สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยอ้างถึงมาตรา 136 และ 17/18 ที่ถูกขัดขวางในการดำเนินการ และเสนอให้รัฐสภามีส่วนร่วมในการตรวจสอบร่างรัฐธรรมนูญก่อนที่จะนำไปประชามติ โดยเน้นย้ำข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาหาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ และการบิดเบือนข้อมูลที่เกิดขึ้นในระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎร
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา แล้วก็ผู้สงวนคำแปรญัตติสำหรับข้อความในร่างมาตรา ๓ นะครับท่านประธาน ก่อนอื่นผมต้อง ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ผมได้ยื่นคำแปรญัตติสำหรับร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญไว้ทั้งหมด ๑๓ ประเด็น สำหรับมาตรา ๓ นั้นเป็น ๑ ใน ๑๓ ประเด็นที่ ผมได้ยื่นขอแก้ไขไว้ แล้วก็ขออนุญาตกราบเรียนว่าผมได้ยื่นไว้ตั้งแต่เมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม ซึ่งก่อนครบกำหนด ๔ วัน แต่ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานได้กรุณาดูรายงาน ของทางกรรมาธิการซึ่งจะปรากฏรายชื่อผมแล้วก็มีท่านสมาชิกวุฒิสภาท่านอื่น ๆ ที่ได้ยื่น คำแปรญัตติไว้นั้นจะปรากฏอยู่ในรายงานหน้า ๑๒ ในรายงานของกรรมาธิการหน้า ๑๒ นั้น ระบุว่าประเด็นที่ผมขอแปรญัตติไว้ผมได้ขอแก้ไข (๑๗) แก้ไขเพิ่มเติม (๑๗) แล้วก็ขอตัด (๑๘) ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่ ผมได้ขอแปรญัตติโดยตัด (๑๗) ตัด (๑๘) แล้วก็ ขอเพิ่มเติมวงเล็บใหม่เป็น (๑๙) นี่คือประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่ารายงานของกรรมาธิการที่เสนอนี้ มีประเด็นปัญหาเรื่องของความถูกต้อง ผมจึงได้กราบเรียนไปเมื่อช่วงเช้าว่าเรื่องนี้ ผมเห็นคล้อยตามกับสมาชิกจากพรรคประชาธิปัตย์ที่ว่ารายงานของกรรมาธิการฉบับนี้ เป็นฉบับที่มีปัญหาเรื่องความถูกต้อง ซึ่งทางกรรมาธิการควรที่จะต้องแสดงสปิริต ในการตรวจสอบรายงานฉบับนี้เสียใหม่ เอาละครับ แต่เมื่อที่ประชุมแห่งนี้ยังยืนยันที่จะ พิจารณาเรื่องนี้ต่อไป ผมก็ขออนุญาตกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าสิ่งที่ผมขอแปรญัตติ โดยตัด (๑๗) และ (๑๘) ในมาตรา ๓ ซึ่งเป็นบทบัญญัติของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๖ ซึ่งผมขอกราบเรียนท่านประธานครับว่ามาตรา ๑๓๖ นั้น คือบทบัญญัติของ มาตราที่ว่าด้วยเรื่องของกิจกรรมที่จะต้องทำร่วมกันในที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งบทบัญญัติเดิมนั้น จะมีอยู่ ๑๖ กรณี ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้ขอเพิ่มเติมอีก ๒ กรณีคือ (๑๗) การให้ความเห็นชอบ ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) กับกรณีตาม (๑๘) คือการให้ความเห็นชอบ ญัตติให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามมาตรา ๒๙๑/๑๖ ซึ่งทั้ง ๒ กรณีนี้ มันจะเชื่อมโยงกับแนวทางในการที่จะจัดให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งผมขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานเป็นเบื้องต้นว่าผมเองไม่เห็นด้วยกับการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในลักษณะนี้มาตั้งแต่วาระที่หนึ่งก็ด้วยเหตุผลที่ว่าการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญในลักษณะนี้ เป็นการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การยกเลิกรัฐธรรมนูญ ซึ่งถ้าพวกเราสังเกต หรืออ่านรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๓๖ โดยละเอียดแล้วเราจะพบครับว่าเหตุผลในมาตรา ๑๓๖ ของรัฐธรรมนูญเดิมนั้นไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการตั้ง สสร. ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับ การให้ความเห็นชอบสำหรับญัตติในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อยู่ในมาตรา ๑๓๖ ก็ด้วยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่เขาไม่ต้องการให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่เปิดโอกาสที่จะให้แก้ไขรัฐธรรมนูญได้ถ้าเราเห็นว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตราใด มาตราหนึ่งนั้น สมควรที่จะได้รับการแก้ไขก็ใช้ช่องทางผ่านมาตรา ๒๙๑ และหลักการ ของรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่เรามีมาแล้ว ๑๗ ฉบับก็ใช้หลักการนี้ทั้งหมดท่านประธาน ก็คือหลักของการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ แต่ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับไหนเลยที่จะมีบทบัญญัติให้ สามารถไปยกเลิกรัฐธรรมนูญในตัวเองได้ นั่นคือหลักการสำคัญของการตรารัฐธรรมนูญทุกฉบับ ที่เราใช้หลักการนี้มาโดยตลอด ด้วยเหตุผลนี้ผมจึงเห็นว่าการที่เราได้พยายามที่จะมีการแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อนำไปสู่การยกเลิกและนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมจึงไม่เห็นด้วย เมื่อไม่เห็นด้วย ผมจึงไม่เห็นด้วยแม้กระทั่งการที่จะต้องมีการจัดตั้ง สสร. ไม่ว่าประเภท ๑ หรือประเภท ๒ ตามที่เรามาเพิ่มเติมให้รัฐสภาเป็นผู้ให้ความเห็นชอบ ในมาตรา ๑๓๖ (๑๗) เพราะฉะนั้นผมก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้รัฐสภาเป็นผู้ให้ความเห็นชอบต่อญัตติในการ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามที่มีการเพิ่มเติมในมาตรา ๑๓๖ (๑๙) อย่างไรก็ตาม ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่าเมื่อเรามีความพยายามที่จะมีการแก้ไข รัฐธรรมนูญ และเมื่อสภาแห่งนี้ได้เห็นชอบโดยเสียงข้างมากที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่ประเด็นที่ผมได้กราบเรียน ก็คือประเด็นเรื่องของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมจึงจำเป็นที่จะต้องยอมรับเสียงข้างมากตามกฎเกณฑ์ของการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย แต่ผมก็เห็นต่อไปครับว่าเมื่อเราจะมีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเราให้น้ำหนักในเรื่องของความเป็นประชาธิปไตยเราให้น้ำหนักกับเรื่องของการ ที่ไม่ต้องการให้มีการคงเหลืออยู่ซึ่งผลผลิตของการรัฐประหาร ผมจึงเห็นว่าถ้าเป็นเช่นนั้นควรที่จะได้คนกลางจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนทั้งหมด มาทำหน้าที่ในการยกร่างรัฐธรรมนูญ หรือที่เรียกว่า สสร. ผมจึงเห็นว่าไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องแบ่งประเภท สสร. ออกเป็น ๒ ประเภท ด้วยเหตุผลที่ผมกราบเรียนผมจึงได้แปรญัตติ ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือสมาชิก สสร. นั้นมีจำนวน ๒๐๐ คน แล้วมาจากการเลือกตั้ง จากประชาชนโดยตรงทั้งหมด เมื่อเป็นเช่นนี้จึงไม่มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ๒ ประเภท ตามร่างเดิมของ ครม. แล้วก็เมื่อเป็นเช่นนี้อีกเช่นเดียวกันครับ จึงไม่จำเป็นที่จะต้องมี (๑๗) ของมาตรา ๑๓๖ ด้วยเหตุผลนี้ผมจึงได้เสนอแปรญัตติขอตัด (๑๗) ออก นี่คือเหตุผลประการที่ ๒ ที่ผมได้แปรญัตติตัด (๑๗) ออก
