รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๑๐ เมษายน ๒๕๕๕

อนุรักษ์ นิยมเวช แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขมาตรา 136 ในรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงการกำหนดระยะเวลาการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญและข้อจำกัดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเสนอให้ประชามติเป็นจุดสุดท้ายในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ยังเสนอแนะว่าการจัดสรรสมาชิกจากประชาชนในพื้นที่ควรสอดคล้องกับจำนวนประชาชนที่มีอยู่ และควรเลือกสมาชิกจากประชาชนด้วยตนเองเพื่อความโปร่งใสและลดความขัดแย้ง

นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้มีการแปรญัตติในส่วนของมาตรา ๓ ในหลักการผมมีการขอแปรญัตติใน ๒ ประเด็น

ประเด็นที่ ๑ ในเรื่องของมาตรา ๑๓๖ ซึ่งจะมีประเด็นอื่นที่ต่อเนื่องกับ มาตรา ๑๓๖ ซึ่งในโอกาสต่อไปก็จะอภิปรายในส่วนที่เกี่ยวข้อง คราวนี้ในมาตรา ๑๓๖ ก็คือ เป็นเรื่องของตัวบทบัญญัติในเรื่องของการประชุมรัฐสภาที่ว่าปัจจุบันเดิมมีอยู่แค่ ๑๖ วงเล็บ ทางกรรมาธิการเพิ่มอีก ๒ วงเล็บขึ้นมา ก็คือเรื่องของวงเล็บที่กรรมาธิการก็คงร่างเดิม ก็คือเป็นเรื่องของการให้ความเห็นชอบสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในประเภทของสรรหา กับอีกกรณีหนึ่งการให้ความเห็นชอบญัตติการให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามมาตรา ๒๙๑/๑๖ โดยส่วนของผมมี ๒ ประเด็นนะครับท่านประธาน ในหลักการแล้ว ในเรื่องของการได้มาซึ่ง สสร. โดยหลักการแล้วตามที่กรรมาธิการเห็นว่ามีวิธีการได้มา สสร. ๒ ประเภท ประเภทหนึ่งก็คือวิธีการเลือกตั้ง อีกประเภทหนึ่งก็คือวิธีการสรรหา

ประเด็นที่ ๑ ในตัวนี้ถ้าเปรียบเทียบกับตัว สสร. ที่ดำเนินการ สสร. ๑ ในปี ๒๕๔๐ ในหลักการแล้วผมคิดว่าในฉบับนี้ดีกว่าถ้าเราเทียบกับตัว สสร. ปี ๒๕๔๐ ซึ่ง สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อปี ๒๕๔๐ ตรงนั้นเป็นการเลือกกันเอง ๑๐ คน แล้วก็มาให้ เลือกที่สภาหรือว่าในแง่ของการสรรหาก็มาเลือกที่สภาทั้ง ๒ ประเภท ถ้าเป็นเปรียบเทียบกัน แล้วในเรื่องของการเลือกตั้งก็เป็นการที่จะให้ประชาชนเลือกตั้งโดยตรง แต่ผมติดใจ ตรงในส่วนของการสรรหา ก็คือถ้าเราต้องการตั้งโจทย์ว่าให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชนจริง ๆ แล้วก็เพื่อประชาชนแล้วโดยประชาชนจริง ๆ เพราะฉะนั้นเหตุใด ผมคิดว่าเจตนารมณ์ของคณะกรรมาธิการพยายามจะให้ตัวฉบับนี้ เป็นฉบับที่ดี มีความใกล้ชิด ให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ ได้มีการใช้สิทธิจริง ๆ เพราะฉะนั้น ในหลักการผมเห็นด้วยในส่วนที่มีการเลือกตั้งจากประชาชน แต่วิธีการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร ตรงส่วนนั้นผมก็แปรญัตติ ผมเห็นว่าในลักษณะของ ๑ จังหวัด ๑ คน อาจจะไม่เหมาะสม ซึ่งคิดว่าน่าจะสอดคล้องกับจำนวนประชาชนในพื้นที่เป็นตามสัดส่วน ซึ่งผมคิดว่าน่าจะอยู่ ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ คนต่อ ๑ สสร. ตรงนั้นในส่วนของมาตราที่เกี่ยวข้องจะอภิปราย เพราะฉะนั้นตรงนี้ในส่วนของการให้ความเห็นชอบสมาชิกสภาร่าง ตรงนี้ผมก็เลยขอคำชี้แจง จากรรมาธิการว่าในส่วนนี้ผมเห็นว่ามันไม่มีความจำเป็นแล้วไม่มีจุดเกาะเกี่ยวกับประชาชน ถ้าให้มีความเห็นชอบเลือกโดยรัฐสภา ถึงแม้รัฐสภาจะเป็นตัวแทนจากประชาชนอีกทอดหนึ่ง จากทางอ้อม ผมว่าถ้ามีวิธีที่เลือกได้ดีกว่าวิธีนี้ ก็คือว่าให้มีการเลือกจากประชาชนโดยตรง เลยก็จะลดความขัดแย้งแล้วก็เป็นกระบวนการที่ค่อนข้างจะโปร่งใส ผมคิดว่าต้องขอคำชี้แจง จากตัวกรรมาธิการในประเด็นนี้ในประเด็นที่๑

ในอีกประเด็นหนึ่งก็คือในส่วนของกระบวนการการให้ความเห็นชอบที่ผม เพิ่มเติมขึ้นมาก็คือการให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ผมเพิ่มเติมขึ้นมาก็คือมาตรา ๒๙๑/๑๓ คือถ้าเราดูกันแล้วในการตัวการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันจะแตกต่างจากตัวการแก้ไข ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ก็คือว่าในรัฐธรรมนูญฉบับนี้พอมีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ก็มีการกำหนด สสร. ตามนี้ก็คือ ๙๐ วัน หลังจากนั้นสสร. ก็ไปดำเนินการจัดทำ ร่างภายใน ๒๔๐ วัน ซึ่งมีการแก้ไขเพิ่มเติมเหมือนกับที่ผมแปรญัตติไว้ พอหลังจากนั้นแล้ว ร่างดังกล่าวที่มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะไม่กลับมาสู่สภาแล้ว จะไปทำประชามติเลย ซึ่งต้องใช้เวลาในการทำประชามติอาจจะประมาณสัก ๙๐ วันอะไรทำนองนั้น ทีนี้ปัญหาก็คือว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มันจะไม่ได้รับความเห็นชอบโดยที่สภาจะได้มีการตรวจทาน มีอยู่ประเด็นเดียวก็คือว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นการต้องห้ามตามที่มีการแก้ไขหรือเปล่า ซึ่งทางท่านกรรมาธิการก็ให้ความกรุณาก็คือแก้ไข ๒ ประเด็น คือ ๑. จะต้องไม่มี การเปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง ก็คือสอดคล้องกับตัวรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ว่าการแก้ไขนั้นต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แล้วก็มีการเพิ่มเติมอึกประเด็นหนึ่งก็คือว่าจะไม่มีการแก้ไขในส่วนเกี่ยวกับหมวด พระมหากษัตริย์ ซึ่งผมเห็นด้วย

อีกอันหนึ่งในส่วนเพิ่มเติม ก็คือว่าที่จริงมันมี ๒ หมวด ก็คือหมวด ๑ ทั่วไป หมวด ๒ พระมหากษัตริย์ ก็ยังมีประเด็นในส่วนที่หมวด ๑ ทั่วไปอยู่ ทีนี้ในประเด็นดังกล่าว นั่นคืออำนาจของตัวรัฐสภาที่จะเป็นคนชี้อย่างเดียว เพราะฉะนั้นในตัวเนื้อหาของตัว รัฐธรรมนูญจะพิจารณาแล้วชอบหรือไม่ชอบ วันนี้สภาไม่สามารถที่จะพิจารณาได้ ฉะนั้น ในตัวหลักการแล้วผมเลยเพิ่มขึ้นมาก็คือเป็นอีกหมวดหนึ่งที่ควรจะให้อำนาจของตัวรัฐสภาแห่งนี้ มีอำนาจในการให้ความเห็นชอบ เราไม่ได้ใช้อำนาจในการพิจารณา ก็คือให้ความเห็นชอบ ในแง่ของตัวร่างรัฐธรรมนูญที่ทำโดย สสร. หลังจาก สสร. เสร็จแล้วก็กลับมาที่สภา เพื่อให้ความเห็นชอบ ผมเลยเพิ่มเติมในส่วนของมาตรา ๑๓๖ เข้าไปในส่วนนี้ ในขณะเดียวกันหลังจากให้ความเห็นชอบแล้วผมคิดว่าควรจะต้องกลับไปสู่ประชามติอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากเหตุผลที่ว่าทำไมตรงหลักการนี้อาจจะแตกต่างจากตัว สสร. ปี ๒๕๔๐ ใน สสร. ปี ๒๕๔๐ หลังจากที่ สสร. ทำเสร็จแล้วกลับมาสู่สภาให้ความเห็นชอบเหมือนร่างของทาง พรรคชาติไทยพัฒนานะครับ ถ้าตรงนั้นสภาให้ความเห็นชอบแล้วก็ไม่ต้องทำประชามติ เพราะว่าในตัวรัฐธรรมนูญฉบับก่อนปี ๒๕๔๐ ไม่ได้ผ่านประชามติมานะครับ เพราะฉะนั้น โดยหลักการแล้วผมคิดว่าก็ยังจำเป็นนะครับว่าถึงแม้ในหลักการที่ทางท่านร่างนี้นะครับ ไปประชามติควรจะต้องให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบและกลับไปทำประชามติเนื่องจาก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผ่านการที่ประชาชนให้ความเห็นชอบโดยประชามติ ๑๔.๗ ล้านเสียง เพราะฉะนั้นโดยหลักการแล้วก็ต้องเกาะเกี่ยวท่าน ผมก็เห็นชอบด้วยนะครับที่ว่าอย่างไรก็ตาม ก็ต้องไปจบที่ตรงประชามติเป็นจุดเกาะเกี่ยวก็คือมี ๑๔.๗ ล้านเสียง เพราะฉะนั้นในการ ที่แก้ไขตัวรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ต้องมีประชามติเป็นตัวสุดท้ายก่อนที่ตัวสภาจะพิจารณา ให้ความเห็นชอบ เพราะฉะนั้นโดยหลักการแล้วผมก็เลยมีความเห็นว่าตัวมาตรา ๑๓๖ นั้น ในเรื่องของการประชุมรัฐสภาควรจะต้องมีการปรับปรุงพิจารณาตรงนี้ให้สอดคล้องกับ พื้นฐานที่ทางตัวคณะรัฐมนตรีเสนอขึ้นมาว่าต้องการให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ การแก้ไขเป็นไป โดยประชาชนของประชาชนเพื่อประชาชนจริง ๆ กราบขอบคุณครับท่านประธาน