รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๑๐ เมษายน ๒๕๕๕

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หารือเรื่องรัฐธรรมนูญ โดยชี้ว่าควรจัดทำรัฐธรรมนูญให้มีความเสถียรภาพ ไม่ควรแก้ไขบ่อยครั้ง และมีความสอดคล้องกับหลักคิดว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ ผมกำลังกราบเรียนท่านประธานครับว่าการจะตัดสินใจให้รัฐสภามีอำนาจ ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดกับรัฐธรรมนูญ ประการแรกควรจะต้องคำนึงถึงความเป็นกติกาสูงสุด ของประเทศซึ่งบ่งบอกถึงตัวระบบ และหมายความว่าถ้ามีการเปลี่ยนแปลงบ่อยก็แปลว่า ตัวระบบขาดเสถียรภาพ ประการที่ ๒ ความที่เป็นกติกาทางการเมือง กติกาสูงสุดของสังคม นั่นหมายความว่าไม่พึงที่จะให้ผู้มีอำนาจในยุคใดยุคหนึ่งสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงกันได้ง่าย ๆ ตามใจชอบ เพราะจะทำให้ความสมดุลของสังคมนั้นเสียไป เมื่อเป็นเช่นนี้ท่านประธาน ก็ต้องมาดูครับว่า (๑๘) ของมาตรา ๓ ที่ปรากฏอยู่นี้มันเป็นเรื่องอะไร ที่จริงแล้ว เพื่อนสมาชิกหลายท่านอภิปรายไม่เห็นด้วยกับการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ เพราะว่ากันตามจริงแล้วทุกครั้งที่มีการจัดทำรัฐธรรมนูญกันใหม่ทั้งฉบับส่วนใหญ่ ก็มีการนำเอารัฐธรรมนูญฉบับเดิมมาเป็นต้นร่างปรับแก้ไขเพิ่มเติมกันอยู่แล้ว และรัฐธรรมนูญก็อนุญาตให้รัฐสภาหรือแม้กระทั่งปัจจุบันประชาชนสามารถเข้าชื่อ ในการแก้ไขเพิ่มเติมได้อยู่แล้ว เอาละ เมื่อเราบอกว่าต้องการที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อไม่ให้กติกาสูงสุดของสังคมเป็นผลผลิตตกค้างของการรัฐประหารก็จัดทำกันใหม่ ปี ๒๕๔๐ หรือปี ๒๕๓๙ ปี ๒๕๔๐ เราก็เคยทำกันมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ประเด็นอยู่ตรงนี้ครับ ในกระบวนการการจัดทำใหม่แล้วท่านยกร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะเห็นว่ามีความสับสนมาก ระหว่างการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นเรื่องของกติกาถาวรหรือเป็นเรื่องเฉพาะกิจ ตกลง เราจะทำกระบวนนี้กันครั้งเดียวใช่ไหมครับ เพราะถ้ามันทำสำเร็จตัวรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันมันหายไปอยู่แล้ว แต่ประเด็นก็คือถ้ามันทำไม่สำเร็จมันมีเหตุผลมา รองรับอะไรครับ ที่บอกว่าถ้าทำไม่สำเร็จก็ทำอีก นี่ยังดีนะครับ เดิมตามร่างเดิม แม้กระทั่ง รัฐธรรมนูญซึ่งร่างขึ้นมาใหม่ไม่ผ่านประชามติแล้วตอนแรกก็ยังจะอนุญาตให้จัดทำกันใหม่ ก็ทราบว่าทางกรรมาธิการได้ไปปรับแก้มาตรา ๒๙๑/๑๖ ไปเพื่อไม่ให้เกิดกรณีนั้นขึ้น แต่ก็ยังคงกรณีที่การจัดทำรัฐธรรมนูญครั้งใหม่นี้ไม่สำเร็จอยู่อีกอย่างน้อย ๓ กรณี ๑. ก็คือระหว่างทางจะด้วยเหตุผลกลใดก็สุดแล้วแต่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ครบจำนวน ๒. ก็คือกรณีที่การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา ซึ่งปัจจุบันก็ยืดไปถึง ๒๔๐ วัน เอา ๒ กรณีนี้ก่อนนะครับ กราบเรียนท่านประธานว่าใน ๒ กรณีนี้ผมก็มองว่านั่นน่าจะหมายความว่ากระบวนการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มันมีปัญหาเสียแล้ว ไม่อย่างนั้นกรณี ๒ กรณีนี้คงไม่เกิดขึ้น ถามว่าเมื่อมีปัญหา จนกระทั่งถึงที่สุดนี้มันไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของกระบวนการนี้แล้วมันตกไปนี้ ทำไมต้องบอกว่า เปิดโอกาสให้รัฐสภาเสนอญัตติเห็นชอบกับญัตติที่จะจัดทำใหม่อีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ ท่านประธานจะเห็นแล้วนะครับที่ผมอภิปรายมาทั้งหมดที่ท่านประธานอาจจะไม่เข้าใจว่า มันเกี่ยวโยงอย่างไร มันเกี่ยวสิครับ ๑. มันทำให้เกิดความไม่แน่นอนอีกว่าตกลงรัฐธรรมนูญ ฉบับที่เราใช้อยู่ปัจจุบันมันจะมีความต่อเนื่องได้นานแค่ไหน ขนาดจัดทำกันใหม่จนเกิดปัญหา ทำไม่เสร็จตามเวลา สมาชิกไม่ครบก็ยังเปิดโอกาสให้สภามาทำใหม่อีก ซ้ำร้ายกว่านั้น กรณีที่ ๓ ไปจัดทำกันใหม่แล้วถึงขั้นที่รัฐสภาวินิจฉัยว่ารัฐธรรมนูญที่จัดทำใหม่เป็นผลให้มี การเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ ไม่ดำรงรักษาไว้ในวิถีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กระบวนการไปถึงขั้นนั้นแล้วจนสภาวินิจฉัยแล้วว่าตกไป ก็ยังอนุญาตให้รัฐสภามาลงมติเพื่อที่จะจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่อีกครั้งหนึ่ง เห็นไหมครับ ความไม่แน่นอน เสถียรภาพของตัวระบบการเมือง กติกาสูงสุดของสังคมได้รับผลกระทบ จากบทบัญญัติตรงนี้ ทีนี้ท่านประธานดูต่อไปนะครับมันมีแปลกไปกว่านั้นอีก ที่แปลกไปกว่านั้น อีกก็คือว่าในมาตรา ๒๙๑/๑๖ ซึ่งมาโยงกับ (๑๘) ยังบอกด้วยนะครับว่าเมื่อสภามีมติ อย่างหนึ่งอย่างใดไปแล้วจะเสนอญัตติอีกไม่ได้เว้นแต่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ ตกลงมันจะจบจะสิ้นเมื่อไรครับ หมายความว่าถ้ารัฐสภาผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปจัดทำกัน สะดุดกลางทางไม่ประสบความสำเร็จ สภาก็ยังหยิบยกอันนี้ขึ้นมาได้อีกหรือถ้าสมมุติ มีการเลือกตั้งก็ยกขึ้นมาได้อีก พอยกขึ้นมาเสร็จทำมีปัญหาเลือกตั้งใหม่ก็ยกขึ้นมาได้อีก อย่างนั้นใช่หรือไม่ครับ สิ่งที่กระผมยืนยันก็คือว่ามันไม่สอดคล้องกับหลักคิดว่ารัฐธรรมนูญนั้น เป็นกฎหมายสูงสุดไม่จำเป็นก็ไม่ต้องแก้ไข จะจัดทำกันใหม่ก็ไม่ใช่จัดทำกันบ่อยครั้ง มิฉะนั้น เขาก็จะมองครับว่าคือจริง ๆ เวลาเขาเก็บสถิติว่าประเทศไหนมีรัฐธรรมนูญมาแล้วกี่ฉบับ ยิ่งน้อยยิ่งดีนะครับ ที่เราชื่นชมกันเป็นแม่แบบประชาธิปไตยมีน้อยฉบับทั้งนั้น แล้วก็แก้ไขกัน ยากพอสมควรแต่ก็แก้ไขปรับเข้าได้กับสถานการณ์แต่ถ้าเขียนเอาไว้อย่างนี้อาจจะเกิด สถานการณ์ในอีกหลายปีข้างหน้าที่เขาก็มองว่าตกลงประเทศไทยจัดทำรัฐธรรมนูญกันไม่เสร็จ ไม่สิ้นเสียทีใช่หรือไม่ ความมุ่งหมายก็จะมีประการเดียวว่าฉบับนี้จะต้องอยู่บนความไม่แน่นอน ไปเรื่อย ๆ หรือเปล่า ถ้าแก้แล้วจัดทำใหม่แล้วก็ไม่สำเร็จ ขอให้มีการเลือกตั้งใหม่ก็หยิบขึ้นมาได้อีก ผมคิดว่านั่นไม่น่าจะเป็นเจตจำนงของการที่เราพูดถึงการปฏิรูปทางการเมือง นั่นไม่ใช่ เจตจำนงของการที่จะบอกว่าเรากำลังมาค้นหาฉันทามติของประชาชนในการที่จะกำหนด กติกาของสังคมกันใหม่บนพื้นฐานความคิดเพียงแค่ว่าทำอย่างไรก็ได้ที่จะให้ในที่สุดแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับที่เราใช้อยู่มันหมดสภาพไปเฉย ๆ ทั้งที่กระบวนการที่ไปนั้นมีความซ้ำซ้อน ซ้ำซาก อาจจะบ่งบอกถึงความแตกแยกในสังคม ผมกราบเรียนนะครับว่านอกเหนือจาก การเป็นกติกาซึ่งไม่พึงเปลี่ยนแปลงบ่อยแล้ว ผมย้ำครับ กติกาของสังคมที่เป็นกติกาสูงสุดนั้น สมควรหาฉันทามติจากประชาชนให้มากที่สุด กระบวนการใดที่บ่งบอกว่าสังคมมีความแตกแยก ไม่สามารถที่จะบรรลุข้อตกลงในเรื่องของการจัดทำกติกากันได้นี้มันไม่ควรจะเดินต่อ สิ่งเหล่านี้คือเหตุผลนะครับที่ผมกราบเรียนอยู่ในประเด็นทุกประการว่าทำไมจึงจำเป็น ต้องตัด (๑๘) ของมาตรา ๓ ซึ่งไปเชื่อมโยงกับมาตรา ๒๙๑/๑๖ ครับ ขอขอบพระคุณครับ