สำหรับเหตุผลประการที่ ๒ ที่ผมได้ตัด (๑๘) ของมาตรา ๑๓๖ ออกนั้น ด้วยผมเห็นว่าเมื่อรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เมื่อภาวะการเมือง เปลี่ยนแปลงไป เมื่อเสียงส่วนใหญ่ในสภาเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องมีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเพื่อเป็นการยอมรับกฎกติกาในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เมื่อเสียงส่วนใหญ่ เห็นควรให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็ควรเป็นวาระแห่งชาติร่วมกัน ควรเป็นครั้งเดียว ครับท่านประธาน วาระแห่งชาติไม่ควรที่จะมีบ่อยครั้ง เพื่อให้การเมืองการปกครองนั้น มีความมั่นคงและเดินหน้าต่อไปภายใต้กฎเกณฑ์ซึ่งเป็นข้อยุติ ผมจึงเห็นว่าหากรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ที่มีการจัดทำขึ้นโดย สสร. ไม่ผ่านประชามติก็ดี หรือไม่อาจจัดทำได้แล้วเสร็จภายใน เวลาที่กำหนดก็ดี หรือมีเหตุอื่นใดที่จะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตกไป ควรที่จะยุติแค่นั้น แล้วประเทศชาติควรเดินหน้าต่อไป ด้วยความสมัครสมานสามัคคีของผู้คนในประเทศ ผมจึงเห็นว่าไม่มีความจำเป็นใด ๆ เลยที่จะต้องเปิดโอกาสให้คณะรัฐมนตรี หรือ ส.ส. หรือ ส.ว. ๑ ใน ๓ เข้าชื่อเสนอญัตติเพื่อขอยกร่างรัฐธรรมนูญอีกเมื่อไรก็ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมจึงเห็นว่ารัฐสภาไม่ควรที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ผมคิดว่าไม่สมควรที่จะต้องมี ซ้ำซากอีก ด้วยเหตุผลนี้ผมจึงได้เสนอตัด (๑๘) ออก เป็นเหตุผลประการที่ ๒ ที่ผมขออนุญาต กราบเรียนท่านประธาน อย่างไรก็ดีท่านประธานครับ เมื่อ สสร. ที่เราได้พยายามที่จะจัดตั้งขึ้น ถ้าที่ประชุมนี้เห็นด้วยว่าควรจะมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดทั้ง ๒๐๐ คน ผมจึงเห็นว่า ถ้าเราได้ สสร. ที่เป็นกลางมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน โดยรัฐสภาไม่ว่าเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย ไม่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการที่จะไปแต่งตั้งคนของตัวเอง ไม่มีประเภทที่มา จากการแต่งตั้งของรัฐสภาแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็สมควรที่จะได้รับการสนับสนุน ในกรณีเช่นนี้ควรให้รัฐสภามีส่วนร่วมในการตรวจสอบว่ารัฐสภาจะเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบด้วย กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในฐานะที่รัฐสภาเป็นสถานที่ที่ประกอบไปด้วยผู้แทนของปวงชนชาวไทย ก่อนที่จะนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นไปให้พี่น้องประชาชนทำประชามติ ผมเห็นควรว่า เราควรที่จะมีกฎเกณฑ์ในส่วนนี้เพิ่มเติม ซึ่งผมจะขออนุญาตท่านประธานอภิปราย แสดงเหตุผลในรายละเอียดเมื่อถึงมาตราที่ผมกราบเรียนให้ทราบ แต่เนื่องจากว่า มันเชื่อมโยงกับ (๑๙) ที่ผมได้ขอเพิ่มเติมไว้ ก็คือว่าร่างเดิมได้กำหนดไว้แต่เพียงว่า เมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วเสร็จให้เสนอท่านประธานรัฐสภาเป็นคนตรวจสอบเรื่องของรูปแบบ ถ้าเห็นว่ารูปแบบถูกต้องส่ง กกต. ทำประชามติ ผมเห็นว่ากระบวนการเหล่านี้ตัดรัฐสภา ซึ่งเป็นผู้ให้ความเห็นชอบในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญ ประเด็นนี้เราก็พูดกันตอนสมัยที่เราพิจารณาวาระที่หนึ่งว่าถ้าอย่างนี้เหมือนกับรัฐสภาตีเช็คเปล่า ให้ไปหรือเปล่า ส.ส. ซีกรัฐบาลหลายคนก็ยืนยันว่าไม่ใช่เป็นการตีเช็คเปล่า ถ้าเราเห็นพ้อง ต้องกันว่าไม่ใช่เป็นการตีเช็คเปล่าท่านก็ต้องแก้ไขให้มีกระบวนการหนึ่งเกิดขึ้น ก็คือกระบวนการของการที่ยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จเรียบแล้วกลับมาให้รัฐสภานี้เห็นชอบก่อน รัฐสภาในฐานะที่เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนควรที่จะได้ตรวจสอบร่างรัฐธรรมนูญ เสียก่อนเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ลงประชามติว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในอีกขั้นตอนหนึ่ง เพราะฉะนั้นกระบวนการนี้จะเกิดขึ้นได้มีความจำเป็นครับ ที่จะต้องไปเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ ของรัฐสภาที่มีอยู่เดิมในมาตรา ๑๓๖ นี่คือเหตุผลว่าทำไมผมจึงเพิ่มเติม (๑๙) ขึ้นมา คืออนุที่ว่าด้วยอำนาจของรัฐสภาในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามมาตรา ๒๙๑/๑๓ เพื่อให้กระบวนการนี้ได้ผ่านการตรวจสอบของรัฐสภาแล้วจบครับ ถ้ารัฐสภาไม่เห็นด้วย ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นก็ตกไปแล้วไม่ต้องกลับมารื้อฟื้นกันอีกอย่างที่ผมได้กราบเรียน ให้ท่านประธานได้รับทราบไปแล้ว
ประการสุดท้ายครับ ท่านประธานครับ เรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ กระผมขอกราบเรียนท่านประธานครับว่า ไม่ว่าสิ่งที่ผมแปรญัตติซึ่งที่สุดต้องมีการลงมติ ที่ประชุมจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็สุดแล้วแต่ แต่ผมก็ถือว่ากระผมเองได้ทำหน้าที่ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาคนหนึ่ง แล้วก็ได้ทำหน้าที่ในการอภิปรายรวมตลอดถึงได้แปรญัตติในมาตราอื่น ๆ ซึ่งจะได้ขออนุญาตอภิปรายต่อท่านประธานในโอกาสต่อไป แต่สิ่งหนึ่งซึ่งผมอยากจะกราบเรียน ให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกได้กรุณารับทราบว่าต่อประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งพวกเราได้กำลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้นั้น ผมมีข้อมูลที่อยากจะกราบเรียนเพื่อเตือนความจำ หรือเพื่อทบทวนความจำพวกเราร่วมกัน ๒ เรื่องครับท่านประธาน
เรื่องแรกก็คือท่านประธานและเพื่อนสมาชิกจากสภาผู้แทนราษฎรคงจำ รายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาหาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ที่สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณากันอย่างหามรุ่งหามค่ำเมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้ ผมกราบเรียน อย่างนี้ครับว่าผมเองก็ในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภาได้ติดตามเรื่องนี้ตลอดเวลาเนื่องจาก ตัวเองก็มีส่วนร่วมในการให้ความเห็นชอบต่อสภาผู้แทนราษฎรในการพิจารณาเรื่องนี้ ในระหว่างสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติได้ แต่เป็นที่น่าเสียดายครับว่าในระหว่างการประชุม ของสภาผู้แทนราษฎรนั้นมีการหยิบยกเรื่องนี้ไปบิดเบือน บอกว่ารายงานการศึกษาของ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาหาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาตินั้น ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภามาก่อนแล้วทั้ง ส.