สุทัศน์ เงินหมื่น หารือข้อกังวลต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ โดยชี้ว่าร่างดังกล่าวเปิดโอกาสให้สมาชิกสมัชชาผู้แทนราษฎร (สสร.) กรอกข้อความใดก็ได้ และมีความเสี่ยงที่จะมีการล็อบบี้หรือบล็อกโหวต จึงเสนอให้เพิ่มบทบัญญัติห้ามแก้ไขหมวด ๑ และ ๒ ที่เกี่ยวกับราชอาณาจักรไทยและสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงต้องห้ามการยุบศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ หรือปรับโครงสร้างศาล เนื่องจากเห็นว่าศาลเหล่านี้ถูกจัดตั้งตามรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ โดย
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทัศน์ เงินหมื่น บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมได้แปรญัตติ ขอตัดข้อความในมาตรา ๓ ออกทั้งหมด ข้อความเดิมออกทั้งหมด ทั้งนี้เพราะข้อความเดิมนั้น ได้พูดถึงเรื่องการเห็นชอบสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญแบบสรรหา และเป็นข้อความที่ให้มี การเห็นชอบญัตติที่มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ กระผมขอตัดออกทั้งหมด แล้วกระผมก็ได้ไปเพิ่มข้อความในหลายมาตรา ในสาระข้างในลำดับถัดไป ถ้าไม่ตัด ๒ วงเล็บนี้ออก ท่านประธานครับ หรือไม่ตัดข้อความในมาตรา ๓ ออกทั้งหมด ก็จะไม่สามารถไปเพิ่มข้อความ ในสาระในมาตราถัดไปได้ สาระที่กระผมไปเพิ่มนั้นจำเป็นที่จะต้องอภิปรายเบื้องต้นก่อนที่จะ อภิปรายในลำดับถัดไปในรายละเอียด ทั้งนี้เพราะเป็นการเกี่ยวเนื่องกัน กระผมได้ไปแปรญัตติ เพิ่มเติมในมาตรา ๒๙๑/๑ ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงกับการตัดมาตรา ๓ ที่กราบเรียนแล้ว ในมาตรา ๒๙๑/๑ นั้น กระผมได้แปรญัตติเพิ่มให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน ๒๐๐ คน จำนวน ๒๐๐ คน เป็นการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนเท่านั้นนะครับ ไม่มีการสรรหา ตามมาตรา ๒๙๑/๒ (๒) ทั้งนี้เพราะผมมีความเชื่อว่าประชาชนน่าจะเป็นผู้ที่มีบทบาท มากที่สุดในการร่างรัฐธรรมนูญโดยตัวของประชาชนเอง ซึ่งในร่างของรัฐบาลนั้นได้กำหนด ให้มีประชาชนมาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน รวมเป็น ๗๗ คน ๗๗ จังหวัด ซึ่งกระผม ไม่เห็นชอบด้วย ทั้งนี้เพราะว่าถ้ามีการเลือกตั้งแบบดังกล่าวนั้นจะไม่เกิดความเป็นธรรม ต่อประชาชนทั้งประเทศ เพราะบางจังหวัดอย่างกรุงเทพมหานครก็จะมีสมาชิก สสร. เพียง ๑ คน จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดใหญ่ ๆ ก็จะมีสมาชิก สสร. เพียง ๑ คน จังหวัดเล็ก ๆ เช่น จังหวัดระนอง หรือจังหวัดอำนาจเจริญ ก็จะมี สสร. เพียง ๑ คนเท่ากัน รวมทั้งประเทศ เป็น ๗๗ คน ซึ่งกระผมเห็นว่าไม่เป็นธรรมต่อประชาชน ถ้าใช้วิธีการเลือกตั้งดังที่กระผมได้ แปรญัตตินั้น จะต้องเลือกตามอัตราส่วนของประชากรในพื้นที่ เหมือนกับการเลือก สมาชิกวุฒิสภาในปี ๒๕๔๓ ตามรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๔๐ ก็จะได้จำนวน สสร. ทั้งหมด ๒๐๐ คน วิธีการดังกล่าวนั้นกระผมเชื่อว่าจะสามารถแก้ปัญหาการบล็อก (Block) ตัว สสร. ได้ วิธีการดังกล่าวนั้นเป็นการสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑ พุทธศักราช ๒๕๔๐ แต่รัฐบาลเสนอมานั้นไม่ได้เอาด้วย กระผมก็ไม่เข้าใจเพราะมีผู้ใหญ่ในรัฐบาลหลายคน หลายท่านได้มาหาเสียง และพูดเสมอว่าไม่เอารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่ต้องการใช้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ทั้ง