รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๑๐ เมษายน ๒๕๕๕

วิทยา แก้วภราดัย แสดงความกังวลเกี่ยวกับแนวคิดแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยกล่าวว่า จะทำลายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และทำให้รัฐบาลมีอำนาจมากขึ้น นอกจากนี้ เธอยังระบุว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญที่ประธานสภาแต่งตั้งไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ เนื่องจากมีมาตราที่จำกัดอำนาจของประธานสภา

นายวิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา มาตรา ๓ เป็นเรื่อง ที่เราบัญญัติให้มีการเพิ่มเติมสาระ ๒ ประการ เป็นสาระของการประชุมรัฐสภา ซึ่งแต่เดิม ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๖ เราสามารถที่จะประชุมรัฐสภาได้ใน ๑๖ กรณี คราวนี้เรามาเพิ่มกรณีที่ ๑๗ กับกรณีที่ ๑๘ ขึ้นมา โดยจะให้สภาเป็นคนพิจารณา สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ซึ่งกระผมไม่เห็นด้วยครับ ก็ได้ขอแปรญัตติไว้ จากการให้ความเห็นชอบสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑ ผมแก้ไข เป็นการให้ความเห็นชอบสมาชิกสภาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เหตุผลที่ผมขอแก้ไข เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่า ผมเข้าใจว่าเราพูดมาเรื่องแก้ไข แก้ไขกันจนหลายคนไม่เข้าใจครับ โดยสาระจริง ๆ วันนี้ก็คือเรากำลังทำการฉีกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันด้วยเทคนิคทางกฎหมาย ก็คือแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสักมาตราหนึ่ง และเปิดช่องให้มีการทำลายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ด้วยรัฐธรรมนูญที่บอกว่ามีการลงประชามติโดยประชาชน ที่สำคัญครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีการกำหนดหมวด ๓ ส่วนที่ ๑๓ ว่าด้วยสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญไว้ ผมเข้าใจเป็นฉบับแรก ๆ ที่กำหนดหน้าที่ของพลเมืองในการที่จะพิทักษ์รัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นถ้าอ่านมาตรา ๖๘ ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ท่านประธานฟังช้า ๆ นะครับ มาตรา ๖๘ บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มา ซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศด้วยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญนี้ ใครจะเป็นผู้บริหารประเทศนี้ ใครจะใช้อำนาจประเทศนี้ ต้องไปเป็นตามวิถีทาง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ขณะนี้เรากำลังแก้กฎหมาย ๒-๓ มาตรา เพื่อตั้งคณะบุคคลบุคคลหนึ่ง ขึ้นมาฉีกกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้ แล้วก็เขียนกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่สำคัญครับ ท่านประธานครับ ไปดูเหตุผลประกอบสิครับว่าทำไมเขาต้องทำอย่างนี้ เหตุผลในการเสนอ ร่างฉบับนี้นะครับ ผมเอาย่อนะครับ เพื่อปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองขึ้นใหม่ ให้มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อันนี้อยู่ในเหตุผลของการยกร่างแก้ไขเพิ่มเติม อันนี้ถามว่าข้อความที่ว่าเพื่อปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองขึ้นมาใหม่ ให้มีเสถียรภาพ และประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สะท้อนอะไรครับ สะท้อนว่าเรากำลังรู้สึกครับว่ารัฐบาลปัจจุบัน อำนาจไม่มาก การต่อเนื่องทางการเมืองไม่ค่อยเข้มแข็ง และเราต้องการที่จะปรับปรุง โครงสร้างทางการเมืองขึ้นใหม่ให้มีเสถียรภาพ และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เหตุการณ์อย่างนี้ เคยเกิดขึ้นไหมครับ ตอนเรายกร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐบาลปีก่อนปี ๒๕๔๐ ตั้งรัฐบาล แล้วอยู่กันไม่นานครับ อยู่กัน ๒ ปี อยู่กัน ๑ ปี อยู่กัน ๑๑ เดือน รัฐบาลก็ล้ม ก็เป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์ครับ รัฐบาลล้ม เพราะรัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จึงเป็นรัฐธรรมนูญที่เขียนให้รัฐบาลมีความเข้มแข็งขึ้นมาทำให้การตรวจสอบรัฐบาลยุ่งยาก ยากขึ้นและทำให้รัฐบาลหวังว่าจะมีการต่อเนื่องทางนโยบาย รัฐบาลมีความเข้มแข็งครับ ปี ๒๕๔๐ ได้เกิดรัฐธรรมนูญขึ้นมาที่สร้างเสถียรภาพให้กับรัฐบาล เราเห็นอะไรครับ ท่านประธานครับ ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ในยุคนั้น เป็นปรากฏการณ์ครั้งแรก รัฐบาลอยู่ครบ ๔ ปี โดยนายกรัฐมนตรีไม่เคยโดนอภิปรายไม่ไว้วางใจเลย ท่านประธานครับ นอกจากไม่อภิปรายไม่ไว้วางใจครับ รัฐบาลก็มีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น ๆ จนกลายเป็นว่า ผู้คุมอำนาจบริหารประเทศเริ่มเข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระมากขึ้น ๆ แทรกแซงองค์กรอิสระ ไม่ว่าครับ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐสภานี้ถูกครอบงำโดยรัฐบาลเสียงข้างมาก และวิจารณ์กันครับ จากเพื่อนวุฒิสมาชิกเองครับ เดี๋ยวสักครู่ท่านอยากฟัง ยังมีท่านที่นั่งอยู่ในนี้ครับ เขาเคยบอกว่า มีการซื้อเสียงวุฒิสมาชิกครับ เพื่อให้หนุนรัฐบาล ๔ ปีแรกรัฐบาลไม่เคยโดนอภิปราย ไม่ไว้วางใจเลยครับ นั่นคือความมีเสถียรภาพที่เราต้องการ ถัดจาก ๔ ปี ขึ้นสมัยที่ ๒ รัฐบาลไม่ได้โดนอีกละครับ รัฐบาลนัดหมายพวกผมมาเจอกันในสภาครับ นัดวันกันเรียบร้อยว่า จะเจอกันในสภาเพื่อให้ตรวจสอบกรณีขายหุ้นสัมปทานของประเทศไทยในธุรกิจบางอย่าง ให้กับต่างประเทศ ซึ่งคนสงสัยครับว่าการขายอันนั้นเป็นการขายสิทธิบางอย่าง ซึ่งไม่น่าจะ ถูกต้องหรือไม่ นัดกันครับ แต่ถึงเวลาจริงรัฐบาลยุบสภาหนีครับ ๕ ปีเต็ม ประสิทธิภาพที่แข็ง ๆ เราตรวจสอบไม่ได้เลย เกิดอะไรขึ้นครับ ท่านเชื่อไหมองค์กรอิสระแบบ กกต. กลับถูก แทรกแซงเข้าด้วยช่วยเหลือ ผมไม่ได้พูดเองครับ เพราะสุดท้ายศาลมีคำพิพากษาจำคุก กกต. เพราะเข้าด้วยช่วยเหลือกับรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ รัฐธรรมนูญฉบับที่มีเสถียรภาพมาก การตรวจสอบก็ไม่เกิดครับ หลายเรื่อง หลายราวที่รัฐบาลที่มีเสถียรภาพมาก เข้มแข็งมาก ก้าวเข้าไปในการที่จะล้วงเข้าไปในเรื่องบางเรื่องที่ล่อแหลมต่อการผิดกฎหมาย กระบวนการ ยุติธรรมเริ่มต้นก็ไม่ทำครับ พนักงานสอบสวนก็ไม่ว่า ป.