รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒ ตุลาคม ๒๕๕๕

สามารถ แก้วมีชัย หารือเรื่องการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่มีผู้ร้องขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 โดยเสนอแนะให้ทุกฝ่ายหาทางออกร่วมกัน และระบุว่าความขัดแย้งในหมู่สมาชิกสภาเกิดจากการที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ไม่ชัดเจน โดยเสนอแนะให้สมาชิกสภาประชุมร่วมกันหารือเพื่อหาทางออก

นายสามารถ แก้วมีชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสามารถ แก้วมีชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขออภิปรายในวาระรับทราบคําวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญ กรณีมีผู้ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ ที่ผมจะอภิปรายนี่ผมก็เคารพคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และปรารถนา ที่อยากจะให้ท่านสมาชิกรัฐสภาได้หาทางออกร่วมกันในภาระหน้าที่ของเราที่ยังคงคั่งค้างอยู่ ท่านทั้งหลายก็คงตระหนักกันดีว่าเราได้ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ซึ่งเป็นหมวด ๑๕ ในการเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเราก็ได้ดําเนินการยื่นตามกระบวนการ มีผู้ยื่น มีทั้งคณะรัฐมนตรี มีทั้งเพื่อน ส.ส. อีก ๒ คณะ หลังจากยื่นเข้ามาแล้วรัฐสภาด้วยเสียงกึ่งหนึ่ง ได้ให้ความเห็นชอบก็ดําเนินการตั้งกรรมาธิการขึ้นพิจารณา ผมเองได้มีโอกาสไปเป็นประธาน คณะกรรมาธิการชุดนี้ เราก็ได้มีการดําเนินการในขั้นแปรญัตตินําเข้ามาสู่วาระที่สอง ใช้เวลานั่งอยู่บนนั่น ๑๕ วัน จนกระทั่งผ่านวาระที่สองก็พักไว้ให้ล่วงพ้น ๑๕ วัน จะได้ดําเนินการลงมติในวาระที่สามต่อไป ทีนี้ในช่วงดังกล่าวก็มีท่านผู้ร้องก็ได้ใช้สิทธิ ตามรัฐธรรมนูญของท่านเช่นกัน ผมก็ไม่ได้โทษ ก็ต้องถือว่าท่านมีสิทธิที่จะไปร้องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญว่ามีการกระทําผิดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญท่านก็ได้มีคําสั่ง ท่านก็ไม่ได้สั่งโดยตรงไปยังประธานรัฐสภา แต่ท่านถืออํานาจสั่งไปยังองค์กร ก็คือไปยัง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรให้กราบเรียนไปยังประธานรัฐสภาให้ชะลอการลงมติวาระที่สามไว้ก่อน และในที่สุดก็มีกระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ จนถึงวันศุกร์ที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ก็ได้มีคําวินิจฉัย ซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายท่านก็ได้พูดถึงคําวินิจฉัยไปแล้ว ผมก็สรุปสั้น ๆ ว่า ประเด็นคําวินิจฉัยทั้ง ๔ ประเด็นนั้น

ประเด็นแรก ศาลได้วินิจฉัยว่าศาลมีอํานาจที่จะรับคําร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ ได้ ซึ่งตรงนี้เราจะเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ผมก็ต้องถือว่าศาลได้วินิจฉัย ร ๑/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) นัชชา ๓๖/๒ แล้วก็ได้มีผลผูกพันตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๖ และถือว่าเป็นบรรทัดฐานที่จะต้อง ปฏิบัติต่อไป หลายท่านก็เพียงแต่เป็นห่วงเป็นใยว่าถ้าต่อไปนี้ทุกเรื่องศาลรับได้ มีอํานาจ รับตามคําวินิจฉัยที่ศาลได้วินิจฉัยไว้มันก็จะเป็นภาระของศาล ซึ่งแต่เดิมเราเข้าใจว่า ต้องไปยื่นผ่านอัยการสูงสุด อัยการสูงสุดต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน เห็นว่ามีข้อเท็จจริง ก็ถึงส่งต่อไปให้ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยหรือเพื่อห้ามการกระทําดังกล่าว แต่เมื่อศาล ท่านวินิจฉัยมาอย่างนี้ ด้วยความเคารพและขณะเดียวกันก็ด้วยความเป็นห่วง ผมก็อยากให้ บันทึกไว้ว่ามาตรฐานนี้ก็คงจะยึดถือต่อไป พี่น้องประชาชนก็จะได้ใช้สิทธิในการร้อง คู่มือของศาลรัฐธรรมนูญที่ทําเผยแพร่แจกพี่น้องประชาชนทั่วประเทศก็คงต้องไปแก้ไขด้วย เพราะว่าในคู่มือที่ท่านแจกไปท่านบอกว่าต้องไปยื่นต่ออัยการสูงสุดก่อน

