เหวง โตจิราการ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่มีผลผูกพันรัฐสภา และเรียกร้องให้รัฐสภาเคารพหลักการประชาธิปไตย โดยเน้นย้ำถึงอำนาจของประชาชนในการตัดสินใจทุก 4 ปี โดยไม่คำนึงถึงการรัฐประหาร
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เหวง โตจิราการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมกราบเรียน ท่านประธานว่าผมเคารพกติกา เพราะฉะนั้นประเด็นที่ท่านประธานพิจารณาในวาระนี้ก็คือ รับทราบคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นผมกราบเรียนท่านประธานว่าให้ท่านประธาน สบายใจได้ว่าผมจะอยู่ในประเด็นนี้ ก่อนอื่นผมต้องกราบเรียนท่านประธานก่อนว่าผมเคารพ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ แม้ว่าผมจะไม่รับรอง ความเคารพกับการรับรองเป็นคนละเรื่อง ผมต้อง กราบเรียนท่านประธานเสียก่อน ผมเคารพนะครับ เพราะบ้านเมืองต้องมีขื่อมีแป ดังนั้น ต้องมีรัฐธรรมนูญเอาไว้ใช้บังคับ ผมเคารพครับ แล้วผมปฏิบัติตามแต่ผมไม่เห็นด้วยกับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งเดี๋ยวผมจะกราบเรียนท่านประธานเป็นลําดับต่อไป เมื่อผมเคารพ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมจึงกราบเรียนท่านประธานให้สบายใจได้ว่าในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ร ๑/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) ณิชากร ๒๖/๒ ได้ตราไว้ว่าคําวินิจฉัยในมาตรา ๒๑๖ คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ อันนี้ผมก็ยืนยันนะครับว่า ผมเคารพและปฏิบัติตาม แต่ก่อนอื่นอย่างที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานไปแล้วว่า ความเคารพกับความเห็นนี่เป็นคนละเรื่องกัน ดังนั้นผมเคารพคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ผมไม่เห็นด้วยกับคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หลายประการ และผมก็ไม่เห็นด้วยกับการกระทําของศาลรัฐธรรมนูญจํานวนไม่น้อย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือการกระทําที่สําคัญ คือในหลักของระบอบประชาธิปไตยเราต้อง ตกลงกันก่อนว่ารัฐสภาแห่งนี้จะเคารพหลักการของระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ ผมต้องกราบเรียนท่านประธาน ผมเคารพและผมเชื่อมั่นว่าสมาชิกทุกคนคงเคารพ หากว่า ใครไม่เคารพท่านควรจะออกไปจากระบอบรัฐสภา ผมต้องกราบเรียนให้ชัดเจนก่อนครับ ถ้าท่านไม่เคารพหลักการประชาธิปไตย ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข ท่านควรจะออกไปจากสภาแห่งนี้ ทีนี้หลักการประชาธิปไตยนี้ต้องกราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้ท่านมีสิทธิโต้แย้งกับผมได้ แต่ผมเห็นอย่างนี้ครับ คือหลักการ ประชาธิปไตยได้ตราไว้มาเป็นระยะเวลากว่า ๒๐๐ ปีแล้วครับ ก็คืออํานาจอธิปไตยแบ่งเป็น ๓ ส่วน คือ อํานาจนิติบัญญัติ อํานาจบริหารและอํานาจตุลาการ ซึ่งทั้ง ๓ อํานาจนี้มีอํานาจ เท่าเทียมกัน เป็นอิสระจากกัน แต่เคารพตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกันได้ ดังนั้นอํานาจ ตุลาการต้องเคารพอํานาจนิติบัญญัติครับ จึงไม่ใช่เป็นเรื่องของการวางอํานาจบาตรใหญ่ จึงไม่ใช่เป็นเรื่องของการอ้างมติของประชาชนหรือว่าคะแนนเสียงข้างมาก ไม่ใช่ ร ๑/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) ประไพพิศ ๒๗/๑ สมาชิกหลายท่านอาจจะมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงว่าระบอบ ประชาธิปไตยทั้ง ๓ อํานาจต้องเท่าเทียมกัน แล้วก็ถ่วงดุลซึ่งกันและกัน เพราะว่าอํานาจ อธิปไตยแบ่งเป็น ๓ อํานาจ หรือถ้าท่านจะโต้แย้งเรื่องนี้ก็ได้แต่คงไม่ใช่วันนี้ ต้องกราบเรียน ท่านประธานก่อนนะครับ เมื่อเป็นอย่างนี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือว่าศาลรัฐธรรมนูญ เขาเป็นองคาพยพหนึ่งของอํานาจตุลาการ หรือว่าไปแล้วก็คือเศษเสี้ยวส่วนหนึ่งของอํานาจ ตุลาการ แต่ผมประหลาดใจมากเลยว่าอยู่ ๆ องคาพยพเล็ก ๆ ของอํานาจตุลาการสามารถ มาล้มล้างอํานาจนิติบัญญัติได้ ท่านประธานฟังชัดนะครับ ผมไม่ได้อ้างเสียงข้างมากแล้ว ผมอ้างหลักประชาธิปไตย คุณเป็นส่วนหนึ่งขององคาพยพของอํานาจตุลาการ ไฉนเลย คุณมีอํานาจมาล้มล้าง หรือว่าหักห้าม หรือยุติการทําหน้าที่ของอํานาจนิติบัญญัติ ในมือผม เป็นการแสดงถึงการใช้อํานาจของศาลรัฐธรรมนูญโดยไม่บังควร เป็นการลุแก่อํานาจของตัวเอง ขยายอํานาจของตัวเองโดยไม่บังควร ท่านประธานครับ ใครให้อํานาจศาลรัฐธรรมนูญครับ ท่านประธานโปรดตอบผมด้วย หรือว่าถ้าท่านประธานจะกรุณาผมนี่ช่วยส่งหนังสือไปถาม ศาลรัฐธรรมนูญหน่อยว่าใครให้อํานาจศาลรัฐธรรมนูญสามารถมาสั่งให้อํานาจนิติบัญญัติ หยุดการทํางานได้ นี่เป็นการใช้อํานาจนะครับ ในนี้เขียนชัด ถ้าท่านประธานต้องการ อันนี้ลงนามโดย นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ที่ ศร ๐๐๖/๔๔๐ ลงวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๕ ออกที่ศาลรัฐธรรมนูญ ถนนแจ้งวัฒนะ กทม. ๑๐๒๑๐ ใครให้อํานาจ ผมอยากจะถาม ศาลรัฐธรรมนูญใครให้อํานาจท่านครับ ที่ท่านมีคําสั่งให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรให้แจ้ง ประธานรัฐสภาให้รอการดําเนินการเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ก่อน ใครให้อํานาจท่าน นี่เป็นคําสั่งนะครับ สั่งก็คือต้องทําตาม ไม่ใช่คําแนะนํานะครับ เพราะฉะนั้นอันแรกนี่ก็ผิดแล้ว เมื่อผิดตั้งแต่ต้นทุกอย่างที่ตามมาก็ระเนระนาดไปหมดครับท่านประธาน อย่างที่มีคนเขา บอกว่ากลัดกระดุมเม็ดแรกผิดกระดุมเม็ดต่อ ๆ ไปก็ผิดแล้วครับ ผมยังตอกย้ําและขอให้ สมาชิกรัฐสภาทุกท่านช่วยกรุณาอธิบายให้ผมฟังหน่อยว่าใครให้อํานาจศาลรัฐธรรมนูญ มีอํานาจสั่งให้รัฐสภาหยุดการทําหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ผมไม่ได้อ้างเสียงข้างมากแล้ว นี่ประการที่ ๑