ป.ช. ก็ขึ้นเงินเดือนจนตัวเอง ก็ถูกคดีกันระเนระนาด กกต. ก็ติดคุก กระบวนการในการตรวจสอบรัฐบาลง่อยเปลี้ยหมดครับ นั่นคือการมีเสถียรภาพ แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นและน่ากังวลแล้วก็ยังเป็นฝันร้ายฝังใจกับคนที่เคยใช้อำนาจอย่างนั้น ก็คือมันมีองค์กรหนึ่งซึ่งยังแทรกแซงไม่ได้ องค์กรนั้นก็คือองค์กรตุลาการ เราก็เห็น คำพิพากษาตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญออกมาแล้วก็สะเทือนใจเรื่องการยุบพรรค เราก็เห็น คำพิพากษาของศาลกรณีจำคุกคณะกรรมการการเลือกตั้ง เราได้ยินคำว่า ตุลาการภิวัฒน์ เพราะอำนาจตุลาการยังแทรกแซงไม่ได้ เหตุผลเฉพาะในร่างของรัฐบาลเสนอมาพูดถึง การสร้างโครงสร้างทางการเมืองขึ้นใหม่ให้มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ฟังอย่างนี้ เป็นภาษาสละสลวยครับ แต่ถ้าท่านประธานไปดูเหตุผลของร่างของเพื่อนสมาชิกอีก ๒ ฉบับ เขาเปิดเผยชัด ๆ เลยครับว่าอำนาจในทางประชาธิปไตยของเราที่แบ่งเป็น ๓ ฝ่าย พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจบริหารผ่านรัฐบาล ทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติผ่าน สภาผู้แทนราษฎร รัฐสภาใช้อำนาจตุลาการผ่านศาลยุติธรรม เขาบอกว่าศาลยุติธรรมไม่มี การยึดโยงกับภาคประชาชน เพราะสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้ง ใครชนะก็ได้ เป็นเสียงข้างมากในสภา และรัฐบาลก็มาจากการแต่งตั้งโดยสภาผู้แทนราษฎร เขาบอกว่า เหตุผลของร่างอีก ๒ ร่าง ซึ่งเสนอประกบมากับร่างรัฐบาลก็คือศาลไม่ได้มีการดุลอำนาจ ถ้าบวก ๒ เหตุผลเข้าด้วยกันท่านประธานก็จะเริ่มรู้ธงครับว่าการร่างรัฐธรรมนูญ โดยฉีกรัฐธรรมนูญฉบับนี้และไปตั้งกรรมการที่เรียกว่า สสร. คือสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ เขามีธงให้ไปครับ ธงที่ให้ไปก็คือปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองขึ้นใหม่ให้มีเสถียรภาพ และประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สร้างความเข้มแข็งให้กับรัฐใหม่ขึ้นมา เพราะฉะนั้นจะบอกว่าไม่มีธง ให้กับ สสร. ไม่จริง เพราะเหตุผลของการตั้งคณะชุดนี้ขึ้นมาเพื่อสร้างเสถียรภาพ และประสิทธิภาพทางการเมืองขึ้นมาใหม่ กระบวนการที่วิพากษ์วิจารณ์ได้นำเสนอกับ เพื่อนสมาชิกบางคนหลุดจากปากจนต้องถอนคำพูด ก็คือกระบวนการที่จะแทรกแซง กระบวนการตุลาการ เดี๋ยวผมจะว่าอีกรอบหนึ่งครับ ที่ต้องห้ามกันไว้ก่อนความคิดที่จะล้ม ศาลรัฐธรรมนูญ ยกเลิกศาลปกครองแล้วตั้งศาลสูงสุดของประเทศไทย คิดต่อกันไหมครับ แล้วผมก็ส่งสัญญาณเตือนไปในวงการตุลาการศาลของประเทศไทยด้วยครับว่าวันหนึ่ง ถ้าที่สภาแห่งนี้เป็นคนโหวตตั้งประมุขตุลาการ ถ้าประธานศาลฎีกานะครับ วันนี้กระบวนการ ของศาลยุติธรรมเป็นกระบวนการทางจารีตที่มีความเข้มแข็งยิ่งกว่ารัฐธรรมนูญ ใครเป็นผู้พิพากษาสอบได้ปีนี้ชี้ชะตาได้ครับว่าวันที่อายุครบ ๖๕ ปีจะอยู่ตำแหน่งไหน ไม่ต้องวิ่งเต้นกันครับ จบตรงไหนอยู่ตรงนั้น แต่ถ้าสภาแห่งนี้เป็นที่โหวตของประมุขตุลาการ เมื่อไรท่านประธานเชื่อไหมครับว่าตุลาการก็จะปั่นป่วนหมด เพราะถ้าใครกุมอำนาจ จากการชนะเลือกตั้งได้ก็เท่ากับคุณสามารถกุมอำนาจบริหารได้ และที่สำคัญคุณกุมอำนาจ ตุลาการได้เมื่อไร ตรงนี้ละครับที่เขาบอกว่าเผด็จการเสียงข้างมาก เพราะประชาธิปไตย คือการคานอำนาจกัน ระหว่างนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ แต่เมื่อไรคนที่ชนะ การเลือกตั้งสามารถกำหนดผู้นำประมุขทางนิติบัญญัติได้ กำหนดประมุขทางบริหารได้ และกำหนดประมุขทางตุลาการได้ คนกำหนดได้ก็คือผู้นำที่เป็นเผด็จการ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมต้องแก้ไขว่าผมปล่อยให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมายกร่างภายใต้ตรงเหตุผล ที่เป็นไปอย่างนี้ไม่ได้

ประการที่ ๒ ท่านไม่สามารถตั้งกรรมการยกร่างได้ครับ ท่านประธานครับ ท่านเปิดดูไหมครับ ท่านยกร่างกฎหมายแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขัดกันเองทั้งหมดครับ ท่านตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้ครับ ท่านตั้งได้แค่สภาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครับ เพราะอะไรครับ เพราะหลังจากมีการยกร่างอันนี้ขึ้นมา สังคมวิพากษ์วิจารณ์เยอะครับ วิพากษ์วิจารณ์กันค่อนข้างดุเดือดรุนแรง วิพากษ์วิจารณ์ถึงขั้นว่าท่านจะไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวดเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ พอวิจารณ์กันเยอะก็ร้อนตัวครับ พอร้อนตัวก็ป้องกันตัวเอง ท่านประธานไปดูในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ผมจะอ่านให้ฟังทั้งมาตรา แล้วท่านประธาน ตามผมไปช้า ๆ นะครับ สภาร่างรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้เกิดไม่ได้ครับ มาตรา ๒๙๑/๑๑ ที่ท่านบัญญัติไว้ยังไม่ถึงครับ เดี๋ยวถึงว่าอีกรอบแต่ผมจะอ่านให้ ท่านประธานสภาฟังครับ สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จ ภายในกำหนด ๒๔๐ วันนับแต่วันถัดจากวันประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรก วรรคแรกสะท้อนให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังใช้ที่ถกกันอยู่ตั้งแต่เช้าครับ ฉบับนี้จะถูกฉีกทิ้งไปใน ๒๔๐ วันนับจากนี้ไป วรรคสอง ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญนั้น สภาร่างรัฐธรรมนูญอาจนำรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งที่เห็นว่ามีความเป็นประชาธิปไตยสูง มาเป็นต้นแบบในการยกร่างก็ได้ ก็ยกให้สภาที่ท่านจะตั้งใจร่างไปหยิบคว้าฉบับไหนมาเป็น ต้นร่างก็ได้ แต่ที่สำคัญวรรคห้า ท่านประธานฟังผมนะครับ ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผล เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วย พระมหากษัตริย์จะกระทำมิได้ ผมถามครับว่าหมวดที่แก้ไม่ได้หมวดพระมหากษัตริย์ ท่านเอารัฐธรรมนูญฉบับไหน ถ้าท่านห้ามแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เรื่องหมวดพระมหากษัตริย์ สภาท่านยกร่างไม่ได้ครับ สภาท่านต้องเอารัฐธรรมนูญฉบับนี้ล่ะครับเป็นต้นแบบ เพราะต้องเว้นหมวดพระมหากษัตริย์ไว้ นอกนั้นทุกหมวดท่านยำได้หมดครับ เพราะฉะนั้น สภาที่ท่านตั้งไม่ใช่สภาร่างรัฐธรรมนูญครับ สภาแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ล่ะครับ สิ่งที่กรรมาธิการแก้ไขเพิ่มเติมต้องตอบกับผมว่าหมวดพระมหากษัตริย์ท่านเอารัฐธรรมนูญ ฉบับไหน ถ้าท่านเอารัฐธรรมนูญฉบับไหนก็หมายความว่าท่านไปยกร่างใหม่ไม่ได้ครับ และผมถือว่าตามที่ท่านเขียนแก้ไขในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านกำลังบอกครับว่า ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ท่านแตะหมวดพระมหากษัตริย์ไม่ได้ เมื่อท่านแตะหมวด พระมหากษัตริย์ไม่ได้ ผมถามว่าท่านจะฉีกรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างไร สภาที่ท่านตั้งขึ้น เป็นสภาแก้ไขครับ ท่านล็อกตัวท่านเองไว้นะครับ เพราะฉะนั้นผมถึงแปรญัตติไว้แล้วว่า ผมไม่ให้ชื่อว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญ สภาชุดนี้ทำหน้าที่แก้ไขรัฐธรรมนูญ แก้ได้ทุกหมวดครับ ยกเว้นหมวดพระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ส่วนธงที่เหตุผลรัฐบาลให้ไปครับ เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเมืองให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เดี๋ยวว่ากันอีกรอบหนึ่งครับ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องกำลังสะท้อนครับว่าทำไมถึงได้รีบร้อนกันนักหนาท่านครับ ถามว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นอุปสรรคเรื่องอะไรบ้างครับวันนี้ สภาก็ชนะครับ รัฐบาลก็เป็นครับ เหลืออะไรบ้างที่ยังไม่ได้ครับ อยากได้เสถียรภาพจากอะไรครับ ในการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมไม่เคยเห็นปรากฏการณ์ครับ ท่านประธานครับ ผมอยู่ในสภามา ๒๐ กว่าปี ไม่เคยเห็น ปรากฏการณ์ประเภทนี้ครับ จะพูดคำว่า เสียงข้างมากลากไปก็กระไรอยู่ครับ เสียงข้างมาก ก็ชนะเสียงข้างน้อยครับ แต่พฤติกรรมที่ใช้กับสภาครับ ดูถูกสภาโดยตลอดครับ ไม่เคยให้เกียรติต่อสภาครับ ถือว่ามากกว่าจะข่มขืนเอาอย่างไรก็ได้ พวกผมยังทำอย่างอื่น ไม่ได้ครับ เที่ยวนี้โดนข่มขืนแน่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่อย่างน้อยก็สิทธิในการป้องกันตนเอง ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ เขากำหนดให้พวกผมไว้ครับ ท่านประธานเคยเห็นไหมครับว่าเพราะอยากกระสันจะแก้รัฐธรรมนูญ สภาจะปิดสมัยประชุม วันที่ ๑๙ แล้ว ยกเหตุผลขยายอายุสภาออกไปไม่มีกำหนดอ้างว่ามีกฎหมายค้างมาก ให้มันแน่สักรายเถอะครับ ไม่ต้องปิดสภาพิจารณากฎหมายที่ค้างในสภาให้หมดทุกฉบับ ผมจะให้ความร่วมมือ แต่ดักกันไปดักกันมาสุดท้ายเฉลยเมื่อเช้านี้เอาแค่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่าน ปิดสภาครับ ขอให้ได้สภาร่างรัฐธรรมนูญไปฉีกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้แล้วปิดสภาทันที ตกลงความกระตือรือร้นมีแค่นี้เองหรือครับ มีความจริงใจกับระบอบประชาธิปไตยจริงหรือเปล่า ท่านเคยเห็นวิธีการหลาย