รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๑๐ เมษายน ๒๕๕๕

ตวง อันทะไชย หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงประเทศด้วยประชาชน ตวง อันทะไชย เสนอแผนการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมสภาร่างรัฐธรรมนูญ และเสนอให้ใช้มาตรา ๒๑๑ เป็นเครื่องมือในการสรรหา ตวง อันทะไชย ยังเสนอการเปลี่ยนแปลงมาตรา ๒๙๑/๑ เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) มาจากการเลือกตั้งโดยสัดส่วน

นายตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประทานอนุญาต ได้เริ่มต้นที่จะกราบเรียนท่านประธานที่ผมได้แก้ไขโดยมีการขอแปรญัตติเพื่อตัด (๑๗) ออก ซึ่งผมเรียนท่านประธานตั้งแต่ตอนต้นในวาระที่หนึ่งว่าแม้ผมจะไม่เห็นด้วยกับการที่จะ ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งด้วยเหตุผลตามรัฐธรรมนูญที่ผมได้อภิปรายไปแล้ว ประกอบไปด้วยมาตรา ๖๘ มาตรา ๑๓๖ ประกอบกัน แต่เมื่อสภาได้ผ่านมา ผมก็ยังกราบเรียน ท่านประธานต่อไปว่าหัวใจสำคัญของมาตรา ๒๙๑/๑ ที่จะพูดต่อไปนี้มันคือมาตรา ที่ผมตัดออกนี้ละครับ มันคือ (๑๗) ถ้าเราเริ่มต้นใน (๑๗) ได้ไปพร้อมกัน เราจะได้เข้าใจว่า ทั้งหมดที่จะเขียนในมาตรา ๒๙๑/๑ นั้นเป็นอย่างไร หลักการสำคัญที่กราบเรียน ท่านประธานว่าทำไมผมตัดออกนั้น

ผมกราบเรียนท่านประธานว่าประการแรก ผมเห็น สสร. ไม่ควรมาจากการแต่งตั้ง อีกต่อไป บนปรัชญาและความตั้งใจของรัฐบาลนี้ที่จะให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญ ที่มาจากประชาชน เดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟังว่าประชาชนนั้นขาดโอกาสมาตั้งแต่อดีตจนถึง ปัจจุบันนี้ เวลานี้ วินาทีนี้ประชาชนควรจะมีโอกาสในการที่จะเขียนรัฐธรรมนูญด้วยตัวเขาเอง

ประการที่ ๒ ที่ผมตัด (๑๗) ออกไปนั้น ผมเห็นว่าเพื่อให้สอดคล้องกับ มาตรา ๒๙๑/๑ ที่จะเกิดขึ้นในลำดับถัดไป ถ้าไม่ตัดตรงนี้ออกนั่นหมายความว่า เราไม่สามารถที่จะให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งของประชาชนได้

ประการที่ ๓ ผมคิดว่า (๑๗) ที่กราบเรียนว่ามันคือเครื่องมือสำคัญ ของการเปลี่ยนแปลงประเทศด้วยประชาชน อย่างที่ท่านพูดถึง เราเชื่อ เราศรัทธาต่อ ประชาชนว่าวันนี้ประชาชนเท่านั้นที่จะนำพาประเทศก้าวข้ามผ่านความขัดแย้งทั้งหมดไปได้ เราต้องเชื่อให้สุดใจครับ เราอย่าเชื่อครึ่งหนึ่ง และไม่เชื่อครึ่งหนึ่ง เพราะถ้าเขียนแบบนี้ แปลว่าเชื่อครึ่งหนึ่ง ไม่เชื่อครึ่งหนึ่ง

ประการต่อมา เหตุผลสำคัญที่ผมกราบเรียนท่านประธานก็คือว่าเราไม่จำเป็น จะต้องมีผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากการสรรหาอีกแล้ว เพราะผู้ทรงคุณวุฒินั้นมาได้หลายทาง ท่านประธานคงทราบดีว่าเราอยู่สภามานี่ ถ้าอยากจะได้ผู้ทรงคุณวุฒิมาช่วยงาน เราสามารถเข้ามาช่วย ในฐานะที่เป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมาธิการ เราสามารถแต่งตั้งมาในฐานะของกรรมาธิการวิสามัญ เราสามารถเชิญเข้ามาเป็นผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้ให้คำปรึกษาหรือผู้ชี้แจงต่อกรรมาธิการได้ นั่นทางที่ ๑ ที่ผมคิดว่าสภาก็ใช้มาตลอด