ประการต่อมา ต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพนะครับ ในการที่ จะเข้าใจเรื่องนี้ ในการที่จะให้ผมรับทราบ ผมมีความจําเป็นในการที่จะอธิบายให้ ท่านประธานเข้าใจปูมประวัติศาสตร์ทางการเมืองระยะใกล้สักเล็กน้อย คงไม่ได้เสียเวลา ร ๑/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) ประไพพิศ ๒๗/๒ อะไรมาก ท่านประธานครับ เราจําเป็นต้องเข้าใจนะครับว่าเราจะเอาระบอบประชาธิปไตย หรือเราจะเอาระบอบรัฐประหาร ท่านประธานต้องพูดชัดนะครับ และอยากให้สมาชิกทุกคน พูดให้ชัด และอยากให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศพูดให้ชัดด้วยเช่นกันว่าเราต้องการ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเราต้องการระบอบ รัฐประหารครับ ต้องให้ชัดนะครับ เพราะว่าสิ่งที่เรากําลังพูดถึงในวันนี้ สิ่งที่รัฐสภาแห่งนี้ ผมเคารพสมาชิกทุกท่าน ผมเชื่อว่าทุกท่านเห็นด้วยกับผมครับ คือทุกท่านไม่เห็นด้วยกับ ระบอบรัฐประหาร ดังนั้นสิ่งที่เราพยายามทําในวันนี้ก็คือว่าเราจะกวาดล้างผลพวงอันเป็น พิษร้ายของระบอบรัฐประหารให้สิ้นไปจากแผ่นดินไทยครับ ที่ผมพูดอย่างนี้ผมจะไม่พูดกว้าง หรอกครับ แต่ผมจะพูดจํากัดวงเฉพาะรัฐธรรมนูญและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วก็คําสั่ง หรือว่าคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่มาที่ไปก็คือว่าหลังจากที่รัฐประหารยึดอํานาจได้ เสร็จปุ๊บหลักการอันหนึ่งผมกราบเรียนท่านประธานทิ้งเอาไว้เฉย ๆ ก็คือในสังคมไทย ต้องลบล้างหลักรัฐศาสตร์ที่บอกว่ารัฐประหารที่ชนะนั้นเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ต้องลบล้างให้ได้นะครับ ถ้าหากไม่ลบล้างหลักรัฐศาสตร์อันนี้เมืองไทยก็จะมีการรัฐประหารซ้ํา ๆ ซาก ๆ ต่อไป ในอนาคตไม่มีวันสิ้นสุด นี่คือระบอบรัฐประหารอย่างไรละครับ นี่เป็นหลักรัฐศาสตร์ ที่ผมกราบเรียนท่านประธานเอาไว้ ทีนี้ประเด็นก็คือพอเขารัฐประหารตูมปุ๊บ สิ่งที่เขาทําก็คือว่า ประกาศรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๙ ขึ้นมา แล้วรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๙ เป็นที่มาของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในนั้นบอกชัดคือพยายามล้อเลียนว่ามีท่วงทํานองประชาธิปไตยก็คือมี สสร. ขึ้นมา คนที่เป็นแคนดิเดท (Candidate) สสร. ขึ้นมา ๒,๐๐๐ คน แต่ท่านประธานครับ คณะรัฐประหารเป็นคนตั้ง ๒,๐๐๐ คน และคล้าย ๆ มีท่วงทํานองประชาธิปไตยก็คือให้ ๒,๐๐๐ คนนี้เลือกกันเหลือ ๒๐๐ คน คล้าย ๆ นะครับ แต่ปรากฏว่าที่ไปเลือกกันนี่ก็เลือกกัน หน้าห้องน้ําบ้าง เลือกกันในสโมสรรัฐสภาบ้าง ก็คือแปลว่ามีคําชี้แนะ หรือคําสั่งมา หรือมีโพยมา จากนั้น ๒๐๐ คนนี่รัฐประหารเป็นคนกําหนดว่า ๒๐๐ คนจะเอาใคร เหลือ ๑๐๐ คน เห็นไหมคณะรัฐบาลแทรกแซง ร ๑/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) อัมภิกา ๒๘/๑ ต่อมา ๑๐๐ คนดังกล่าวนี้ คณะรัฐประหารอาจจะมีท่วงทํานองประชาธิปไตยโดยเปิดให้ ๑๐๐ คนดังกล่าว เลือก ๒๕ คนเป็นคณะกรรมการยกร่าง กลายเป็นว่าเขาก็ยังไม่พอใจ เขาต้องเติมเข้ามาอีก ๑๐ คน เพราะเขาไม่แน่ใจว่า ๒๕ คนที่ ๑๐๐ คนเลือกกันขึ้นมานี่ สามารถที่จะร่างรัฐธรรมนูญตามที่เขาต้องการหรือเปล่า เมื่อได้ขึ้นมา ๓๕ คนเขาควรจะต้อง ให้ ๓๕ คนเลือกประธาน เมื่อ ๓๕ คนเลือกประธานปรากฏว่าเขาไม่พอใจ จึงตั้งคนคนหนึ่ง ซึ่งสื่อเขาเรียกกัน ไม่ใช่ผมเรียกนะครับว่าบุรุษคาบไปป์ (Pipe) นี่เป็นสื่อผมใช้ฉายาที่สื่อเรียกกัน เพราะผมไม่ต้องการที่จะไปก้าวล่วงใคร