ๆ อย่างที่ทำกับสภาไหมครับ วันนี้เขาบอกว่าเสียงข้างมากลากไป ไม่เป็นไรครับ เสียงข้างมากต้องชนะ แต่ถ้าท่านย่ำยีถึงขั้นจะเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นะครับ แล้วก็จะล้วงเข้าไปอำนาจอธิปไตยอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเขามีจารีตที่เข้มแข็งเป็นมืออาชีพ ที่ทำหน้าที่ในทางตุลาการ ถ้าท่านจะตั้งประมุขตุลาการเอง จะไปยุบศาลปกครอง จะไปยุบศาลรัฐธรรมนูญเพราะไม่พอใจในคดีที่ค้างคา จะแทรกแซงอำนาจตุลาการได้ ก็ต่อเมื่อตั้งประมุขตุลาการได้ ถ้าคิดอย่างนั้นผมว่าท่านก้าวล่วงไปแล้วครับ ไม่ใช่เสียงข้างมาก ลากไปนะครับ เขาเรียกว่า เผด็จการรัฐสภาจริง ๆ เพราะถ้าคนคนเดียวคุมทั้งนิติบัญญัติ คุมทั้งบริหารและคุมทั้งตุลาการได้มันก็ไม่ต่างกับฮิตเลอร์หรอกครับที่แก้กฎหมาย ให้นายกรัฐมนตรีเป็นคนออกกฎหมายแทนสภาได้ เพราะฉะนั้นไขปริศนาอันนี้ ผมคิดว่า มันไม่ต้องหลอกกันหรอกครับ คนในสังคมไม่ได้มีใครโง่กว่าใครครับ แต่ผมก็ยอมรับครับ ไปบอกประชาชนที่ไหนว่าจะกันเขาได้ไหม เจอผู้พิพากษาในศาลฎีกาก็อยากถามว่า จะทำอย่างไรอย่าให้การเมืองมาแทรกแซงศาลยุติธรรม เจอหน้าศาลปกครองก็ทำอย่างไร จะปกป้องศาลปกครองให้เป็นที่พึ่งประชาชนได้ เจอศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่อยากให้การเมือง เข้ามาแทรก แต่ท่านครับ วันนี้เรากำลังจะทำสิ่งที่หลายคนกังวลกัน แล้วถ้าปฏิเสธว่าไม่จริง ก็โกหกครับ เพราะโกหกกันมาตลอดครับ ขยายเวลาสภาเพราะมีกฎหมายค้างเยอะ โกหกครับ ขยายอายุสภาก็เพราะว่าอยากจะเอารัฐธรรมนูญเป็นของขวัญบำนาญให้กับใครสักคน แล้วนี่ก็จะเจ็บปวดรวดร้าวมากว่าถ้าผมอภิปรายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในวาระที่สองข้ามไปถึง วันที่ ๑๒ หรือไปแตะเช้าวันที่ ๑๓ ผมก็คิดว่าคงเห็นอาการทุรนทุรายแปลก ๆ ของคน ทำหน้าที่ประมุขนิติบัญญัติตรงนี้ จะเห็นพฤติกรรมแปลก ๆ ที่ไม่เคยเกิดนะครับ สิทธิในการอภิปรายวาระที่สองเป็นของเพื่อนสมาชิกทุกคนที่ได้สงวนคำแปรญัตติ ความสวยงามของระบอบประชาธิปไตยอยู่ตรงนี้ครับ กล้าที่จะฟังความเห็นต่างและกล้าจะรับฟัง ในเหตุในผลซึ่งกันและกัน ทำการบ้านมาจากบ้าน รับคำสั่งมาจากใครก็ตามครับ ผมเรียนว่าระบอบประชาธิปไตยมันต้องคานอำนาจซึ่งกันและกัน วันนี้พวกผมเป็นเสียงข้างน้อย ในสภาทำหน้าที่คานอำนาจของรัฐบาล แล้วก็แพ้ตลอดครับ แพ้เพราะแพ้การเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่โหวตในสภาพวกผมแพ้ แต่อย่างน้อยก็เป็นเสียงสะท้อนของเสียงข้างน้อย ให้กับสังคมได้รับรู้ครับ แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้ากับการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ มันไปไกลเกินครับท่านประธานสภาครับ ผมขออนุญาตพูดกับท่านประธานตรง ๆ ครับ ท่านเป็นบุคคลที่พวกผมชื่นชมครับ ก้าวขึ้นเป็นประมุขของวุฒิสภาด้วยความสง่างาม ท่านไม่ใช่บุคคลประเภทที่เขาเอาเงินฟาดหัวแล้วเขามีความสุข ท่านทำได้ครับ ความเป็นกลาง ที่จะพิทักษ์ระบอบประชาธิปไตย พิทักษ์กระบวนการประชาธิปไตยเอาไว้ วันข้างหน้า