ส. ส.ว. ให้ความเห็นชอบหมดแล้ว ก็ต้องกราบเรียนอีกครั้งครับว่าที่ประชุมร่วม ๒ สภาที่เห็นชอบไปนั้นก็คือเพียงแต่เห็นชอบ ให้ท่านคือสภาผู้แทนราษฎรเอาเรื่องนี้ไปศึกษาได้ในสมัยสามัญนิติบัญญัติ นั่นคือประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ดูในรายงานฉบับนี้ หน้า ๓๐ ครับท่านประธานคณะกรรมาธิการ เขาชี้ประเด็นออกมาว่ามีเรื่องอ่อนไหวที่อาจนำไปสู่การเผชิญหน้าของผู้คนในสังคม และนำไปสู่เหตุการณ์รุนแรงได้ในที่สุดมีอยู่ ๓ เรื่องครับ ที่ผมต้องเอาเรื่องนี้มาพูดอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบกับรายงานนี้ไปแล้ว เมื่อเห็นชอบไปว่าเรื่องนี้ท่านก็ต้อง เห็นชอบด้วย คือเรื่องที่คณะกรรมาธิการเขาตั้งข้อสังเกตว่ามี ๓ เรื่องที่จะนำไปสู่ความรุนแรง ของสังคมได้
เรื่องที่ ๑ คือประเด็นเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ ซึ่งเชื่อมโยงกับเรื่องของรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่ผมได้สงวนคำแปรญัตติไว้เช่นเดียวกันนะครับกับ
เรื่องที่ ๒ ที่พูดในรายงานนี้ก็คือ เรื่องประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นี่คือประเด็นที่ ๒ สำหรับรายงานปรองดองที่ผมอยากจะกราบเรียนให้ทราบว่าเขาพูดดักทางไว้ ล่วงหน้าแล้วว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจจะนำไปสู่การเกิดการเผชิญหน้าแล้วเหตุการณ์ ความรุนแรงในสังคมได้
สุดท้ายครับ มีอีก ๑ หน่วยงานที่เขาทำความเห็นเกี่ยวกับเรื่องการแก้ไข รัฐธรรมนูญมาเสนอก็คือ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งเขามีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๔๔ ท่านประธาน แล้วผมทราบว่าส่งเรื่องมาที่ท่านประธานแล้ว ได้ตั้งข้อสังเกต เกี่ยวกับความไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ ๓ ประเด็น ผมจะไม่รบกวนเวลา ท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมจะไม่ลงรายละเอียดว่า ๓ ประเด็นมีอะไรบ้าง ซึ่งผมเชื่อว่า ท่านประธานทราบดี เพียงแต่อยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่าหน่วยงานแห่งนี้ เป็นองค์กรอิสระ มีหน้าที่ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ คือมาตรา ๒๔๔ ที่ได้รับมอบหมาย ให้เขาเป็นคนติดตาม ตรวจสอบ ศึกษา และประเมินผลการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ รวมทั้งถ้ามี ประเด็นปัญหาที่จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๔๔ เขียนให้หน่วยงานนี้เป็นคนทำ ความเห็นเสนอครับ ถ้าท่านประธานจะกรุณาปฏิบัติให้ถูกต้องตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับองค์กรอื่น ๆ ในการเคารพกฎกติกาของรัฐธรรมนูญ กรุณาฟังเสียง ของผู้ตรวจการแผ่นดินได้ก็จะเป็นการดีมาก และท่านประธานเองจะได้มีข้อมูลมา ประกอบการพิจารณาในเรื่องนี้ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