ๆ ที่พูดเอง แต่ไม่ได้เอาตามนั้น ผมก็ไม่ทราบว่าเพราะอะไร หรือว่าเอาตามนั้นเฉพาะสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง แต่หากไม่เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง ก็จะไม่เอาตามรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ แล้วยังมากล่าวบอกว่า ปี ๒๕๕๐ เป็นรัฐธรรมนูญ ต้นไม้พิษ ซึ่งพวกเราเองก็เป็นผลผลิตของต้นไม้พิษ ท่านประธานครับ นอกจากการที่กระผม ได้เห็นว่าตัว สสร. จำนวน ๒๐๐ คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนแล้วนะครับ กระผมยังไม่เห็นชอบที่จะให้มีการเลือกมาจากนักวิชาการ หรือผู้เชี่ยวชาญสาขาอาชีพต่าง ๆ เป็นปัญหามีว่าถ้าเช่นนั้นแล้วเราจะได้ใครมาเป็นผู้เชี่ยวชาญในการร่างรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ จำนวน สสร. ๒๐๐ คนนั้นเขามีสิทธิและสามารถที่จะตั้งผู้เชี่ยวชาญตั้งใครก็ได้ มาเป็นกรรมาธิการในการร่างรัฐธรรมนูญหรือในการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ อย่าไปดูถูก ภูมิปัญญาของประชาชน แนวความคิดดังกล่าวของกระผมนั้นสอดคล้องกันครับ สอดคล้องกัน กับแนวความคิดของฝ่ายประชาชนที่เสนอร่างกฎหมายโดยประชาชนเข้าชื่อ กระผมกราบเรียนว่า ร่างกฎหมายที่ประชาชนเข้าชื่อนั้นมีอยู่ ๓ ร่างสำคัญ ๆ คือร่างที่ ๑ ของอาจารย์ธิดา ร่างที่ ๒ ของคุณเยี่ยมยอด ศรีมันตะ ร่างที่ ๓ เป็นของคุณนิรันดร์ ด่านไพบูลย์ ทั้ง ๓ ร่างนี้ ต่างเห็นสอดคล้องต้องกันว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญควรจะมาจากประชาชนโดยการเลือกตั้ง โดยตรงเท่านั้นไม่ได้มาจากการสรรหา ไม่ได้มาจากนักวิชาการแต่ประการใด อาจารย์ธิดา ได้กรุณามาชี้แจงต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการ ได้หอบบัญชีรายชื่อของประชาชนผู้เข้าชื่อ มาเป็นแสนคนครับ เอามากองไว้บนโต๊ะเลย สูงแค่เอวครับ ขณะเดียวกันท่านก็อธิบายว่านี่ คือความต้องการของประชาชนทั้งประเทศ นี่คือความต้องการของกลุ่มประชาชนที่ท่านเป็น ประธานอยู่ นั่นคือความต้องการของพี่น้องเสื้อแดงที่ท่านเป็นประธานอยู่ว่าต้องการ ให้มี สสร. มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเท่านั้น เพียงแต่จำนวนแตกต่างกับผมครับ จำนวนของท่านมีประมาณ ๑๐๐ คน ของผม ๒๐๐ คน ตรงกันก็คือมาจากการเลือกตั้ง ของประชาชน ผมก็กังวลว่าแล้วทางรัฐบาลจะตอบคำถามของอาจารย์ธิดาอย่างไร ในเมื่อทางรัฐบาลต้องการที่มาจากการสรรหา และมาจากการเลือกตั้งของประชาชนคละกันไป ตรงนี้ครับก็คงเป็นเรื่องที่ท่านจะต้องไปตอบกันเองละครับว่าทำไมจึงไม่ยืนอยู่บนพื้นฐาน ความคิดที่ให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง นั่นประการที่ ๑ ที่ผมได้ตัดมาตรา ๓ นี้ออกทั้งมาตรา
ในส่วนที่เกี่ยวกับเสนอร่างรัฐธรรมนูญนั้นกระผมเห็นว่าในมาตรา ๓ ของร่างรัฐบาลนั้น ที่กระผมตัดออกได้ไปเปิดโอกาสให้มีสมาชิก เปิดโอกาสให้มีการเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเป็นการจัดทำ ทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ ท่านประธานครับ ถ้าเราจะดูรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้ว จะไม่มีบทมาตราใดเลยที่จะเปิดโอกาสให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ เว้นแต่จะมาแก้ไขมาตรา ๒๙๑ แล้วก็ออกข้าง ๆ คู ๆ ว่าเป็นการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติม เพราะบทบัญญัติของการแก้ไขเพิ่มเติมนั้นจะมีไว้เฉพาะในหมวด ๑๕ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งกำหนดไว้ในมาตรา ๒๙๑ แล้วก็จะบอกรายละเอียดไปถึง (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) และ (๗) ซึ่งเป็นกระบวนการของการแก้ไขเพิ่มเติม เพราะฉะนั้น ร่างที่รัฐบาลนำมาเสนอนี้เป็นร่างที่นำไปสู่การยกร่างใหม่ทั้งฉบับ จึงเป็นคำกล่าวว่า เรากำลังเอาเช็คเปล่าให้กับ สสร. เรากำลังเปิดโอกาสให้ สสร. ไปกรอกข้อความอะไรก็ได้ ในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งความไม่สบายใจของทั้งฝ่ายภาคประชาชนและฝ่ายพวกเราเอง ก็คือ สสร. นั้นจะมาอย่างไร ในจำนวนที่กำหนดของร่างรัฐบาลนั้นเป็นที่น่าสงสัยว่า จะมีการบล็อกโหวตหรือจะมีการล็อบบี้ (Lobby) กันได้หรือไม่ นั่นก็คือข้อห่วงใยของทาง ฝ่ายซีกของกระผมเอง ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากนั้นแล้วการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นกระผมเอง เป็นกรรมาธิการ เป็นการพิจารณาที่เต็มไปด้วยความอึดอัดที่สุด เพราะเป็นการเร่งรีบ ผมไม่อยากใช้คำว่าเสียงข้างมากลากไป แต่เกิดขึ้นมาได้แล้วก็คือเสียงข้างมากสามารถ จะกลับลำได้ทุกครั้งหากไม่เป็นไปตามที่พอใจ ดังที่เป็นข่าวท่านประธานคงทราบ การพูดถึง เรื่องจำนวน สสร. ๒๐๐ คนนั้น ญัตติของฝ่ายค้านชนะในกรรมาธิการ ๒๐๐ คน ชนะ ๗๗ คน แต่สุดท้ายก็มีการย้อนกลับมาให้มีการลงมติใหม่ จนพวกกระผมเองได้มีการวอล์คเอาท์ หรือเดินออกจากห้องประชุมเมื่อมีการย้อนกลับมาลงมติใหม่ เพราะเห็นว่าเป็นวิธีการที่พวกเรา เห็นว่าเป็นการใช้เสียงข้างมากลากไป ท่านประธานครับ โดยเหตุดังกล่าวนั้นเราก็เกิดมีความกังวล มีความกังวลว่าในอนาคต สสร. ทั้งหลายนั้นจะไปร่างอย่างไร เมื่อกังวลดังกล่าวนั้นจึงจำเป็นต้องไป บรรจุข้อความไว้ในร่างที่เราขอแก้ ๑. ฐานะเป็นเสียงข้างน้อย โดยพวกกระผมได้ไปเพิ่ม ในมาตรา ๒๙๑/๑๔ ในมาตรา ๒๙๑/๑๔ นั้นเป็นบทบัญญัติที่ว่าด้วยการต้องห้ามไม่ให้มี การแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนของหมวด ๑ และหมวด ๒ ในส่วนของหมวด ๑ และหมวด ๒ นั้น จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับราชอาณาจักรไทย ในหมวด ๒ นั้นจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เรากังวลว่าไม่อยากให้มีการไปแตะต้อง โดยจะต้องออกหลักการกำหนดไว้ว่า สสร. ต้องไม่ไปแตะต้อง ๒ หมวดดังกล่าวนั้นเพราะอะไร เพราะความไม่มั่นใจ เนื่องจากมีหลายคน ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ในฟากรัฐบาลเอง ได้มีพฤติกรรมและมีคดีหลายเรื่องซึ่งอยู่ในระหว่าง การพิจารณาเกี่ยวกับองคมนตรี และขณะเดียวกันข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่นี้ก็คือได้ปรากฏ มีเว็บไซต์ (Website) ต่าง ๆ ได้พาดพิงไปถึงเบื้องสูงจำนวนมากมาย ในส่วนเหล่านั้นเราจึงมี ความกังวลว่า ๒ ส่วนนี้น่าจะไม่ไปแตะต้องเป็นเด็ดขาด ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากความกังวลดังกล่าวนั้น ทางซีกของพรรคกระผมก็ยังมีความกังวลถึงการที่จะไปแตะต้อง หรือไปรื้อโครงสร้างของศาล ทำไมจึงกังวลครับ เพราะมีผู้ใหญ่ในพรรคของท่านเอง ในรัฐบาลเองไปพูดถึงการจะปรับโครงสร้างของศาล แล้วยังไปพูดถึงเรื่องการจะยุบศาลปกครอง ยุบศาลรัฐธรรมนูญเอาไปไว้เป็นแผนกหนึ่งในศาลฎีกา ท่านประธานครับ ศาลปกครองก็ดี ศาลรัฐธรรมนูญก็ดี