เขาบอกว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญจะแก้ไขอย่างไรก็ตาม ไม่จริงครับท่าน เขาให้ธงไว้แล้วครับ เมื่อให้ธงไว้แล้วเดินตามธง ท่านประธานก็จะเห็นครับว่าบ้านเมืองเราจะเดินไปสู่อะไรครับ เราเรียกร้องประชาธิปไตยอยากเห็นความหลากหลาย เห็นความแตกต่าง ขณะเดียวครับ กลุ่มบางกลุ่มเขาอยากรวบอำนาจไว้ในมือคนเดียว ผมยืนยันครับหลายคนกระแนะกระแหน ว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เหมือนเดิมเป็นพรรคที่เคยต่อสู้กับเผด็จการ สมาชิกบางคนก็บอกว่า เดี๋ยวนี้รู้สึกจะเชียร์ทหาร ผมเรียนกับท่านประธานครับ คนที่พูดก็เพิ่งเชียร์ทหารที่ปฏิวัติเสร็จ ไปหมาด ๆ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วครับ คนที่ปฏิวัติตัวเองออกจากรัฐบาลวันนี้ปรบมือกันเกรียวครับ เมื่อหัวหน้าคณะปฏิวัตินั้นเห็นด้วยกับตัวเอง แต่ผมเรียนท่านประธานสภาผ่านไปด้วยครับ ถึงพี่น้องประชาชนครับ อุดมการณ์พรรคประชาธิปัตย์เขาเขียนไว้ชัดครับ เราจะคัดค้านเผด็จการ ทุกรูปแบบครับ ถ้าอาศัยการแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ๔-๕ มาตรา แล้วหวังยึดอำนาจ ประชาธิปไตยไว้ภายใต้อุ้งมือคนเดียวพวกผมก็คัดค้านครับ เพราะนั่นคือเผด็จการรูปแบบหนึ่ง ท่านประธานครับ ที่ผมอภิปรายตั้งใจจะอภิปรายกับท่านประธานครับ ผมเชื่อกรรมาธิการ ทุกคนที่นั่งอยู่ข้างบนมีธงอยู่ในใจครับ ท่านประธานคนเดียวที่นั่งฟังและไม่มีธงอยู่ในใจ ผมก็อยากเห็นท่านประธานได้ลุกขึ้นมาพิทักษ์รัฐธรรมนูญตามสิทธิของพลเมืองไทยครับ มาตรา ๖๙ บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ละครับ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่กำหนดให้ ประชาชนมีหน้าที่และสิทธิในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๙ บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้าน โดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใด ๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ รัฐธรรมนูญนี้นะครับ ไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่จะเขียนขึ้นมาใหม่ แล้วก็ข้ออภิปรายเพื่อนสมาชิกบางคนครับ ผมคิดว่า มันจบไม่ง่ายหรอกครับ ถ้าตั้งใจฉีกรัฐธรรมนูญเพราะท่านอาจจะเจอเรื่องทั้งหมด ที่ศาลรัฐธรรมนูญครับ สภานี้ไม่มีหน้าที่ไม่มีอำนาจในการฉีกรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การร่วมกันฉีกครั้งนี้คุณไม่ได้ฟังเสียงประชาชนเลย รัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับท่านประธานครับ เขาลงมติโดยประชาชนมา แต่ขณะนี้เรากำลังจะใช้เสียงในสภา ๖๐๐ กว่าคนมาฉีก รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขาเขียนถึงการพิทักษ์รัฐธรรมนูญไว้ครับ ๖๐๐ กว่าคนจะมาร่วมกันฉีก ผมเข้าใจว่าหน้าจะเจอกันก่อนที่รัฐธรรมนูญ สสร. จะได้เริ่มต้นครับ ผมฝากท่านประธานครับ ตั้งใจอภิปรายกับท่านประธานคนเดียว แล้วก็ผมฝากความหวังว่าคนแบบท่านประธานซึ่งเป็นชายชาติทหารเหมือนกันน่าจะ ทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาในการพิทักษ์ปกป้องรัฐธรรมนูญ ขอบคุณครับ