วีรวิท คงศักดิ์ หารือเรื่องมาตรฐานในการดำเนินการประชุมรัฐสภาและร่างรัฐธรรมนูญ โดยเสนอให้ลดบทบาทของกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ และให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและวิพากษ์รัฐธรรมนูญก่อนที่จะนำไปประชามติ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมเป็นผู้ที่สงวนคำแปรญัตติก่อนอื่นผมต้องขอกราบเรียนท่านประธานว่า เพื่อนสมาชิกได้ให้ข้อคิดเห็นกับท่านรองประธานรัฐสภา หรือประธานวุฒิสภาไปแล้วว่า มาตรฐานในการที่จะดำเนินการประชุมของท่านประธานและรองประธานนั้นควรจะ เหมือนกัน อย่างเช่น กระบวนการที่จะเรียกให้ผู้สงวนคำแปรญัตติหรือผู้สงวนความเห็นนั้น น่าจะเป็นมาตรฐานเดียวกัน ผมก็รอตามวาระ ตามข้อบังคับอยู่ก็ปรากฏว่าไม่ได้เรียก จนกระทั่งถึงสุดท้ายแล้วก็มีการข้ามกัน ก็ฝากท่านประธานช่วยพิจารณาด้วยนะครับว่า ในระหว่างที่ท่านประธานรัฐสภากับท่านรองประธานรัฐสภาดำเนินการประชุมน่าจะมี มาตรฐานเหมือนกันเพราะว่าเราใช้ข้อบังคับเดียวกัน ในส่วนที่ผมได้สงวนคำแปรญัตติไว้ คือมาตรา ๓ นั้น ต้องขออนุญาตท่านประธานว่าจะต้องโยงไปถึงมาตรา ๒๙๑/๑ แล้วก็มาตรา ๒๙๑/๑๖ และที่จะต้องโยงไปถึงมาตรา ๒๙๑/๑๓ ผมจะใช้เวลาสั้น ๆ ในส่วนของมาตรา ๒๙๑/๑ นั้น ผมได้เสนอคำแปรญัตติไว้ว่าให้มี สสร. ประเภทเดียว คล้าย ๆ กับ เพื่อนสมาชิก ผมมีเหตุผลอย่างนี้ครับ
ประเด็นแรก ก็คือเท่าที่ผ่านมา ถ้ามีนักวิชาการเข้ามาในการร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนใหญ่นักวิชาการจะต้องเป็นกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็จะเป็นผู้ที่จะนำความคิด จนทำให้สมาชิก สสร. ไม่สามารถที่จะเอาความเห็นของประชาชนเข้าไปได้ เพราะฉะนั้น กระบวนการตรงนี้คือผมอยากจะฝากท่านกรรมาธิการช่วยกรุณาพิจารณาด้วยว่าการที่จะเอา นักวิชาการเข้ามามีฐานะเท่ากับ สสร. นั้น จะมีผลในเรื่องของการดำเนินการหรือไม่ เพราะบทเรียนที่ผ่านมาในการยกร่างรัฐธรรมนูญแม้กระทั่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ นั้น กรรมาธิการยกร่างที่เป็นนักวิชาการนั้นมีอิทธิพลต่อการกำหนดสาระ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้เห็นว่า สสร. นั้น น่าจะมีประเภทเดียว คือจากการเลือกตั้งโดยตรง ซึ่งในกรณีนี้เป็นการทดสอบแนวคิดอีกอันหนึ่งครับ ที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายท่านเห็นว่าในอนาคตข้างหน้าสมาชิกรัฐสภาเราน่าจะมา จากการเลือกตั้งโดยตรง เมื่อเป็นเลือกตั้งโดยตรงเราอาจจะไม่มีนักวิชาการ หรือผู้เชี่ยวชาญ ในแต่ละสาขาที่มาดูในเรื่องของกฎหมาย เพราะฉะนั้นการใช้ สสร. ที่ไม่มีนักวิชาการนั้น อาจจะเป็นการทดสอบแนวคิดอันนี้ แล้วก็ดูกระบวนการนิติบัญญัติในอนาคตว่าถ้าเผื่อ เราไม่มีผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้มีประสบการณ์ในการทำงานออกกฎหมายแล้ว กฎหมายเราจะเป็น อย่างไร ซึ่งกระบวนการตรงนี้ก็น่าจะมีการทดลอง ด้วยเหตุผลนี้ผมจึงได้เสนอให้มีการตัด ข้อความใน (๑๗) ในส่วนที่ ๒ ก็คือเกี่ยวกับการเลือกตั้งออกนะครับ ในข้อความใน (๑๗) ตามเอกสารหน้า ๑๓ ผมได้เปลี่ยนเอามาตรา ๒๙๑/๑๓ ที่ผมขอแปรญัตติไป ก็คือว่าหลังจากที่ สสร. ได้มี การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้วให้ส่งเข้ามาที่รัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบโดยไม่มี การแก้ไขนะครับ เรื่องนี้ก็จะคล้ายกับหลักการที่พรรคชาติไทยได้พัฒนาได้เสนอเข้ามาว่า ก่อนที่จะทำประชามตินั้นน่าจะให้สมาชิกรัฐสภาได้มีการตรวจสอบ แล้วก็มีการวิพากษ์ สาระของรัฐธรรมนูญที่ว่า สสร. นั้นอาจจะไม่มีความรู้ หรือไม่มีประสบการณ์เพียงพอ ในการที่จะบริหารราชการแผ่นดิน อาจจะมองอะไรในลักษณะที่เป็นไปในทางสุดโต่ง ด้านใดด้านหนึ่ง การที่เอากลับมาให้สมาชิกรัฐสภาได้วิพากษ์ แล้วก็จะเป็นประโยชน์ในการที่จะ ให้ความรู้ต่อประชาชนก่อนที่จะทำประชามติด้วย เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ผมคิดว่า ท่านกรรมาธิการช่วยกรุณาพิจารณาด้วยครับว่า การที่เราจะเอากลับมาซึ่งตอนนี้เดี๋ยวพอถึง มาตรา ๒๙๑/๑๓ ก็คงจะมีการอภิปรายชี้แจงรายละเอียดกันนะครับ แต่ประเด็นที่ผมคิดว่า กรรมาธิการน่าจะทบทวนเป็นอย่างยิ่ง ก็คือในเรื่องของที่เพื่อนสมาชิกหลายคนขอตัด (๑๘) ออก ผมก็มีเหตุผลคล้ายคลึงกับเพื่อนสมาชิก แต่ผมอยากจะเรียนว่าไม่มีประเทศไหนหรอกครับที่ เขาเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญบ่อย ๆ หลาย ๆ ท่านก็บอกว่าสิ่งที่เราจะเปลี่ยนรัฐธรรมนูญนั้น เราจะต้องมีเหตุผลในการเปลี่ยน เพราะว่ารัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่จะบ่งบอกถึงโครงสร้าง การบริหารราชการแผ่นดิน โครงสร้างการบริหารประเทศ โครงสร้างการปกครอง รวมทั้ง สิทธิมนุษยชน ซึ่งสิ่งต่าง ๆ พวกนี้คือกระบวนการที่เราต้องมองว่าอะไรจะเปลี่ยนไม่เปลี่ยน ในเมื่อสมาชิกรัฐสภามีความเห็นพ้องต้องกันว่าจะมี สสร. แล้ว ครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นการยอมรับ แต่เราไม่น่าจะมีบ่อย ๆ สิ่งต่าง ๆ อันนี้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้พบกับอดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรมของประเทศเยอรมัน เขาก็ถามว่าประเทศไทยจะเปลี่ยนรัฐธรรมนูญกันอีกหรือ เขาก็เล่าให้ฟังว่าที่ประเทศเยอรมันเองนั้นเขาจะไม่มีกฎหมายในการที่จะแก้ไข ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้เลย แล้วก็บังคับด้วยว่ามีอยู่ ๓ หมวดที่ไม่สามารถจะแก้ได้ คือโครงสร้างการบริหารเรื่องสิทธิมนุษยชน แล้วก็กระบวนการยุติธรรม เพราะฉะนั้น ๓ สิ่งนี้ ที่ผมอยากจะเรียนว่า อยากจะฝากกรรมาธิการว่าท่านน่าจะลองทบทวนในประเด็นการตัด (๑๘) ออก เพราะว่าหลายคนคิดว่าเราไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญกันบ่อย ๆ เพื่อดำเนินการ เมื่อครั้งหนึ่งแล้วไม่สำเร็จ หรือมีปัญหาที่ประชาชนไม่ยอมรับ แล้วเราทำไม ไม่ยอมรับเสียงสวรรค์ที่เราต้องการ เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้กรรมาธิการช่วยกรุณา ทบทวนในเรื่องนี้ ท่านอาจจะไม่ยอมรับในเรื่องอื่น ผมก็คิดว่าเป็นความเห็นของท่าน แต่สิ่งที่เราน่าจะพบกันครึ่งทางได้ก็คือว่า เมื่อเราจะมีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว ถ้าประชาชนไม่ให้ความเห็นชอบแล้วเราไม่น่าที่จะฝืนทำ ด้วยใช้กระบวนการตามที่กำหนดไว้ ในร่างของท่านในมาตรา ๒๙๑/๑๖ ผมก็เลยอยากจะฝากเรียนว่าในเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญนะครับ เราไม่อยากจะให้มีสิ่งต่าง ๆ ที่เราจะต้องมองว่าเราเข้าสู่สากลด้วย ไม่ใช่ว่าเรานึกอยากจะทำอะไร ตามอำเภอใจแบบไทยแท้ ๆ ว่าถ้าทำไม่ได้แล้วก็ทำใหม่ก็ได้ อย่างนี้ไม่ใช่นะครับ สิ่งที่เรา จะต้องเข้าไปเป็นประชาคมอาเซียน เราจะต้อมีมาตรฐานในการที่จะใช้การบริหารจัดการ เพื่อนบ้านเราก็ได้มีการพัฒนาไปแล้ว เราน่าจะทดลองครั้งนี้เป็นครั้งแรก แล้วใช้เวลา ๒๔๐ วัน แบบที่ท่านเสนอร่างมาผมก็ไม่ขัดข้อง แต่สิ่งที่เราน่าจะตัดออกไป ก็คือ (๑๘) ผมขอความกรุณา ท่านกรรมาธิการช่วยพิจารณาด้วยครับ ขอบคุณครับ