ส่วนประเด็นที่ ๒ ประเด็นนี้เป็นประเด็นสําคัญ คือมีผู้ร้องและศาลได้วินิจฉัยว่า สมาชิกรัฐสภาเราสามารถที่จะใช้อํานาจ ใช้สิทธิตามมาตรา ๒๙๑ ไปจัดทํารัฐธรรมนูญใหม่ ทั้งฉบับได้หรือไม่ ร ๑/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) สุพิชชาย์ ๓๗/๑ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าจริง ๆ แล้วเราเคยมีแบบอย่างที่เคยทําเมื่อครั้งที่เรา มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๑ ก็นําไปสู่การตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญไปจัดทํา รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และเราก็ได้รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ที่ทุกท่านก็ชื่นชม ชื่นชอบ ภาคภูมิใจว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดทํา ผมเองก็มีโอกาสได้เป็น สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในช่วงนั้นด้วย เราก็คิดว่ากระบวนการตรงนั้นมันน่าที่จะนํามา ใช้ได้ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยใช้มาตรา ๒๙๑ ไปแก้มาตรา ๒๙๑ ก็คือวิธีแก้รัฐธรรมนูญ ให้มี สสร. ขึ้นมาร่างรัฐธรรมนูญ แต่ในที่สุดแล้วศาล ผมจะถือว่าเป็นคําวินิจฉัยก็ไม่ใช่ เป็นเหมือนคําแนะนํา เพราะผมไปดูรายละเอียดทั้งคําวินิจฉัยกลาง คําวินิจฉัยส่วนตน เสียงก็แตกต่างกันนะครับ ตุลาการทั้งหมดท่านวินิจฉัยเรื่องนี้มีอยู่ทั้งหมด ๘ ท่าน ๓ ท่านแรก ท่านบอกว่าศาลไม่น่าจะมีอํานาจวินิจฉัย เป็นอํานาจของรัฐสภาที่จะดําเนินการ แก้ไขรัฐธรรมนูญโดยใช้อํานาจตามมาตรา ๒๙๑ ได้ ตุลาการ ๑ ท่านวินิจฉัยว่ารัฐสภา มีอํานาจแก้ได้ จะทั้งรายมาตราหรือทั้งฉบับก็ได้ อีก ๒ ท่านบอกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ และมีตุลาการอีก ๒ ท่านสุดท้ายวินิจฉัยว่า ก็สามารถทําได้ถ้าจะแก้ทั้งฉบับ แต่ต้องถามประชามติจากประชาชนก่อน ทีนี้พอมาเป็น คําวินิจฉัยกลาง จากคําวินิจฉัยส่วนตนมาเป็นคําวินิจฉัยกลางท่านกลับใช้ว่าเนื่องจาก รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน หมายถึงปี ๒๕๕๐ สถาปนาโดยประชาชน เมื่อจะจัดทํารัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งมีผลทําให้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันสิ้นผลลงควรต้องถามประชาชนก่อน ควรถามประชาชนก่อน ก็แปลว่าท่านจะให้ทําประชามติ แต่ท่านก็ไม่ได้บอกว่าจะต้องทํา ประชามติก่อนเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หรือทําประชามติดูเหมือนฟังได้ เหมือนกันว่าก่อนที่จะนํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับมาใช้ต้องถามประชาชนก่อนว่า จะเอาฉบับใหม่หรือจะคงใช้ฉบับเก่า ซึ่งตรงนี้ก็เป็นเรื่องสําคัญที่เราคงจะต้องมาศึกษา หารายละเอียดว่าข้อสรุปจริง ๆ ท่านต้องการอะไร

ส่วนประเด็นที่ ๓ ผมก็คงไม่ต้องมาซ้ําอีกละครับ ที่ไปบอกว่าสมาชิกรัฐสภา ทั้งหลายที่ดําเนินการขอแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและเป็นการได้มาซึ่งอํานาจโดยไม่ชอบ ด้วยวิถีทางรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลเห็นว่าไม่ใช่เป็นการกระทําดังกล่าวตามที่ผู้ร้องได้ร้อง ฉะนั้น เมื่อไม่มีประเด็นที่ ๓ ประเด็นที่ ๔ ศาลก็ไม่วินิจฉัย เรื่องต้องยุบพรรคหรือเพิกถอนสิทธิ ร ๑/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) สุพิชชาย์ ๓๗/๒ ของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค ทีนี้ท่านประธานครับ มาถึงวันนี้เรารับทราบ คําวินิจฉัย ซึ่งผมอยากต่อว่าคําวินิจฉัยและคําแนะนําของศาลรัฐธรรมนูญแล้วเราจะเดินหน้า กันอย่างไรต่อไป เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ได้วางกระบวนการหลังผ่านวาระที่สอง ล่วงพ้น ๑๕ วันแล้วเราก็ต้องลงมติวาระที่สาม หลายท่านก็บอกว่าเดินหน้าลงมติวาระที่สาม ไปเลย ศาลก็ได้เพิกถอนคําสั่งห้ามหรือชะลอการลงมติไปแล้ว คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก็ไม่ได้บอกว่าให้ประชามติก่อน อาจจะโหวตวาระที่สามไปทํารัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ซึ่งในร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเราก็บัญญัติชัดเจนว่าก่อนนําขึ้นทูลเกล้าฯ ลงพระปรมาภิไธยก็ให้นําไปทําประชามติว่าประชาชนจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ตรงนั้น ก็น่าจะนํามาใช้ได้เพื่อที่จะแก้ปัญหาเรื่องการทําประชามติที่ศาลรัฐธรรมนูญท่านได้ให้ คําแนะนําไว้ ทีนี้ทางฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาลเราก็ไม่ได้คิดที่จะเอามติอะไรมาครอบงํารัฐสภานี้ หรอกครับ เราก็คิดว่าเมื่อคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมันมีรายละเอียดมากและบางประเด็น ไม่ชัดเจนอย่างที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาไปแล้วนะครับ ร ๑/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) ณิชากร ๓๘/๑ เราก็เลยตั้งคณะทํางานร่วมของพรรคร่วมรัฐบาลขึ้นมา ๑๑ ท่าน ก็มาจากทุกพรรค ก็มาศึกษารายละเอียดทั้งคําวินิจฉัยส่วนตน ทั้งคําวินิจฉัยกลาง เชิญบรรดานักกฎหมาย ทั้งหลายมา เชิญนักวิชาการมาให้ความคิดความเห็นว่าจะหาทางออกกันอย่างไร เราก็ไม่ผลีผลาม เราไม่มีความปรารถนาที่จะสร้างปัญหาความวุ่นวาย ไม่อยากให้การเมือง บ้านเรามันตึงเครียด วันนี้เราเจตนาจะสร้างความสมานฉันท์ปรองดอง ทีนี้จะหาทางลง อย่างไร ครั้นจะไปถอนวาระที่สามมันก็ไม่มีที่ไหนทําได้หรอกครับ มีอย่างเดียวก็ต้องลง จะลงเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ อันนั้นอีกเรื่องหนึ่ง แต่วันนี้ในซีกของรัฐบาลเราคิดว่า เมื่อยังร้อนก็ต้องช่วยกันทําให้เย็น ด้วยความสุขุม ด้วยสติ เราก็พยายามที่จะออกไปรณรงค์ ทําความเข้าใจให้พี่น้องประชาชนได้ติดตามเรื่องนี้ เราไม่อยากให้ประชาชนไปฟังความ ข้างใดข้างหนึ่ง เราจะนําความจริงไปตีแผ่ให้ประชาชนได้ทราบ เราควรจะนําประเด็นที่ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยออกไปบอกประชาชนให้ทุกวงการ ทั้งวงการท้องถิ่น ทั้งวงราชการ ทั้งสถาบันการศึกษา ได้พูดคุยจนกระทั่งทุกฝ่ายได้เห็นพ้องต้องกันว่าเราจะเดินหน้าต่อไป อย่างไร เราถึงจะมาดําเนินการต่อเพื่อให้พ้นภาระหน้าที่ของเรา ไม่อย่างนั้นเราก็จะถูก กล่าวหาอีกเหมือนกันว่าอยู่ดี ๆ รัฐสภานี้ละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ เขาให้ลงมติ วาระที่สามท่านก็ไม่ลง ครั้นจะลงวันนี้ก็มีฝ่ายหนึ่งไม่เห็นด้วย กระผมก็อยากจะ ขอความกรุณาท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน วันนี้เราคงปล่อยให้บ้านเมืองเรา มีความขัดแย้ง แตกแยกกันต่อไปอีกไม่ได้นะครับ เราต้องหาทาง หาเวทีเพื่อพบปะพูดจา เปิดพื้นที่ที่จะนั่งคุยกันเพื่อหาทางออกร่วมกัน และผมในฐานะที่เป็นประธาน คณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง กราบเรียนว่าเจตนาจริง ๆ ในการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในการแก้ก็เพื่อที่จะให้ประชาชนได้มามีส่วนร่วมในการจัดทํากติกาของเขา เมื่อเขารัก เขาหวงแหน เขามีส่วนร่วม เขาก็จะรักษาเคารพกติกาซึ่งก็คือกฎหมายรัฐธรรมนูญ และผมเชื่อว่าความบาดหมาง ความตะขิดตะขวงใจที่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีที่มา จากเผด็จการบ้าง ต้นไม้เป็นพิษผลมันก็เป็นพิษ อะไรทั้งหลายจะได้เลิกพูดกัน แล้วจะได้มา ตั้งหน้าตั้งตาทําหน้าที่เพื่อบ้านเมืองร่วมกัน ฉะนั้นผมก็กราบเรียนข้อเท็จจริงต่าง ๆ แล้วก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านสมาชิกรัฐสภาจากทุกฝ่าย ทุกพรรคจะได้มาร่วมไม้ร่วมมือกัน หาทางออกที่ดีที่สุดเพื่อบ้านเมืองของเราครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ร ๑/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) ณิชากร ๓๘/๒