รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒ ตุลาคม ๒๕๕๕

วิทยา แก้วภราดัย หารือเรื่องคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ยังค้างอยู่ในการพิจารณาของรัฐสภา และพูดถึงผลกระทบของการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่อาจกระทําได้ นอกจากนี้ วิทยา ยังเรียกร้องให้รัฐสภาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาและวางแนวทางในการแก้ไขปัญหา

นายวิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา เรื่องที่ท่านประธานแจ้งให้ทราบคือคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นเรื่อง ที่ยังค้างอยู่ในการพิจารณาของรัฐสภาโดยความเป็นจริง แต่เนื่องจากประธานรัฐสภา ได้หยิบยกเรื่องนี้ออกจากระเบียบวาระแล้วก็ยังไม่มีกําหนดการกลับมา ท่านประธานที่เคารพ ผมคิดว่าเป็นครั้งแรกที่เราจะเห็นปรากฏการณ์ของคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและมีส่วน พัวพันมาถึงรัฐสภาโดยตรง เมื่อพิจารณาตามแนวคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องนี่ มีการร้องจากผู้ร้อง ๕ ท่านว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวนั้นมีปัญหาตามหัวข้อที่เขา นําเสนอหรือไม่ ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญได้ตั้งประเด็นวินิจฉัยไว้ ๔ ประเด็น

ประเด็นที่ ๑ ศาลรัฐธรรมนูญตั้งประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าศาลรัฐธรรมนูญ มีอํานาจรับคําร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ หรือไม่ ประเด็นนี้ ศาลก็มีคําวินิจฉัยครับว่าศาลรับไว้ได้

ประเด็นที่ ๒ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ สามารถแก้ไขเพิ่มเติมโดยยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้หรือไม่ ประเด็นนี้ศาลก็มีคําวินิจฉัย แล้วก็มีความเห็นว่ายังไม่น่าจะกระทําได้

ประเด็นที่ ๓ ข้อวินิจฉัยที่ว่าการกระทําของผู้ถูกร้องเป็นการล้มล้าง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือไม่ ประเด็นนี้ศาลก็มีคําวินิจฉัยครับ

ส่วนประเด็นที่ ๔ ศาลไม่มีคําวินิจฉัย ร ๑/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) อัมภิกา ๑๖/๒

ปัญหาที่ผมอยากจะหารือท่านประธานครับ บอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐสภา เราต้องรับผิดชอบร่วมกัน แต่ปรากฏว่าตั้งแต่มีคําวินิจฉัยมาจนถึงบัดนี้สมาชิกรัฐสภาของเรา ยังไม่มีส่วนร่วมในการที่จะออกความคิดเห็นกันเลย รัฐสภาของเรายังไม่เคยมีการหารือ เรื่องนี้กันอย่างจริงจังเลยว่าวันข้างหน้า หรือถ้ามีการพิจารณาเรื่องนี้ขึ้นมาตามการบรรจุ ระเบียบวาระของประธานรัฐสภาเราจะเดินหน้ากันอย่างไร หลังจากคําวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญแล้วเราได้ยินข่าวแต่ว่าพรรคร่วมรัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง พิจารณาเรื่องนี้ ส่วนรัฐสภาเราเงียบกริบครับ ทั้ง ๆ ที่เรื่องทั้งหมดเราร่วมกันพิจารณา ทั้งวาระที่หนึ่ง วาระที่สองผ่านไปเรียบร้อยแล้ว รอลงมติในวาระที่สาม แต่ปรากฏว่าเราไม่ได้ รับผิดชอบอะไรกันเลยครับ พอประธานไม่บรรจุระเบียบวาระก็เงียบกันหมด ผมก็ไม่เข้าใจว่า รัฐสภาเรามีหน้าที่ในการออกกฎหมาย ร่างกฎหมาย แต่ถึงเวลาที่กฎหมายเราร่วมกันออก เราร่วมกันร่าง มีปัญหาที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ทําไมเราไม่คิดจะถกเถียงครับ ท่านประธานครับ ท่านเคยคิดจะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญของรัฐสภาไปพิจารณา คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพื่อมาทําความเข้าใจกับสมาชิก แต่ถ้าเราอยู่เฉย ๆ อย่างนี้อีกสักเดือนสองเดือน หรือสถานการณ์การเมืองอยากจะให้ร้อนขึ้นมา วันไหน พรรคร่วมรัฐบาลมีมติว่าให้ประธานรัฐสภาหยิบยกเรื่องนี้บรรจุระเบียบวาระการประชุม รัฐสภาขึ้นมาบ้านเมืองก็ลุกเป็นไฟอีกรอบหนึ่ง แล้วสภาเรามานั่งใบ้กินกัน มานั่งถกเถียงกัน แทนที่จะมีแนวของเราเอง นี่ปรากฏว่าให้รัฐบาลเขาไปนั่งตกลงกันว่าเขาจะเดินหน้าต่อไป อย่างไร ทําไมรัฐสภาเราไม่คิดจะทําบ้างว่าเราจะเดินหน้าอย่างไรเรื่องนี้ ท่านประธานครับ ผมขอเสนอแล้วก็หารือกับท่านประธานครับ วันนี้รายงานท่านเข้ามาสู่มือของสมาชิกในสภาแล้ว เราจะตั้งกรรมาธิการวิสามัญร่วมกันของรัฐสภาศึกษาข้อวินิจฉัยอันนี้ได้ไหมครับ ทําควบคู่ ขนานไปกับทางรัฐบาลวันข้างหน้าถ้ามันหยิบยกขึ้นมาสภาเราจะได้มีแนวของเราเอง ไม่ใช่ว่า สภาไม่มีแนวอะไรเลย รอแต่รัฐบาลส่งเข้ามาเมื่อไรก็มาว่ากันอีกที ร ๑/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) กุลนที ๑๗/๑ แล้วมันก็จะลามปามกลายเป็นเหตุการณ์ลุกลามของบ้านเมือง แม้ประเด็นที่เขายื่นข้อ ๓ บอกว่าเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ แต่ถ้าพิจารณา ในความเห็นและเหตุผลของผู้เสนอร่างแต่ละฉบับ เรารู้ครับว่ามันจะมีการเปลี่ยนแปลง โครงสร้างบางประการในกระบวนการประชาธิปไตย เช่น อํานาจนิติบัญญัติ อํานาจบริหาร อํานาจตุลาการ จะยึดโยงกันอย่างไร เขาก็เขียนเป็นเหตุผลในการยกร่างครับ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าวันนี้ถ้าจะเป็นประโยชน์ต่อรัฐสภาควรที่จะมีการตั้งคณะกรรมาธิการมาพิจารณา เรื่องนี้เป็นการเฉพาะเพื่อเป็นแนวทางของรัฐสภา ดีกว่ารับทราบแล้วปล่อยเฉย ๆ รอให้รัฐบาลเขาชี้นํารัฐสภาครับ