ไพจิต ศรีวรขาน พูดถึงการรับทราบคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพิจารณาต่อไปตามควร และการเคารพในคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ต่อวาระเรื่องการรับทราบคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ผมขออนุญาตท่านประธาน ได้แสดงความคิดเห็นเพื่อการรับทราบด้วยความเคารพครับท่านประธาน เนื่องจากคําวินิจฉัย ในคราวนี้เป็นประวัติศาสตร์ทางการเมืองที่มีความสําคัญต่อแนวทางการพัฒนา ประชาธิปไตยของบ้านเมือง ท่ามกลางการทําหน้าที่ของท่านสมาชิกรัฐสภาในการที่จะใช้ ช่องทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่ถูกกําหนดไว้ เมื่อเราได้เห็นว่าสมควรแก่การที่จะมี การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย เป็นเครื่องมือหลักในการทํางานเพื่อบ้านเมือง ร ๑/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) ประไพพิศ ๑๕/๑ ท่านประธานครับ ขณะที่เราได้ยื่นร่างแก้ไขด้วยความสุจริต แล้วก็มีคณะกรรมาธิการ พิจารณาวาระตามข้อบังคับการประชุม แล้วก็กําหนดที่จะลงมติในวาระที่สามซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้าย ก็มีผู้ร้องครับ ผู้ร้อง ๕ คณะ ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นสมาชิกรัฐสภาด้วยกันนี่ร้องครับ แล้วผู้ถูกร้อง เป็นประธานรัฐสภา ซึ่งก็เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน ท่านสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ เป็นผู้ถูกร้องคณะที่ ๑ คณะรัฐมนตรีเป็นผู้ถูกร้องคณะที่ ๒ แล้วก็นักการเมือง ฝ่ายที่เป็นรัฐบาลเป็นผู้ถูกร้องคณะที่ ๓ มีพรรคชาติไทยพัฒนาเป็นผู้ถูกร้องคณะที่ ๔ แล้วมีคุณสุนัย จุลพงศธร และคณะ เป็นคณะที่ ๕ ซึ่ง ๑ ในจํานวนนี้คือผมด้วย มีคุณภราดร ปริศนานันทกุล กับคณะ เป็นคณะที่ ๖ ท่านประธานครับ แปลว่ากระบวนการที่สุดแล้วนี่ การร้องด้วยข้อกล่าวหาว่าเป็นคณะที่ทําลาย ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้ได้มาซึ่งอํานาจรัฐที่ไม่ถูกต้อง แล้วร้องไปถึงให้ มีการยุบพรรคการเมือง ตัดสิทธิ เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง ที่ผมต้องขออธิบายประกอบ คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยความเคารพ ด้วยความเชื่อมั่นว่ากระบวนการอันนี้ เป็นกระบวนการทําหน้าที่โดยสุจริตของ ๓ ฝ่ายของกระบวนการประชาธิปไตย ก็คือ ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายยุติธรรม ผมเคารพในคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในที่สุดผลการพิจารณาก็มีท่านประธานรัฐสภาไปเบิกความในฐานะที่เป็นผู้ถูกร้อง มีหลายส่วนที่เข้าไปด้วยความเชื่อมั่นในกระบวนการว่าจะได้รับความยุติธรรม ที่สุดแล้ว วินิจฉัยของการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญก็บอกว่าการกระทําของผู้ถูกร้องทั้งหก เป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ เพื่อให้ได้มาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติ ไว้ในรัฐธรรมนูญนี้แต่อย่างใด ข้อกล่าวอ้างทั้งหมดยังคงเป็นเพียงการคาดการณ์ นี่ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าข้อกล่าวอ้าง คําร้องทั้งหมดเป็นเพียงการคาดการณ์ หรือเป็น ความห่วงใยต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทั้งยังห่างไกลต่อการที่จะเกิดเหตุตามที่กล่าวอ้าง ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจึงยังไม่พอฟังได้ว่าการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้แต่อย่างใด ดังนั้นการกระทําของ ผู้ถูกร้องทั้งหก จึงฟังไม่ได้ว่ามีเจตนาล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอํานาจ ร ๑/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) ประไพพิศ ๑๕/๒ ในการปกครองประเทศโดยวิธีการที่มิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง จึงให้ยกคําร้องในประเด็นนี้ และเมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้วจึงไม่จําเป็นต้องวินิจฉัย ประเด็นที่ ๔ ต่อไป แปลว่าพวกถูกร้องทั้งหมดในจํานวนนี้คือกระผมด้วย มีความสุจริต มิได้ประสงค์ที่จะทําลายล้มล้างตามเจตจํานงของผู้ร้อง ผมทราบว่าจากนี้ไปการดําเนินการ ตามขั้นตอนกระบวนการนิติบัญญัติในการพิจารณาวาระที่สามก็อยู่ในดุลยพินิจชอบที่จะต้อง ดําเนินการตามภาระหน้าที่ต่อไปใช่หรือไม่ครับ ร ๑/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) อัมภิกา ๑๖/๑ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมยังมีความมุ่งมั่นต้องการรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย ต้องการรัฐธรรมนูญที่อํานวยความผาสุกให้เกิดกับประชาชน เพราะฉะนั้นด้วยความจริงใจ กระผมเชื่อว่าน่าจะเป็นภาระหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาที่จะต้องพิจารณาต่อไปตามควร แม้ว่าในคําวินิจฉัยจะมีบางตอนของศาลรัฐธรรมนูญที่บอกว่าต้องทําประชามติก่อน ถ้าจะแก้ทั้งฉบับต้องทําประชามติก่อน โดยนัยเหล่านี้คือสาระสําคัญที่สมาชิกรัฐสภา ต้องใคร่ครวญด้วยความรอบคอบ แล้วนํามาซึ่งความสันติสุขและประโยชน์สูงสุดของ บ้านเมือง ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพเพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