เพื่อไม่ให้เกิดการประท้วงให้เสียเวลา จากนั้นจึงเป็น ที่มาของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ทีนี้ผมไม่ก้าวล่วงในรายละเอียดเพราะท่านสมาชิกหลายท่าน อาจจะไม่พอใจ ถ้าหากผมไปวิพากษ์วิจารณ์องค์กรอะไรต่าง ๆ ท่านประธานก็ได้ติงผมไว้ แล้วตั้งเป็นกฎกติกา แต่สิ่งหนึ่งซึ่งมันทําให้จําเป็นต้องยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เลยครับ เพราะมาตรา ๓๐๙ ผมขออนุญาตที่จะอ่านมาตรา ๓๐๙ ให้ท่านประธานฟังซึ่งมี ๕ บรรทัด เท่านั้นเอง มาตรา ๓๐๙ ตราไว้อย่างนี้แล้วพวกเราซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและ สมาชิกวุฒิสภาเราจะทนต่อมาตรา ๓๐๙ นี้ได้อย่างไร เพราะมาตรา ๓๐๙ ตราไว้ชัดเจนว่า การรัฐประหารชอบธรรมด้วยรัฐธรรมนูญ เราจะเอาอย่างนั้นหรือครับ เราจะสนับสนุน ระบอบรัฐประหารหรือครับ เพราะมาตรา ๓๐๙ ชัดเจนว่าเป็นระบอบรัฐประหารเป็นแก่น ของมันเลย ก็เลยทําให้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับกลายเป็นรัฐธรรมนูญของระบอบรัฐประหาร ผมขออนุญาตอ่านให้ท่านประธานฟังอย่างนี้ว่า บรรดาการใด ๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ นั่นคือรัฐธรรมนูญ ฉบับรัฐประหาร ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทําที่เกี่ยวเนื่องกับ กรณีดังกล่าวไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทํานั้น ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้ นั่นแปลว่าลําพังเฉพาะมาตรา ๓๐๙ มาตราเดียวรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็เท่ากับสิ้นความชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตยแล้วครับ จึงเป็นที่มาของความพยายาม ของประชาชนไทยทั้งประเทศ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวมทั้งวุฒิสมาชิกที่รักระบอบ ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ไม่รักระบอบรัฐประหารจึงพยายามช่วยกันแก้ครับ มีความพยายามมา ๒-๓ หน แต่ปรากฏว่าความพยายามนั้นล้มเหลว หนแรกคือรัฐบาล ท่านสมัครครับ ท่านก็มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชนไทยทั่วทั้งประเทศ ก็ต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ เพราะว่าตรงนี้เนื่องจากว่าผมไม่มีโอกาส ร ๑/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) อัมภิกา ๒๘/๒ ที่จะไปพูดที่ไหนเลย แล้วผมก็ไม่ต้องการที่ไปพูดในที่อื่นที่ทําให้เกิดความวุ่นวายขึ้น ในบ้านเมือง จึงต้องกราบเรียนท่านประธานว่าในวันนี้ทั่วโลกเขายังคลางแคลงใจในการที่จะตัดสิน ให้ท่านสมัคร สุนทรเวช ขออนุญาตเอ่ยนาม พ้นจากตําแหน่งเพียงไปทํากับข้าวหน้าจอทีวี (TV) อันนี้เป็นรอยด่างของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และเป็นรอยด่างของศาลรัฐธรรมนูญ และรอยด่างอีกอันหนึ่งก็คือว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ให้ความเป็นธรรมกับผู้ที่ถูกกล่าวหาในกรณี ของพรรคพลังประชาชน เมื่อท่านสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ถูกยุบพรรค คือโดยทั่วไปหลักใน การพิจารณาคดี นิติรัฐ นิติธรรม นี่แหละท่านสมาชิกครับที่ท่านเรียกร้องหานิติรัฐ นิติธรรม นิติรัฐ นิติธรรม ที่สําคัญที่สุดประการหนึ่งก็คือว่าต้องให้โอกาสฝ่ายที่ถูกกล่าวหาได้ต่อสู้ ทางคดีอย่างเต็มที่ แต่ในกรณียุบ ๓ พรรค ผู้ที่ถูกกล่าวหาไม่ได้รับโอกาสในการต่อสู้คดี อย่างเต็มที่ ก็คือใช้วิธีการเร่งร้อน เร่งรีบ แล้วก็พิจารณาพิพากษาคดีในวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๑ โดยที่พรรคที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาให้ยุบพรรคไม่มีโอกาสเตรียมตัวในการที่จะแถลง ปิดคดีเลย ปกติในการแถลงปิดคดีต้องใช้เวลาอย่างน้อย ๑๕ วัน ปกติให้เวลา ๑ เดือน แต่พวกเขาทั้งหลายไม่มีโอกาสได้เตรียมตัวในการที่จะแถลงปิดคดี ให้เวลาเพียง ๑ ชั่วโมง หรือ ๒ ชั่วโมงแล้วแถลงด้วยวาจา นี่ก็เป็นการสะท้อนออกอีกอย่างหนึ่งว่าผลพวงของ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๙ และผลพวงของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นการทําลายหลักนิติรัฐ นิติธรรมลงโดยสิ้นเชิง ผมยังไม่ได้พูดถึงองค์กรอิสระใด ๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นการทําลาย หลักนิติรัฐ นิติธรรม นี่จึงเป็นที่มาของการพยายามที่จะแก้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้วต้องกราบเรียนท่านประธานว่าในคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญท่านได้กล่าวถึง ประชามติ ผมจึงกราบเรียนท่านประธานนะครับ เนื่องจากผมไม่ได้มีโอกาสที่จะไป กราบเรียนศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง แต่ขออนุญาตที่จะใช้เวลาในการที่จะกราบเรียน ท่านประธานไปยังศาลรัฐธรรมนูญว่าศาลรัฐธรรมนูญครับ การลงประชามติ แล้วก็ทุกเรื่อง ในโลกนี้ต้องถามให้ชัดเจนว่าเป็นการกระทําในระบอบประชาธิปไตยหรือในระบอบเผด็จการ รัฐประหาร คือถ้าหากว่าเป็นการกระทําในระบอบประชาธิปไตยเราเคารพครับ แต่หากว่า เป็นการกระทําในระบอบเผด็จการ ทรราช รัฐประหาร เราต้องปฏิเสธครับ เพราะฉะนั้น ในวันที่มีการทําประชามติมีการประกาศใช้กฎอัยการศึก ร ๑/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) กุลนที ๒๙/๑ ซึ่งหมายความว่าในจังหวัดนั้นปกครองด้วยทหารกว่า ๓๐ จังหวัด นอกจากนั้นก็มีคําสั่งจาก คณะรัฐประหารให้ใช้บันได ๔ ขั้น ๑ ในนั้นก็คือว่าพยายามทําให้ประชาชนยอมรับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ใช้ความพยายามจนถึงขั้นเอาทหารจํานวนอย่างน้อย ๓-๕ คน พร้อมด้วยอาวุธสงครามเข้าไปในทุกหมู่บ้าน ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ผมรับผิดชอบในคําพูดของผมนะครับ ผมมีคลินิกอยู่สี่แยกเกษตร ตรงข้ามสี่แยกเกษตรมีชุมชน สลัมขนาดใหญ่ มีประชากรประมาณ ๕๐,๐๐๐ คน ชาวบ้านมาร้องเรียนผมด้วยน้ําตา แห่งความเคียดแค้นว่าคุณทําอย่างนี้กับผมได้อย่างไร ก็คือเอาทหารพร้อมอาวุธสงคราม ไปจี้ศีรษะชาวบ้าน บอกคุณ เขาใช้ภาษาหยาบกว่านี้ มึง ขอประทานโทษนะครับ ต้องรับรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ถ้าไม่รับมีเรื่อง อย่างนี้ครับ แล้วอย่างนี้ท่านจะไปอ้างอิงว่า ประชามติดังกล่าวรับได้อย่างไร