ตั้งขึ้นมาตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ท่านอาจจะไม่พอใจ ศาลรัฐธรรมนูญที่ตัดสินทำให้มีปัญหาในเรื่องคดีความ ท่านประธานครับ ถ้าตัดสินเป็นที่พอใจ ก็บอกเป็นธรรม แต่ถ้าตัดสินไม่เป็นที่พอใจก็บอก ๒ มาตรฐาน คำกล่าวเช่นนี้เราจะได้ฟังกัน อยู่บ่อย ๆ แต่กระผมจำเป็นจะต้องกราบเรียนท่านประธานว่าศาลรัฐธรรมนูญนั้น ต้องขึ้นตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ถ้าจะขออนุญาตกราบเรียนท่านว่า คนที่นำร่างกฎหมายเสนอจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร เสนอต่อคณะรัฐมนตรีนั้น คนที่นำเสนอชื่อนายสุทัศน์ เงินหมื่น และคนที่เป็นปลัดกระทรวงในขณะนั้น ก็คือ ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ท่านสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ครับ เพราะฉะนั้นการที่จะบอกไม่เป็นที่พอใจ หรืออะไรนั้น กระผมก็จำเป็นต้องขออนุญาตเอ่ยนามของท่าน เพราะท่านก็เป็น ปลัดกระทรวงในขณะนั้น และเป็นผู้เสนอกฎหมายร่วมกับกระผม ศาลรัฐธรรมนูญ จึงเป็นศาลที่ตั้งขึ้นมาตามรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๔๐ หากไม่เป็นที่พอใจ หรือหากจะไป แตะต้องหรือจะไปยุบ ก็คงจะต้องคำนึงเหมือนกันว่าตั้งมาโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และคนตั้งก็คือใคร กระผมก็ได้กราบเรียนแล้วท่านประธานครับ ตรงนี้พวกกระผมจึงได้ไปมี บทบัญญัติไว้ข้างในมาตรา ๒๙๑/๑๕ มาตรา ๒๙๑/๑๖ ต้องห้ามไม่ให้สมาชิก สสร. ไปแตะต้อง ในส่วนที่เกี่ยวกับกระบวนการศาลและองค์กรอิสระอื่น ๆ นอกจากนั้นแล้วที่กระผมได้ขอตัดมาตรา ๓ นั้นยังไปเกี่ยวเนื่องกับเนื้อความในมาตราถัดไป ทั้งนี้เพราะเราเห็นว่าในการกำกับดูแลการเลือกตั้ง ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งกำกับดูแล การเลือกตั้ง สสร. นั้นทางฝ่ายร่างรัฐบาลเดิมให้เป็นแต่เพียงการออกระเบียบ แต่หลังจาก คณะกรรมการการเลือกตั้งแจ้งว่าการออกแต่เพียงระเบียบนั้นน่าจะทำไม่ได้นะครับ ทางคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากจึงไปแก้ว่าให้ใช้การเลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใช้ ในการเลือกตั้ง สสร. ท่านประธานครับ การเลือกตั้ง สสร. นั้นเราจะเลือกเขามาทำหน้าที่ วางโครงสร้างของประเทศ จะเลือกเขามาทำหน้าที่กำหนดบทบาทของกลไกในกฎหมายสูงสุด ของประเทศ แต่เราใช้กฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นมากำกับดูแลการเลือกตั้งของเขาเหมาะสม หรือไม่ครับท่านประธาน อีกทั้งกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่นนั้น ประชาชนคนไทย อยู่ต่างประเทศไม่สามารถใช้สิทธิได้ครับ และประชาชนคนไทยที่มีภารกิจไม่สามารถกลับไป ใช้สิทธิเลือกตั้งในพื้นที่ได้ก็ไม่สามารถใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าได้ รวมทั้งการเลือกตั้งท้องถิ่นนั้น บทบัญญัติในการลงโทษผู้กระทำความผิดในการเลือกตั้งยังไม่เป็นที่ทันใจและยังไม่เป็นที่ชัดเจน เรื่องนี้ครับ จึงเป็นข้อกังวลของเราว่าที่มาของ สสร. ๗๗ คนตามความคิดของรัฐบาล และที่มาของ สสร. โดยการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้งกำกับดูแลการเลือกตั้ง โดยใช้กฎหมายท้องถิ่นนั้นน่าจะไม่เพียงพอ เพราะ สสร. คือคนหรือกลุ่มบุคคลที่จะมา กำหนดกลไกของประเทศ กำหนดหลักเกณฑ์ของประเทศ ท่านประธานครับ ด้วยเหตุนี้ กระผมจึงขอตัด มาตรา ๓ ออกทั้งหมด และใช้ข้อความอื่นแทน ที่กระผมกราบเรียนมาแล้ว ขอบคุณท่านประธานครับ