ทางที่ ๒ ที่เราสามารถได้ผู้ทรงคุณวุฒิที่เราอยากจะได้ในมาตรา ๒๙๑/๑ ที่จะพูดถึงนั้น ใครที่สนใจที่จะเข้ามาช่วยชาติบ้านเมืองก็ไปสมัครครับ ให้ประชาชนเลือกเข้ามาเลย ทีนี้ที่ผมบอกว่าวันนี้เป็นโอกาสสำคัญ เป็นหัวใจสำคัญของการก้าวเข้าไปสู่ที่จะให้ประชาชน มาจากการเลือกตั้งนั้น ผมกราบเรียนท่านประธานนิดเดียวว่า ถ้าท่านประธานย้อนกลับไปดู ประวัติศาสตร์ของการมี สสร. ในทัศนะของผม ท่านประธานจะพบว่าประชาชนไม่ได้มีโอกาส เข้ามายกร่างรัฐธรรมนูญด้วยตัวของเขาเลย ตั้งแต่ สสร. ชุดแรกปี ๒๔๙๑ ก็ใช้รัฐสภาเป็นคนเลือก จาก ส.ส. จาก ส.ว. แล้วเลือกจาก ๔ ประเภท ถัดมาปี ๒๕๐๒ ก็ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ เป็นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นั่นแปลว่าประชาชนก็ไม่ได้มีโอกาสมาร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๓๙ ที่เราบอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาธิปไตยมากที่สุด ก็เป็น สสร. ที่มาจาก ๒ ส่วน ส่วนแรกมาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน ส่วนที่ ๒ มาจากรัฐสภาเลือกเหมือนกัน ดูนัยว่า เรากำลังจะอาศัยรูปแบบมาตรา ๒๑๑ นี้เป็นเครื่องมือ และเป็นกลไก ครั้งนี้ที่เป็นข้อเสนอของผม ก็คือว่า ถ้าเราตัด (๑๗) ออกไป เราจะได้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น ผมไม่พูดถึงปี ๒๕๔๙ แม้จะมาจากการเลือกโดยสมัชชาก็ตาม แต่ผมถือว่าโอกาสนี้เป็นโอกาสสำคัญที่รัฐบาล จะทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ปราศจากข้อโต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้น ท่านประธานครับ ถ้าท่านยังทำแบบกั๊ก ทำแบบเชื่อประชาชนครึ่งหนึ่ง ไม่เชื่อครึ่งหนึ่งแบบนี้ ก็จะมีคำถามเหมือนกันว่า ไม่ต่างจากรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งครึ่งหนึ่ง มาจากการสรรหาครึ่งหนึ่ง เหมือนสมาชิกได้พูดเมื่อสักครู่ครับ

ข้อเสนอของผมประการต่อมาก็คือว่า ถ้าเราทำอย่างนี้ นั่นหมายความว่า เราให้คุณค่าและความสำคัญของประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน จะแก้ปัญหาที่มีข้อครหา ท่านประธานจำได้ไหมครับ ในวาระที่หนึ่ง มีคนกล่าวว่าถ้าให้เลือกจังหวัดละ ๑ คน พรรครัฐบาลของท่านสามารถที่จะบล็อกคนได้เลย เราจะต้องยอมรับความเป็นจริง เราอย่าปฏิเสธ บล็อกได้อยู่แล้ว แต่ถ้าปล่อยให้มีการเลือกตั้งโดยอาศัยจำนวนสัดส่วน ประชากรมาเฉลี่ย แล้วคนในจังหวัดระยอง คนจังหวัดระนอง คนจังหวัดชุมพร คนกรุงเทพมหานคร คนจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดขอนแก่น ไม่เท่ากันครับ มีประชากรมาก ก็ได้มากครับ นั่นหมายความว่าไม่อาจที่จะบล็อกจำนวน สสร. เข้ามา ไปสู่เป้าหมายสุดท้าย ที่มีคนกล่าวหาว่าที่สุดก็จะทำรัฐธรรมนูญเพื่อคนคนเดียว ผมคิดว่าตรงนี้สิ่งที่ได้มากที่สุด ก็คือรัฐบาล สิ่งที่ได้มากที่สุดก็คือสภาแห่งนี้ ผมจึงกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังสภาว่า (๑๗) คือหัวใจสำคัญของการเริ่มต้น อยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการ กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังสมาชิกรัฐสภาว่าถ้าท่านจะเมตตาให้ประชาชนมีโอกาส มายกร่างรัฐธรรมนูญนั้นได้โปรดเปลี่ยนแปลง (๑๗) และ (๑๘) โดยเฉพาะ (๑๗) นั้น ไม่ควรจะมี เพื่อให้ไปเกิดในมาตรา ๒๙๑/๑ ก็คือ สสร. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ส่วนตัวเลขนั้นจะ ๒๐๐ คน ๒๕๐ คน ผมไม่ติดใจท่านประธานครับ ประเด็นเดียวที่ผมคิดว่า มีความสำคัญ และมีความจำเป็นที่จะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังสภาก็คือว่า วันนี้ สสร. ต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ด้วยเหตุผลที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานดังกล่าว จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่จะกราบเรียนท่านประธานว่าขอความเมตตาจากสภาได้โปรดให้โอกาส ประชาชนได้เลือกคนของเขามายกร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าแพ้มาตรานี้ท่านประธานครับ มิใยต้องไปพูดถึงมาตรา ๒๙๑ เพราะตรงนั้นก็จะแบ่งออกมาจากการเลือกตั้ง ก็จะมาจาก การสรรหาเหมือนเดิม จึงได้กราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังสมาชิกรัฐสภา ได้โปรดพิจารณาด้วยครับ ขอบพระคุณครับ