นอกจากนี้ก็มีการพยายามที่จะโน้มน้าวจูงใจให้ประชาชน ไปรับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ โดยบอกว่ารับ ๆ ไปก่อนเถิดแล้วก็แก้ไขกันทีหลัง ผมเชื่อว่า มีนักการเมืองหลายคนพูดอย่างนี้ ท่านกล้าที่จะรับไหมว่าท่านได้พูดเอาไว้ ผมไม่อยากจะเอ่ยนาม เพื่อไม่ต้องการให้เกิดการประท้วงกันนะครับ มีนักการเมืองหลายคนบอกว่ารับ ๆ ไปก่อนเถอะ และได้มีโอกาสที่จะแก้ไขกันทีหลัง ขออนุญาตไม่เอ่ยนามแล้วกัน เพราะว่าจะได้ไม่เกิดเหตุ ในการที่จะประท้วงกัน นี่คุณโน้มน้าวจูงใจประชาชน ไม่ใช่ให้เขาตัดสินใจโดยเสรี ทางความคิดของเขา นอกจากนี้คณะรัฐประหารยังข่มขู่ไว้ว่าถ้าไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็จะไปเอารัฐธรรมนูญฉบับที่รัฐประหารต้องการมาบังคับใช้ เมื่อเป็นอย่างนี้รวมแล้วอันนี้ เป็นประชามติที่เป็นประชาธิปไตยไหมล่ะครับ เป็นประชามติภายใต้เผด็จการทรราชครับ ผมจึงอยากจะกราบเรียนใช้ภาษาสั้น ๆ ว่าเป็นประชามติภายใต้ปากกระบอกปืนครับ ใครจะเถียงกับผม ผมพร้อมที่จะเถียงไปชั่วกาลปาวสานเลยว่าประชามติภายใต้ ปากกระบอกปืนรับไม่ได้ครับ นอกจากนี้แม้แต่มีปากกระบอกปืนมาจิ้มศีรษะประชาชนแล้ว มีคนไปทําเอ็กซิท โพลล์ (Exit Poll) เอ็กซิท โพลล์ ที่เป็นวิทยาศาสตร์ที่สุดก็คือว่าผู้ทําสํารวจ จะห่างคูหาเพื่อไม่ให้ผิดกฎหมาย แล้วก็ถามทุกคนที่ไปหยอดบัตรหรือว่าหยอดบัตร แสดงประชามติว่าคุณแสดงประชามติอย่างไร เพราะอะไร ท่านประธานครับ มี ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ของเอ็กซิท โพลล์บอกไว้นะครับ ๓๐ เปอร์เซ็นต์บอกว่าสักแต่ว่าโหวตรับไป ทั้งนี้ เนื่องจากว่าต้องการให้คณะรัฐประหารพ้นไป ต้องให้รัฐบาลสุรยุทธ์ จุลานนท์ พ้นไป ต้องให้มีการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว แล้วเขาบอกว่าสามารถที่จะแก้ได้หลังจากรับไปแล้ว ร ๑/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) กุลนที ๒๙/๒ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของ ๑๔ ล้านคนนี่เอา .๓ ไปคูณ ก็ ๔,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน ดังนั้น ๔,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคนดังกล่าวควรจะมาสมทบกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ดังนั้นสําหรับผมนะครับ ท่านประธานอาจจะไม่เห็นด้วยกับผม ไม่มีปัญหาครับ สําหรับผมนี่ ผมถือว่าประชามติที่ออกมาบ่งบอกชัดเจนว่าประชาชนไม่ต้อนรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ๑๔ ล้านเสียง กลับตาลปัตรกับคนที่เขาชอบอ้างกัน ผมถึงกราบเรียนท่านประธาน ไปยังศาลรัฐธรรมนูญว่าถ้าท่านพูดถึงประชามติ กรุณาพูดให้ชัดหน่อยว่าเป็นประชามติ ประชาธิปไตยหรือเป็นประชามติภายใต้ปากกระบอกปืน
และข้อต่อมาก็คือว่าในระบอบประชาธิปไตยนี้ประชาชนตัดสินการบริหาร ราชการแผ่นดิน ทั้งอํานาจนิติบัญญัติและทั้งอํานาจบริหาร แม้ว่าในประเทศไทยขณะนี้ อํานาจตุลาการพ้นไปจากการตรวจสอบของประชาชนก็ตาม ก็ไม่เป็นไร แต่อํานาจ นิติบัญญัติ อํานาจบริหาร ทุก ๔ ปีถ้าไม่มีการรัฐประหารประชาชนตัดสินครับ และประชาชนก็ตัดสินโดยพิจารณาจาก