ้น ร ๑/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) สมร ๖๘/๑ ผมจึงจําเป็นต้องทําความกระจ่างกับวัตถุประสงค์ของการนําเสนอเรื่องนี้เข้ามาของรัฐบาล ผมเข้าใจมาโดยตลอดว่ามาตรา ๑๗๙ ของรัฐธรรมนูญนั้นเป็นช่องทางที่รัฐบาลจะมา ปรึกษาหารือกับทางรัฐสภาเกี่ยวกับการดําเนินการที่เห็นว่ามีผลกระทบอย่างกว้างขวาง ต่อประเทศ แต่กระผมก็แปลกใจในสุ้มเสียงท่วงทํานองของท่านรองนายกรัฐมนตรีเมื่อสักครู่ ที่เริ่มต้นขึ้นมาก็มีเรื่องของการกล่าวหา ตําหนิติติงว่าเรื่องนี้เป็นความน่าเสียดาย น่าเสียใจ ว่ามีการบิดเบือนในเรื่องของข้อเท็จจริง แล้วก็ได้พูดถึงโครงการซึ่งปัจจุบันก็ต้องถือว่า ไม่มีอยู่แล้วเพราะจบลงไปแล้ว ก็เลยไม่ทราบว่าที่ประสงค์จะมารับฟังความคิดเห็น ของพวกเรามันคือเรื่องอะไร แล้วก็ที่สําคัญครับ ตอนท้ายที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีชี้แจงนั้น ก็น่าจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ ผมขอลําดับให้ท่านประธานได้รับฟังอย่างนี้ครับ ผมคิดว่าโครงการ ที่ปรากฏออกไปต่อสาธารณชนในเรื่องของการที่จะมีการศึกษาวิจัย เรื่องของเมฆ การก่อตัว ของเมฆ เพื่อเป็นการศึกษาสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคนี้ ในเชิงการวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์ ผมไม่คิดว่ามีใครปฏิเสธหรอกครับว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีประโยชน์ มีประโยชน์แน่นอน แต่โครงการที่จะต้องมีการดําเนินการมีผลข้างเคียงหรือมีข้อเท็จจริงบางประการซึ่งจะมี ผลกระทบในทางมิติอื่นหรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่จะต้องมีการพิจารณากันอย่างรอบคอบ ผมคิดว่า การที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีลุกขึ้นมาแล้วก็กล่าวหาว่าใครก็ตามที่ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับ โครงการนี้แล้วเป็นคนบิดเบือน เป็นคนที่ไม่อยู่กับข้อเท็จจริง อยากให้ท่านไปค้นบันทึก การประชุมของหน่วยงานของรัฐด้วยกันเองครับ ไม่ใช่คนนอก ไม่ใช่พวกผม ไม่ใช่นักวิชาการ ข้างนอก หรือนักวิพากษ์วิจารณ์ทั่วไป แต่ผู้แทนของหลายหน่วยงานเวลาเขาประชุมภายใน เขาตั้งข้อสังเกตเองว่าโครงการนี้จะต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะมีผลกระทบ ที่เกี่ยวข้องกับทางด้านความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งประเดี๋ยวก็จะมี เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายต่อไป แต่ที่ผมต้องย้ํากับท่านประธานก็คือว่ากระผมก็แปลกใจว่า ถ้าท่านรองนายกรัฐมนตรีบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องน่าเสียดาย เป็นเรื่องน่าเสียใจ เป็นเรื่อง ที่เกิดการเสียประโยชน์ คําถามก็คือว่าใครเป็นคนตัดสินใจครับ ใครเป็นคนตัดสินใจไม่อนุมัติ ไม่อนุญาตให้เขาเข้ามาดําเนินการ ไม่ใช่ฝ่ายค้าน ไม่ใช่นักวิชาการ ไม่ใช่สื่อมวลชน คณะรัฐมนตรีเองเป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องนี้ ถ้าท่านจะตําหนิใครท่านก็ต้องตําหนิคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าท่านแสดงความคิดเห็นอย่างมั่นอกมั่นใจว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับ มาตรา ๑๙๐ ก็แสดงว่าเป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีสามารถที่จะตัดสินใจได้ด้วยตนเอง ร ๑/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) สมร ๖๘/๒ แต่เมื่อท่านตัดสินใจที่จะไม่อนุญาต ท่านก็ต้องรับผิดชอบกับการตัดสินใจนั้นครับ ท่านจะไป ลากเอาคนอื่นที่ไม่ได้ร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีไปรับผิดชอบไม่ได้หรอกครับ เป็นเรื่องของท่าน ทีนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่มีการเสนอมาแล้วมีเงื่อนเวลาเฉพาะ เพราะเขาต้องศึกษาในช่วงเดือนสิงหาคมกับเดือนกันยายน แล้วความจริงรัฐบาล ก็ทราบเรื่องนี้มาตั้งแต่ปีที่แล้วแต่ไม่เตรียมการให้เรียบร้อยเพื่อที่จะชี้แจงต่อสาธารณะ จนกระทั่งเกิดปัญหาว่าอุปกรณ์ต่าง ๆ มีการลําเลียงออกมาแล้วและเขาต้องการการยืนยัน ในระยะเวลาที่เขากําหนดเอาไว้ มิฉะนั้นแล้วเขาก็จะมีปัญหาว่าจะต้องลําเลียงอุปกรณ์ เหล่านั้นมายังประเทศไทยแล้วไม่ได้ใช้ แต่ปรากฏว่าเมื่อท่านไม่สามารถบริหารจัดการตรงนี้ แล้วก็ตัดสินใจที่จะไม่อนุญาต เขาก็ยกเลิกโครงการนี้ไป เท่านั้นไม่พอครับ ร ๑/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) รัศมี ๖๙/๑ หลังจากนั้นท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีท่านก็ได้เสนอ อีกโครงการหนึ่งเข้าสู่ที่ประชุมของคณะรัฐมนตรีที่เป็นเรื่องของการวิจัยคล้ายคลึงกัน แต่บอกว่าเป็นโครงการที่จะดําเนินการโดยนักวิทยาศาสตร์ของเราเอง ซึ่งผมไม่ทราบว่า จากตรงนั้นและมีการขอกรอบวงเงินงบประมาณเอาไว้ซึ่ง ครม. ก็อนุมัติในหลักการเท่านั้น ว่ามีความคืบหน้าไปที่ไหน อย่างไร หรือมีกระแสข่าวบอกว่าโครงการนั้นก็จะนําไปเจรจา กับนาซ่าอีกครั้งหนึ่งเกี่ยวกับการที่จะลองสํารวจอาจจะเป็นปีหน้า เราไม่ทราบเลยครับ เพราะฉะนั้นสิ่งแรกที่ผมต้องการความชัดเจนก่อนก็คือท่านมาขอรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับ โครงการอะไร ถ้าท่านหมายถึงเอกสารทั้งหลายที่ท่านอ้างอิงได้กล่าวมาหมดมันหมดไปแล้วครับ มันหมดอายุไปแล้ว มันยกเลิกไปแล้ว แต่ถ้าท่านบอกว่าไม่ใช่กําลังจะมาขอรับฟังความเห็นว่า ปีหน้าจะไปทําความร่วมมือกับทางนาซ่าหรือใครก็ตาม ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโครงการนั้น อยู่ที่ไหนครับ เพราะในระเบียบวาระการประชุมท่านให้กระดาษมาแผ่นเดียว แล้วก็อ้างถึง โครงการเก่าซึ่งหมดอายุไปแล้ว โครงการใหม่จะเหมือนเดิมหรือไม่ก็ไม่มีใครทราบ เพราะฉะนั้นเอาให้ชัดว่าวันนี้ท่านจะมาฟังพวกเรา ขอความเห็นพวกเราในโครงการอะไร จะครอบคลุมไปถึงกรณีการขออนุญาตใช้สนามบินอู่ตะเภาในกรณีอื่นด้วยหรือไม่ เพราะปัจจุบันรัฐบาลก็มีแนวทางการเจรจาอยู่กับทางประเทศสหรัฐอเมริกาในเรื่องของ การที่จะใช้สนามบินอู่ตะเภาเพื่อเป็นศูนย์ในการบริหารจัดการและช่วยเหลือในกรณีที่เกิด ภัยพิบัติในภูมิภาค ต้องเอาให้ชัดครับ

ประการแรก ผมย้ําอีกครั้งถ้าที่ผ่านมาเป็นเรื่องการเสียประโยชน์ คนตัดสินใจ คือคณะรัฐมนตรี ถ้าวันนี้ท่านจะมาฟังความคิดเห็นจากพวกเรากรุณาบอกพวกเราว่า จะฟังในโครงการอะไรในอนาคตคงไม่มีประโยชน์ที่จะมาฟังในเรื่องของโครงการในอดีต ที่ถูกยกเลิกไปแล้ว

ที่สําคัญที่สุดที่ต้องกราบเรียนท่านประธานก็คือว่าช่วงท้ายที่ท่านรองนายกรัฐมนตรี บอกว่าวันนี้มาฟังพวกเราเพื่อที่จะมาถามความเห็นพวกเราว่ากรณีนี้เข้ามาตรา ๑๙๐ หรือไม่ ไม่ใช่อํานาจหน้าที่ของรัฐสภาครับ กรณีข้อตกลงหรือโครงการใดจะเข้าตามมาตรา ๑๙๐ หรือไม่อยู่ที่เนื้อหาสาระของโครงการนั้น ถ้าโดยเนื้อหาสาระเข้าเงื่อนไขตามมาตรา ๑๙๐ ต่อให้สมาชิกรัฐสภาทั้งสภาบอกว่าไม่เข้ามันก็ยังเข้ามาตรา ๑๙๐ สภาไม่มีอํานาจ ในการวินิจฉัยเรื่องนี้เลยครับ เป็นอํานาจขององค์กรอื่นที่จะต้องมีการพิจารณาต่อไป ร ๑/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) รัศมี ๖๙/๒ ที่สําคัญก็คือว่าการเปิดอภิปรายตามมาตรา ๑๗๙ รัฐธรรมนูญระบุชัดว่าไม่มีการลงมติ เพราะฉะนั้นก็ขอความกรุณาขอความกระจ่างจากท่านรองนายกรัฐมนตรี เพราะว่า เรื่องวิทยาศาสตร์นั้นผมไม่ทราบท่านทราบแค่ไหน แล้วก็โครงการตกลงมีโครงการใหม่ หรือจะให้พูดโครงการเก่า แต่ว่าเป็นนักกฎหมาย มาตรา ๑๗๙ ไม่มีการลงมติน่าจะทราบอยู่แล้ว ขอบคุณครับ